“สตรีในปกครองของพระองค์ผู้มีใบหน้ารูปหัวใจ” สิ่งนี้คือคำเตือนและเขามิอาจกล่าวความลับจากสวรรค์ไปมากกว่านี้ได้ มิเช่นนั้นหากฮ่องเต้ทรงรู้ว่านางมิใช่สตรีที่ดี การสังหารนางอาจจะเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาตาย “กระหม่อมอยากให้พระองค์จับตาดูนางทุกฝีก้าว”
ฮ่องเต้ฉินเหรินเฟยพยักหน้า ‘สตรีที่มีใบหน้ารูปหัวใจคือหลิงเจียหลานสนมขั้นเฟย’ บุตรสาวของเสนาบดีหลิงเทียนเล่อ นางมีองค์ชายน้อยอายุรุ่นราวคราวเดียวกับรัชทายาทองค์ปัจจุบัน อันตรายจริงๆ เรื่องนี้พระองค์ก็สงสัยมานานแล้วยามที่แต่งตั้งกุ้ยเฟยขึ้นเป็นฮองเฮาและบุตรของอีกฝ่ายนั้นต้องดำรงค์ตำแหน่งรัชทายาทส่วนหลิงเจียหลานแม้เคยเข้าเฝ้าทูลขอตำแหน่งนี้ให้กับบุตรของตนแต่ตัวของฮ่องเต้เช่นเขากลับมิรับฟัง “เจ้าช่างเก่งกาจสมคำร่ำลือจริงๆ หมอฟานอวี้ถง” พระองค์หันหน้าไปทางขันทีที่อยู่ไม่ไกล “อาเล่ย ไปหยิบทองมาสิบชั่งมอบให้ท่านหมอ”
ชิงเซียนตาโตเท่าไข่ห่าน ‘ว่าที่สามีของนางกำลังจะร่ำรวยมากถึงเพียงนี้เชียวรึ?’ นางอยากจะยิ้มให้กว้างกว่านี้กับของขวัญที่ได้ แต่การกระทำจริงๆ คือก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้ม
“กระหม่อมเกรงว่ามันอาจจะมากเกินไปพะยะค่ะ” อันที่จริงแล้วเขาแทบจะไม่มีที่เก็บเบี้ยอัฐต่างหาก ตู้เสื้อผ้าหลายตู้ในบ้านน้อยนั้นแท้จริงแล้วล้วนมีเพียงทองคำจากท่านอ๋องสามและตั๋วแลกเงินต่างๆ ที่ตรวจดวงชะตาให้กับเศรษฐี ไม่นับรวมชาวบ้านมากมายที่ถึงแม้ตัวเขาจะไม่อยู่ก็พร้อมอาสาดูแลบ้านหลังนี้ให้โดยที่ไม่เคยร้องขอเหมือนเช่นแคว้นหวง
“ไม่มากและถ้าหากสตรีของเราให้กำเนิดบุตรชายอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ เราจะมอบให้เจ้าอีกพันชั่ง”
“ฮ๊า!!” ชิงเซียนเผลอร้องออกมาเสียงดัง
ฟานอวี้ถงยกยิ้มมุมปากแล้วหัวเราะในลำคอ ‘สตรีของข้าช่างขยันกระทำตัวไร้ยางอายจริงๆ’
“หึหึ ฮูหยินของเจ้าช่างเป็นสตรีที่เปิดเผยยิ่งนัก หึหึ” ฮ่องเต้ทรงพระสรวลเสียงดัง
“นางอาจจะไร้ยางอายไปบ้างแต่กระหม่อมก็รักนางพะยะค่ะ”
“ท่านหมอ” ชิงเซียนทำหน้าแง่งอนผสมเอียงอายและในตอนนั้นเองขันทีเวินก็มาถึง
