การทดสอบวัดธาตุเวทมนตร์เสร็จสิ้น
เนื้อหาบทสุดท้ายของวันนี้ที่เหลือคือ การร่ายเวทมนตร์พื้นฐาน
มันคือการฝึกร่ายเวทจริงๆ
พวกเราทั้งสองห้องต่างแยกย้าย แบ่งฝั่งกันไปหาครูผู้สอนเวทมนตร์ประจำห้องของตนเอง แต่ยังคงเรียนอยู่ในสนามทดสอบฤดูหนาวนี้
เวทมนตร์ที่จะใช้ในการฝึกนี้
คือเวทมนตร์เสกน้ำ ‘ครีเอท วอเทอร์’
เพราะเป็เวทที่ไม่ซับซ้อน และไม่อันตราย ปลอดภัยสำหรับเด็ก อีกทั้งครูอีวานยังเสริมว่า เวทธาตุสามัญ นอกจากสายฟ้าแล้ว คนส่วนใหญ่จะใช้ได้กันหมด แม้ธาตุประจำตัวเองจะไม่ตรงกับเวทที่ใช้ก็ตาม เช่น เวทน้ำ ‘ครีเอท วอเทอร์’ นี้
[ช่วยยืนยันเื่ธาตุทั้งห้าเป็องค์ประกอบมนุษย์ของเราได้ด้วย]
“หลักในการร่ายเวทมนตร์นั้นง่ายมาก มีดังนี้”
ครูอีวานเริ่มกล่าวอธิบายพวกเรา
“ควบคุมให้มานามากระจุกอยู่ที่มือหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างก็ได้ เพ่งสมาธิไปที่มานาที่มารวมกันอยู่ในบริเวณนั้นให้ดี แล้วเอ่ยคาถาออกมา เมื่อร่ายคาถาจบ เวทมนตร์ก็จะสำแดงเดช”
[หืม แค่นี้เองเหรอ]
“มาลองกันดูเลยดีกว่า”
ครูอีวานหงายมือขึ้น
“สำหรับบทของคาถาเวท ‘ครีเอท วอเทอร์’ นี้คือ น้ำเอ๋ย จงไหลรวม จงกัน เอ่อล้นขึ้น ผุดขึ้นมา และมอบความชุ่มฉ่ำให้กับข้า ‘ครีเอท วอเทอร์’”
พอกล่าวจบ ก็มีน้ำผุดขึ้นมาบนฝ่ามือของคุณครู เหมือนกับตาน้ำบาดาลที่ผุดขึ้นมาบนพื้นดิน
พอสาธิตเสร็จ คุณครูก็ให้นักเรียนลองทำตามดู
แต่ถึงจะบอกว่าการร่ายเวทไม่ยาก แต่บทคาถาร่ายเวทมนตร์ก็ไม่สั้นเลยสำหรับเด็ก 6 ขวบคนอื่นๆ จำเป็ต้องฝึกให้เด็กท่องตามก่อน
ส่วนผมคนนี้ที่มี ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ ฟังแค่รอบเดียวก็จำได้แล้ว จึงไม่อยากเสียเวลา หงายมือขึ้น แล้วทดลองร่ายเวทก่อนเพื่อนคนอื่นในทันที
[อืม อิงจากการร่ายเวทของครู จินตนาการว่ามานาไหลรวมกันที่ฝ่ามือ...เพ่งสมาธิไปที่แอ่งมานานี้ แล้วร่ายคาถา]
“น้ำเอ๋ย จงไหลรวม จงกัน เอ่อล้นขึ้น ผุดขึ้นมา และมอบความชุ่มฉ่ำให้กับข้า ‘ครีเอท วอเทอร์’”
ซู่——!
เกิดเป็ตาน้ำพุขึ้นมา ไม่ใช่ตาน้ำบาดาลเล็กๆแบบครูอีวาน
แต่เป็น้ำพุขนาดสูง เท่าหัวของครูอีวานในฉับพลัน
“!?”
