ว่าแล้วจาคอปก็เปิดกระเป๋าเป้แบ็คแพ็คค้นเอาโน้ตบุ๊กออกมาเปิดเครื่องไว้แล้วเดินไปเปิดทีวีแต่มันกลับไม่ติดพอดีกับโน้ตบุ๊กบูทเสร็จพร้อมใช้งาน จาคอปละความสนใจจากสิ่งที่อยู่ด้านหน้าตรงไปหาโน้ตบุ๊กหิ้วมันแล้วเดินไปนั่งลงเอนหลังพิงหัวเตียงชายหนุ่มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่โรงแรมติดรหัสผ่านไว้ข้างผนังห้องแล้วกดสไกป์หาแม่รอสักพักแม่มารีแอนของเขาก็ตอบรับวิดีโอคอล
“ไงลูกรัก”
มารีแอนเอ่ยทักทายลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ
“ครับคุณแม่ผมถึงไทยแล้วนะครับ” เขาบอกสิ่งที่แม่ขอเอาไว้หากมาถึงเมืองไทย
“จริงเหรอลูกแล้วได้เจอพี่ชายของลูกหรือยังล่ะ”
“ยังครับคุณแม่ผมกะว่าจะไปเซอร์ไพรส์เขาที่ทำงานพรุ่งนี้น่ะครับคืนนี้ผมต้องขอพักก่อนอีกอย่างที่นี่ก็ใกล้ตีสามแล้ว เขาคงจะเลิกงานไปแล้วล่ะ” จาคอปอธิบาย
“อ๋อ แล้วลูกมีอะไรอยากจะถามแม่หรือเปล่าล่ะถึงได้รีบโทรกลับมาแม่รู้สึกถึงความสงสัยในใจลูกนะ”
จาคอปนิ่งไปสักพักเมื่อได้ยินบุพการีถามออกมาแบบนั้นเขาใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนเอ่ยขึ้น
“มีครับ”
ชายหนุ่มล้วงเข้าในคอเสื้อดึงเอาสายโลหะสีเงินแล้วถอดสร้อยที่ห้อยติดกับจี้รูปักอดไข่ออกมาถือเอาไว้ในมือเขายื่นเข้าไปใกล้กับกล้องโน้ตบุ๊กให้แม่ดู
“คุณแม่จำสร้อยเส้นนี้ได้ไหมครับ”เขาพูดพร้อมหย่อนสายสร้อยลงให้แม่เห็นมันชัดๆ
“จำได้สิลูกนั่นสร้อยของคุณยายทวดลูกนี่มีอะไรเหรอ” มารีแอนตอบพร้อมยิงคำถามต่อ
“มีครับคุณแม่ คุณแม่เคยเห็นมันเปล่งแสงหรือเปล่าครับ”เขาวางมันลงบนเตียงนอนข้างๆ ตัว เธอนึกอยู่สักพักก่อนตอบ
“ไม่นะลูก มันเปล่งแสงแบบไหนเหรอ”
“ตอนแรกมันสั่นก่อนครับแล้วเริ่มเปล่งแสงสีชมพูอ่อนในจี้ไข่ั แล้วก็รุนแรงขึ้นเป็สีม่วงเข้มและเปลี่ยนเป็สีเขียวสลับกันไปมาแสงมันแทรกออกมาตามรอยแตกของเกล็ดไข่ัคุณแม่ไม่เคยเห็นจริงๆเหรอครับ”
“อืม..อ่อจริงสิในวันที่แม่คลอดลูกมันสั่นรุนแรงนะแต่มันไม่เคยเปล่งแสงและเพราะมันสั่นคุณยายทวดจึงยกมันให้ลูกพอมันอยู่บนตัวลูกมันก็หยุดเหมือนถูกกดสวิตช์ปิดทันที”
มารีแอนเล่าไปคิดไปกรอกตาซ้ายบ้างขวาบ้างพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์
“อืม..แม่ไม่แน่ใจว่าเธอบอกแม่ไว้ยังไงเื่มันก็ผ่านมานานมากแล้วแต่ว่ามันมีบันทึกที่บ้านของคุณทวดเกี่ยวกับสมบัติโบราณหลายชิ้น แล้วแสงนั่นมันสำคัญกับลูกหรือเปล่าเพราะถ้ามันสำคัญมากแม่คงต้องไปค้นข้อมูลที่บ้านคุณยาย”เธอบอกกับลูกชาย
“ก็ผม..” เขาหยุดคิดก่อนถามแม่ด้วยความไม่แน่ใจว่ามันสำคัญหรือเปล่าแต่เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมันจึงนำความอยากรู้มาให้เขานั่นเป็เหตุผลเดียวที่เพียงพอแล้วหากจะมองมันให้เป็เื่สำคัญ