“ฝ่าบาทพะยะค่ะ” ขันทีเวินเรียกนายเหนือหัวด้วยน้ำเสียงมิสู้ดีนัก “บุรุษที่กระหม่อมไปพบถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนทั้งสองขา ร่างกายมีรอยถูกเฆี่ยนเต็มไปหมด” มองไปด้านหลังที่มีทหารสี่คนแบกชายผู้นั้นมาใกล้เรื่อยๆ “นามของชายผู้นี้คือหยางไท่ขอรับ” ใยขันทีเช่นเขาจะจำบุรุษรูปงาม บัณฑิตโชคร้ายเมื่อสามปีก่อนไม่ได้ คนผู้นี้หายตัวไปหลังรับตำแหน่งได้เพียงสามเดือน “กระหม่อมจำได้ว่าหยางไท่ผู้นี้สนิทสนมกับท่านอ๋องสามมากขอรับ” สนิทจนถึงขั้นอยู่ร่วมตำหนักเดียวกันกับเชื้อพระวงศ์ แต่แล้วในวันที่คนผู้นี้หายไปกลับมีเพียงบ่าวชายของท่านอ๋องมารายงานว่าหยางไท่กลับไปเฝ้าบิดามารดาที่บ้านเกิด จนครั้งนั้นทางราชสำนักจำเป็นต้องใช้บัณฑิตที่ได้คะแนนเป็นอันดับสองมาจนถึงวันนี้
“เราจำได้” เพราะพระองค์คือผู้ลงนามแต่งตั้งหยางไท่เป็นบัณฑิตใหม่เองกับมือ “ยามนี้หยางไท่มีสติหรือไม่” มองไปยังผู้โชคร้ายที่ทหารพาตัวมานอนบนฟูกที่ฝ่ายขันทีเตรียมออกมาเมื่อครู่ ‘นี่คือเจ้าของชะตาที่ถูกจองจำตามคำบอกของหมอดูฟานไม่ผิดแน่และพระองค์อยากจะสอบถามให้กระจ่าง’
“มีพะยะค่ะ แต่อ่อนแรงยิ่งนัก”
ฟานอวี้ถงลุกจากที่นั่งเดินไปดูบุรุษผู้หายใจแผ่วๆ “ตามหมอหลวงเถิดพะยะค่ะ” แม้เขานั้นรักษาบาดแผลได้แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำเพราะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้และผู้คนในวังหลวงนี้ ตัวเขาเป็นเพียงหมอดูธรรมดาไร้วรยุทธ์
“ข้าให้คนไปตามมาแล้วท่านฟาน” ขันทีเวินกล่าว “และข้ายังรู้มาอีกว่าวันเวลาตกฟากที่อ๋องสามมอบให้ท่านนั้นก็เป็นของหยางไท่และเขาผู้นี้ถูกจองจำเอาไว้ในห้องมืดจริงๆ”
‘เป็นดังที่คิดไว้ไม่ผิด’ “เช่นนั้นข้าก็มิแปลกใจเลยว่าชะตาที่ข้าทายทักนั้นเหตุใดจึงริบหรี่เหลือเกิน จะสิ้นชีพก็ไม่สิ้น จะสุขสบายก็มิเต็มที่ได้เห็นเจ้าตัวตรงนี้แล้วข้าก็มั่นใจว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อ” กลับไปนั่งที่เดิมเมื่อหมอหลวงเดินเข้ามา แน่นอนว่าสมุนไพรชั้นดีถูกป้อนใส่ปากเพื่อยืดเวลาการมีชีวิตอย่างรวดเร็ว การรักษาอย่างถูกวิธีช่วยให้ผู้เคราะห์ร้ายได้หายใจสะดวกขึ้น ฟานอวี้ถงจึงขอตัว “อีกสามวันข้าจะกลับมาดูหยางไท่ได้หรือไม่พะยะค่ะ” พร้อมกับมาดูท่านอ๋อง