ทุกคนในห้อง C ครูอีวาน ห้อง B ทุกคน และแม่แต่ผมต่างใกับสิ่งที่เกิดขึ้น
พอหยุดเพ่งสมาธิ เพราะโดนดึงความสนใจจากน้ำพุเวทมนตร์‘ครีเอท วอเทอร์’ นี้
ตัวเวทมนตร์ก็จะหยุดสำแดงเดชไปเอง
น้ำพุก็หยุดพุ่งในทันที ราวกับตาน้ำโดนอุดรู
[ที่นึกเอาไว้มันไม่ใช่แบบนี้แฮะ]
“ยะโยฮัน เธอทำได้ในครั้งแรกเลยเหรอ”
ครูอีวานหันมาถามด้วยเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย
“อ๋อ เพราะทาเลนท์ของผม เลยทำให้จำบทคาถาได้น่ะครับ ก็เลยลองร่ายดู”
“เปล่า ต่อให้ท่องคาถาได้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้เวทสำแดงเดชกันได้ง่ายๆในทันทีนะ บางคนยังต้องร่ายคาถาซ้ำๆเป็วัน กว่าจะทำให้เวทมนตร์ร่ายได้สำเร็จ”
[เพราะแบบนั้นเลยพยายามประหยัดเวลาั้แ่่บ่ายสินะ อยากรีบๆสอนให้มาถึงบทสุดท้ายเร็วๆ เนื่องจากมันใช้เวลาเยอะสุดนี่เอง]
“เอ๊ะ เป็แบบนั้นเหรอครับ ผมนึกว่าจะใกับเื่ที่น้ำพุพุ่งขึ้นมาซะอีก”
“อ่า เื่นั้น...มันก็ด้วยแหละ ครูก็ลืมไปว่าเธอมีปริมาณมานามากกว่าคนอื่น 10 เท่า เพราะปกติไม่เคยสอนเด็กแบบนั้น ก็เลยเผลอไป”
“งั้นเองเหรอครับ”
[จริงด้วยสิ ตอนดอกเชอรี่ มันก็บานซะฟูเต็มต้นเลยนี่นา เราเองก็เผลอลืมฉุกคิดไปเหมือนกัน]
“กรณีเธอคงต้องเริ่มฝึกที่การรับรู้และควบคุมปริมาณมานาที่แท้จริงให้ได้ก่อน เพราะเวทมนตร์ที่ธรรมดาแล้วจะมีอนุภาพน้อยสำหรับคนอื่น พอเธอเป็ผู้ร่าย มันจะกลายเป็เวทมนตร์ที่มีอานุภาพสูงมากไปนะสิ เนื่องจากมานาที่มากโขของเธอ”
“แต่ผมก็ร่างภาพควบคุมมานาเหมือนคนอื่นนะครับ”
“อันนั้นมันทำได้แค่ควบคุมคร่าวๆ แค่พอรับรู้มานาได้เท่านั้น...นั่นสินะ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ลองนึกภาพแก้วน้ำสองแก้ว ที่ใส่น้ำเปล่าปริมาณเท่ากันลงไป สมมติว่าแก้วแรกหยดสีฟ้าลงไป 1 หยด ส่วนแก้วที่สองหยดสีฟ้าลงไป 10 หยด เธอว่าแก้วไหนจะมีสีเข้มกว่ากัน”
“แก้วที่สองสิครับ”
“ใช่ และแก้วนี้คือตัวเธอ สีฟ้า 10 หยด คือมานาที่แท้จริงของเธอ ที่มากกว่าแก้วแรกซึ่งเป็ของคนทั่วไป การจินตนาการมานาที่ครูสอนไป ก็แค่การกะปริมาณของน้ำผสมสีเท่านั้น โดยไม่สนว่า น้ำจะสีเข้มเท่าไหร่นั่นแหละ”
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง ประมาณความเข้มข้นของมานาสินะครับ”
“ถูกต้อง และนั่นคือสิ่งที่เธอต้องฝึกรับรู้ให้ได้ซะก่อน คือหาให้ได้ว่า น้ำ (มานา) ในตัวเธอ มีสีฟ้าอยู่เท่าไหร่กันแน่ เพราะสำหรับเวทมนตร์แล้ว น้ำยิ่งสีเข้ม ไฟ (เวทมนตร์) ก็ยิ่งลุกได้สว่างและใหญ่มาก”
[หมายความว่า เราจะร่ายเวทโดยร่างภาพควบคุมมานาตามสามัญสำนึกของชาวบ้านไม่ได้สินะ]
“แล้วผมจะต้องฝึกยังไงครับ”
“อืม ครูเองก็ไม่มีประสบการณ์มากสำหรับเด็กกรณีแบบเธอ คงบอกได้แค่ว่า ให้เธอฝึกจินตนาการให้บ่อยๆ จนััถึงปริมาณมานาที่แท้จริงของตนเองได้...ประมาณนั้น”
ครูอีวานยิ้มเจื่อน เกาหัวที่ไม่มีผม ตอบกลับมา
“เหรอครับ”
[เป็คำตอบที่กำกวมมากซะจน ช่วยอะไรไม่ค่อยได้เลยแฮะ]
“เอ๊ะ!! แต่เดี๋ยวสิ ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวนี่ครับ ที่มีปริมาณมานามากกว่าคน-”
ซู่—! ว้าย!