“สำคัญครับคุณแม่แล้วคุณแม่จะไปวันไหนครับ”
“คงสัปดาห์หน้าน่ะลูกแล้วมันเปล่งแสงตอนไหนล่ะ”
“ตอนผมเข้าลิฟต์ครับแล้วก็เริ่มรุนแรงขึ้นตอนผมอยู่ในลิฟต์”
“จริงเหรอ” มารีแอนหลุบตาลงขมวดคิ้วครุ่นคิดอีกทีเพียงชั่วอึดใจเธอก็พูดขึ้น
“อืม.. ลูกเข้าลิฟต์คนเดียวหรือเปล่าล่ะ”
“เปล่าครับมีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นลิฟต์พร้อมกันกับผม”
มารีแอนผู้เป็แม่ของจาคอปเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ตาโตลุกวาวเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก
“เธอคือใครเหรอลูกรัก”
“ผมไม่รู้จักครับแต่เธอใส่ชุดพนักงานของโรงแรมที่ผมเข้าพักน่าจะทำงานฝ่ายต้อนรับนะครับแต่ผมไม่เห็นเธอตอนเช็กอิน เธอเดินเข้าลิฟต์ตามผมมาจี้มันเริ่มสั่นก่อนที่เธอจะปรากฏตัวตรงหน้าผมครับ”
“ว้าว!”
มารีแอนกะพริบตาถี่ๆ อ้าปากค้างหวอ รู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจหลังได้ฟังเื่ทั้งหมดจากปากลูกชายของตน
“เอาอย่างงี้ อาทิตย์หน้าแม่จะกลับมาให้คำตอบกับลูกนะตอนนี้แม่ว่าแม่มีเื่สำคัญต้องรีบไปแล้วล่ะ” เธอบอก
“อ้าว คุณแม่จะรีบไปไหนครับ” เขารีบถาม
“แม่จะไปบ้านคุณยายทวดที่เพนซิลเวเนียแล้วเจอกันนะลูกรักแม่รักลูกนะฝากบอกพี่ชายลูกด้วยว่าแม่คิดถึงเขา”
“อ๊ะ อ้าว เดี๋ยวครับคุณแม่”
จาคอปถึงกับเหวอเมื่ออยู่ๆแม่ของเขาก็ปิดสไกป์ใส่หน้า
“อะไรกันเนี่ย” เขายกมือทั้งสองข้างทึ้งผมตัวเองขึ้น้า
“เฮ้อ โอเค เธอก็เป็ของเธอแบบนี้อยู่แล้วนี่จาคอปเอ๊ยนายยังไม่ชินอีกเหรอ”
เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วถอนหายใจออกนั่งจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กอยู่สักพักก็พับมันลง
“อาบน้ำดีกว่า”
ว่าแล้วเขาก็ลากโน้ตบุ๊กออกจากหน้าตักวางมันลงบนเตียง ข้างๆ กันกับสร้อยั เครื่องรางโบราณที่ยายทวดมอบให้เขามาั้แ่แรกเกิดจาคอปเดินไปเปิดทีวีอีกครั้งแต่มันก็ยังไม่ติด ชายหนุ่มนึกได้ว่าทีวีมีปัญหาจึงโทรลงไปแจ้งล็อบบี้
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวที่อยู่ปลายสายร่ายยาวถึงสโลแกนของโรงแรมตามด้วยเอ่ยชื่อของตนแล้วถาม
“มีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะ” จาคอปชะงักเพราะฟังเธอพูดจนเพลิน
“อ๊ะเอ่อ ครับทีวีห้องผมดูไม่ได้ช่วยส่งคนมาเช็กให้ได้ไหมครับ”
“อ๋อ ไม่ทราบว่าท่านพักห้องไหนคะ”
“ห้องสี่สองสองครับ” ชายหนุ่มตอบ
“ห้องสี่สองสองดิฉันได้รับเื่เอาไว้แล้ว กรุณารอสักครู่นะคะเดี๋ยวจะแจ้งเ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจสอบให้”
“ครับผม”
“ทางเราต้องขออภัยในความไม่สะดวกด้วยนะคะ”
“ครับ”
แกร๊ก
จาคอปวางสายแล้วดึงผ้าคลุมและผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำทันที
“เฮ้อเหนื่อยเหลือเกิน”