“ย่อมได้อยู่แล้วหมอดูฟาน” ฮ่องเต้ตรัสก่อนจะถอดป้ายหยกข้างเอวมอบให้หมอดู ท่ามกลางความตกใจของทุกคนทั่วบริเวณ “ป้ายหยกของเรา เจ้าเข้ามาที่วังหลวงได้ทุกเมื่อ”
ฟานอวี้ถงคุกเข่า ค้อมศีรษะ “ขอบพระทัยฝ่าบาท” ก่อนจะยื่นมือไปรับมันไว้ “เช่นนั้นกระหม่อมและฮูหยินทูลลาพะยะค่ะ”
“ไปเถอะ ไม่ต้องห่วง ถึงวันนั้นหยางไท่จะตื่นขึ้นมาให้เจ้าได้สอบถามแน่ๆ” พระองค์หมายถึงเรื่องวันเวลาตกฟากที่แท้จริงซึ่งตัวพระองค์เองก็อยากรู้ สายพระเนตรทอดมองสามบุรุษและหนึ่งสตรีเดินห่างออกไป ด้วยใจสงบ มองมาทางบุรุษที่หมอดูผู้นั้นกล่าวไว้ก่อนที่จะพบตัวก็ได้แต่ถอนหายใจ เหตุใดน้องสามจึงทำเรื่องโหดร้ายเช่นนี้ได้ลงคอ “กั้นสถานที่ให้น้องสามแล้วใช่หรือไม่”
“กระหม่อมนำผ้าสีดำผืนใหญ่กั้นไว้รอบทิศทางแล้วพะยะค่ะ ด้านนอกผืนผ้านั้นมีองครักษ์เงาของท่านอ๋องคอยเฝ้าอยู่”
“ดี” ฮ่องเต้ฉินเหรินเฟยนั่งมองการรักษาของหมอหลวงสามคนไปช้าๆ หยางไท่อยู่ใกล้หมอเช่นนี้มิมีทางจะสิ้นชีพได้ง่ายๆ อีกแล้วและเมื่อมองย้อนกลับมาถึงอนุชาตนเอง วันพรุ่งนี้คงจะมีการถกเถียงกันในท้องพระโรงไม่มากก็น้อย “ข้าจะช่วยน้องสามได้ยังไง” ทรงเปรยออกมาเบาๆ
ร้านหมอดู
ชิงเซียนเปิดหีบใส่ทองที่ทหารขนมาวางไว้ในบ้านแล้วนับจนครบสิบหีบเสร็จเมื่อครู่อย่างตื่นเต้น สีเหลืองอร่ามแยงตาทำให้นางกรีดร้องเบาๆ “อ๊ายๆๆๆ ของจริงๆ” นางนั่งลงกับพื้นนับทองก้อนในหีบ
ฟานอวี้ถงนั่งจิบน้ำชามองสตรีไร้ยางอายของตนอย่างมิรู้จะกล่าวสิ่งใด นอกจากหันไปทางผู้ติดตาม “เอ้อถง อู่ถงพวกเจ้าขนออกไปสองหีบแล้วนำไปแบ่งกันหกคน ข้าให้”
ขวับ!! ชิงเซียนหันมองฟานอวี้ถงตาโต “ข้าเล่าเจ้าคะ” คลานเข่าไปหาทำท่าน่ารักโดยการวางคางเล็กๆ ของตนไว้บนตักแกร่ง มือขาวบางชี้หน้าตัวเอง “นี่ว่าที่ฮูหยินนะเจ้าคะ ท่านจะให้ข้ากี่หีบ”
ฟานอวี้ถงลูบกลุ่มผมดำคลับแล้วยกยิ้มอย่างนึกสนุก “มันอยู่ที่ว่าเจ้าจะตอบคำถามถูกใจข้ารึเปล่า”
“คำถามอะไรเจ้าคะ”
“ข้ากับทองที่เหลืออีกแปดหีบเจ้าอยากอยู่กับใครมากกว่ากัน”