พูดไม่ทันขาดคำ
ก็มีน้ำพุพุ่งทะยานขึ้นมาจากกลุ่มของห้อง B
ดูท่าครูฝั่งนั้นก็เผลอลืมไปกับเค้าด้วย
ลำบากเหมือนกันสินะ แองจี้
ผมกลับมาโฟกัสกับการฝึกของตนเอง
นึกถึงสิ่งที่ครูบอกว่าให้ “พยายามรับรู้และััถึงปริมาณมานาที่แท้จริงให้ได้”
[อืม...คลุมเครือเกินไป ดูเป็เชิงความรู้สึกเกินไป เื่แบบนั้น สิ่งมีชีวิตที่ดื่มกินด้วยเหตุผลอย่างเราไม่อาจเข้าใจได้หรอก]
ผมจึงลองเปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่สนสิ่งที่ครูแนะนำ
จมดิ่งลงมาในห้วงแห่งปัญญาและความรู้ในหัวของตนเอง...
...อันที่จริงแล้วมนุษย์ไม่เคยรับรู้ หรือตรวจวัดอะไรได้อย่างแท้จริงหรอก
เราเพียงแค่เปรียบเทียบสิ่งที่เราไม่เข้าใจกับสิ่งที่เราเข้าใจเท่านั้น เป็สิ่งที่มนุษย์ทำมาตลอดั้แ่อดีตกาล
ตัวอย่างเช่น น้ำหนัก
แต่เดิมเริ่มแรก น้ำหนัก 1 กิโลกรัม เป็เพียงแค่การกำหนดวัตถุหนึ่งชิ้นขึ้นมา แล้วให้มันเป็สิ่งที่หนัก 1 กิโลกรัมไปซะ เข็มหน้าปัดของตาชั่งก็แค่ใส่เลข 1 กิโลกรัมให้สอดคล้องกับน้ำหนักของวัตถุนั้น แล้วหลังจากนั้นวัตถุ 1 กิโลกรัมนี้ ก็กลายเป็ตัวเปรียบเทียบสากลเพื่อเอาไปเทียบเคียงกับวัตถุอื่น แล้วกำหนดว่า วัตถุอื่นจะหนักกี่กิโลกรัมเมื่อเทียบกับ 1 กิโลกรัมนี้ ถ้าหน้าปัดชี้ว่าเป็ 2 เท่าของ 1 กิโลกรัม ก็แสดงว่าวัตถุนี้หนัก 2 กิโลกรัมก็เท่านั้นเอง
เื่นี้เป็สากลแม้แต่กับเื่ใกล้ตัวที่สุดอย่าง เวลา...แต่เดี๋ยวมันจะลึกและนอกเื่เกินไป (บอกแค่ว่า นาฬิกาไม่ได้วัดเวลา แต่มันวัดตัวเอง เข็มนาฬิกามาจากการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรารู้มาก่อน เช่น อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก เป็ต้น)
ทีนี่ก็กลับมาถึงเื่ ผมจะวัดปริมาณเวทมนตร์ที่แท้จริงของตนเองได้ยังไง โดยที่ไม่รู้สึกถึงมัน หรือััไม่ได้
คำตอบเดียวกันคือ การเปรียบเทียบ
(ถ้าคิดว่าการอธิบายด้วยการคำนวณให้ดูมันชวนซับซ้อนไป ก็ข้ามวงเล็บด้านล่างไปนะครับ)
[สมมติผมร่ายเวทจนได้น้ำพุสูง 30 เิเ ด้วยการใช้มานาที่เป็แอ่งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เิเ
แต่ถ้าเกิดผมอยากได้น้ำพุสูงแค่ 3 เิเ ผมจะต้องใช้มานาที่เป็แอ่งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าใด
จากโจทย์ข้างต้นผมก็แค่แก้มันด้วย บัญญัติไตรยางค์ อย่างง่ายก็เท่านั้นเอง
เอา 3 คุณ 5 แล้วหาร 30 คำตอบคือ 0.5 เิเ
สิ่งที่ผมต้องทำก็แค่จินตนาการให้เด่นชัดถึงขนาดกะปริมาณมานาได้แน่นอนเป็ตัวเลขได้ก็แค่นั้น
และการฝึกจินตนาการให้เด่นชัด เนื้อแท้ของมันคือการร่างภาพซ้ำๆในหัวไปเรื่อยๆเสียจน ภาพจินตนาการชัดเจนขึ้นมา
การสร้างภาพซ้ำๆก็ไม่ต่างจากการคิดแผนกลยุทธ์เล่นหมากรุกหรือการจำเนื้อหาในหนังสือนั่นแหละ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ ของผมทำให้กระบวนการทั้งหมดนี้เป็เื่ง่าย ผมสามารถชำนาญการฝึกนี้ได้ภายในเวลาแค่ชั่วพริบตาเดียว]
สรุปสั้นๆคือ ผมใช้ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ ช่วยคำนวณการใช้มานาให้ก็เท่านั้นเอง
และผลลัพธ์ของมัน
หลังจากผมผละจากภาพน้ำพุของแองจี้แล้ว หันกลับมาจดจ่อกับการฝึกของตนเอง จมดิ่งลงไปในห้วงความคิดที่เร่งกระบวนการโดย ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’
ภาพที่ถ้ามองจากภายนอก จะเห็นผมจ้องฝ่ามือตนเองอยู่ประมาณ 3 วินาที
แล้วผมก็เอ่ยร่ายคาถา ‘ครีเอท วอเทอร์’ อีกรอบ
น้ำพุขนาด 3 เิเ พอๆกับของครูอีวานร่ายในตอนแรก ก็ปรากฏออกมาให้เห็น
ครูอีวานหันไปสอนนักเรียนคนอื่นไม่ทันไร ก็ต้องหันหน้ากลับมาอ้าปากเหวอ ใ กับภาพการร่ายเวทของผมอีกรอบ
“ทะ ทำได้...แล้วเหรอ...พะเพิ่งสอน...เมื่อกี้เองนะ!”
เค้าพูดด้วยเสียงที่แหบพร่า ดูเชื่องช้า เหมือนโดนขโมยเรี่ยวแรงไป...จะว่าไปวันนี้ก็มีเื่ให้ใหลายรอบเลยนี่นะ
ผมค่อยๆหันไปหาเค้า
แล้วยิ้มด้วยรอยยิ้มสดใส คลี่ยิ้มอย่างช้าๆ
“ครับ!”
ตอบแบบนั้นออกไป...
ต่อจากนั้น
ผมที่คันไม้คันมือ รู้สึกร้อนวิชา จึงได้ขอให้ครูอีวานสอนเวทมนตร์บทอื่นๆให้
แต่ตัวเค้ากลับบอกปัด โดยให้เหตุผลว่า ยังต้องสอนนักเรียนคนอื่นอีก เอาไว้ในคาบเรียนหน้าก็แล้วกัน
[อะไรกัน แล้วที่บอกให้เราเรียนรู้เวทมนตร์ทุกรูปแบบเท่าที่มีในตอนแรกนั่น เอาไปโยนทิ้งไว้ที่ไหนแล้วล่ะเนี่ย]
ด้วยเหตุนี้ผมที่ไม่มีอะไรทำ เลยคิดจะทำตัวให้เป็ประโยชน์
ด้วยจิตอาสา ไปช่วยสอนนักเรียนคนอื่นๆ
ยังไงซะผมก็มี ‘มาสเตอร์มายด์’ อยู่
เด็กคนอื่นไม่เข้าใจอะไร ติดปัญหาตรงไหน ผมก็เข้าใจได้ แม้เค้าจะอธิบายเป็คำพูดไม่ออกก็ตาม
จะว่าไปก็สมกับเป็หัวหน้าห้องด้วยแหละนะ การทำแบบนี้
[เอ๊ะ แต่ว่า ถ้าได้คะแนนเสียงชื่นชมขึ้นอีก จะมีผลต่อค่าความชอบของตัวเราในอนาคตจนก่อปัญหาขึ้นมาอีกรึเปล่าเนี่ย...อ่าช่างเถอะ เดี๋ยวก็ทำอะไรซักอย่างได้เอง ที่สำคัญกว่าตอนนี้คือ “ความเบื่อฆ่าหมาได้” (ไม่มีใครกล่าว ผมกล่าวเอง) มันไม่มีอะไรทำนี่นา]
และการสอนเวทมนตร์พื้นฐานของวันนี้ก็จบลง
ผมที่ไปเก็บของสัมภาระในห้อง และเตรียมตัวจะกลับบ้านกับไฮดริคอยู่นั้น
ไฮดริคหลังจากผมชวนให้เดินไปด้วยกัน ก็มีท่าทียืนนิ่ง ไม่ยอมตามผม ราวกับกำลังรอใครซักคน
หรือคงต้องบอกว่า รั้งตัวผมไว้ เพื่อรอให้ใครซักคนมาหาเสียก่อน
“ขอโทษนะ! รอนานมั้ย?”
รอแองจี้นั่นเอง
เธอเดินแบบก้าวเท้ายาวๆ เยี่ยงผู้ดี มาหาพวกเราทั้งสอง จากทางขวามืออันเป็ฝั่งของห้อง B ของเธอ
ผมยิ้มให้กับสถานการณ์นี้
เข้าใจเื่ราวทั้งหมดได้ในทันใด
แองจี้ที่เดินมาอยู่ข้างพวกเรา
หันมาหาผม แล้วเอ่ยปากถามว่า
“กลับบ้านด้วยได้ไหม”
ผมเข้าใจว่าเธอหมายความว่าอะไร มันไม่ได้หมายถึงแค่ตอนนี้และวันนี้ด้วย
“ไม่เห็นต้องถามเลยครับ ถ้าเป็แองจี้ล่ะก็ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ได้ทุกเมื่อ”
ผมตอบรับเธอด้วยความยินดี
เธอปลาบปลื้มปิติ
และผมกับไฮดริคก็กำลังพากันเดินไปยังโถงทางออกที่ทางซ้ายมือของพวกเรา หรือก็คือโถงกึ่งกลางอาคาร เป็ช่องทางเดินขนาดใหญ่ที่ทะลุผ่านอาคารเรียน A ไปยังอาคารเรียน B
เป็โถงทางออกที่นักเรียนทุกคนใช้กัน
แต่โถงทางออกจากอาคารไม่ได้มีแค่ทางเดียว ยังมีอีกสองทาง
หนึ่งคือทางฝั่งห้อง I กับ J เป็ฝั่งของห้องท้ายๆอยู่ทางฝั่งซ้ายที่เลยโถงกึ่งกลางไปอีก
และสองคือฝั่งห้องพักครูอยู่ทางขวามือของพวกเรา แต่ไกลกว่ามากเมื่อเทียบกับโถงกึ่งกลาง และเป็บริเวณที่เด็กไม่ควรไปเพ่นพ่าน
แล้วอยู่ๆ แองจี้ก็ออกตัวเอ่ยปากออกมา
“คะคือว่า เราไปทางออกฝั่งขวาได้ไหม”
เธอพูดจบก็ยกมือขวาขึ้นมากำเสื้อที่บริเวณหน้าอก (มือซ้ายถือกระเป้าสัมภาระ)
ทำให้ผมนึกถึงตอนเหตุการณ์ทาสในวันปฐมนิเทศ ที่เธอก็มากำแขนเสื้อผมเหมือนกัน
[ชอบกำมือจับบางสิ่งไว้ เมื่อประหม่า กังวล หรือหวาดกลัวสินะ]
แต่ในสถานการณ์ปกติแบบนี้ ไม่ได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงถึงขนาดนั้น
ถ้าจะมีสิ่งที่ทำให้เธอกังวล ก็มีเพียงสิ่งเดียว...ซึ่งผมก็อ่านออกั้แ่แรกแล้วล่ะนะ
“แต่ว่า ทางฝั่งนั้นมันเป็ของห้องพักครูนะ”
ผมบอกเธอ ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่เธอมองข้าม
“เอ๊ะ!? อือ แต่ว่า...ฉันอยากเข้าห้องน้ำน่ะ”
เธอยังคงหาเหตุผล เพื่อดึงดันข้อเรียกร้องของตน
“ห้องน้ำอยู่ฝั่งตรงข้ามเลยนะ”
“เอ่อ...คือ ใช่แล้ว! ห้องน้ำนั่นมีผีอยู่น่ะสิ”
เธอนึกเหตุผลที่ตนเองได้เปรียบออกมา
“เธอมี ‘เนตริญญา’ นี่นะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกลัวผีเหรอ”
ผมลองซักไซ้เหตุผลของเธอ
“อะ อืม เ้านั่นน่ากลัวมาก เด็กคนอื่นไม่เห็นหรอก แต่ฉันเห็น เพราะแบบนั้นเลยอยากไปใช้ห้องน้ำของคุณครูน่ะ”
เธอสาธยายเื่ราวของตัวเองออกมา
“หืม แล้วคุณครูอนุญาตเหรอ”
“ทะ ถ้ารีบๆใช้...คุณครูก็ไม่ว่าหรอก”
[จะบอกว่าขอแค่ครูไม่เห็นก็ไม่เป็ไรสินะ]
“เข้าใจแล้วครับ ไปกันเถอะ”
ผมยอมรับข้อเรียกร้องของเธอแต่โดยดี
แองจี้ยิ้มคลายกังวล เธอลดแขนข้างขวาที่กำเสื้อนั่นลง
[อันที่จริงก็ไม่คิดปฏิเสธอยู่แล้ว แค่อยากลองหยั่งเชิงเธอดู ว่าจะยกเหตุผลโน้มน้าวผมแบบไหนออกมา]
พวกเราจึงเดินมาทางอาคารเรียนฝั่งขวาของบรรดาคุณครู
เดินมาถึงห้องน้ำครู
และแองจี้...ก็เพียงเดินอ้อมผ่านมันไป
“อ้าว ไม่เข้าห้องน้ำแล้วเหรอ”
ผมเอ่ยถามเธอในทันใด
“เอ๊ะ! คือ หายแล้วน่ะ ไม่เป็ไรหรอก”
เธอยิ้ม แหะแหะ บอกพวกผม
ผมไม่ซักไซ้ต่อ เพียงแค่ยิ้มให้เธอ แล้วก็เออออตามเธอไปเท่านั้น
พวกเราจึงเดินออกจากอาคาร ผ่านโถงทางออกฝั่งห้องพักครู
และนี่ก็คือเป้าหมายของแองจี้
สาเหตุของความกังวลของเธอ
เพราะเธอต้องแต่งเื่โกหกโน้มน้าวพวกเรานั่นเอง
ในขณะที่ผมออกปากอยากจะเดินออกทางโถงกึ่งกลางนั้น
[เอ๊ะ!? มีเด็กผู้หญิงยืนรออยู่เหรอ แน่ใจนะ?...เหรอ บ่นพึมพำชื่อโยฮันก็คงใช่...เข้าใจแล้ว!]
เธอคิดแบบนี้ในหัว
กำลังพูดคุยกับบางสิ่งอยู่ ยังไม่รู้ว่าคุยกับอะไร แต่เธอที่รับรู้ได้ว่ามีคนดักรอผมอยู่ เธอจึงต้องแต่งเื่เกลี้ยกล่อมผมให้ไปทางอื่น
ดูเหมือนเธอจะมีความสามารถในการระบุตำแหน่งผู้คนและการสอดแนมซ่อนอยู่ด้วย ความสามารถที่พลิกแพลงมาจาก ‘เนตริญญา’ ของเธอสินะ ขนาดผมยังทำไม่ได้เลย ผมรับรู้ตัวตนกับจิตใจผู้คนได้แค่ในระดับที่ตนมองเห็นเท่านั้น ถ้าอยู่นอกสายตาก็ทำอะไรไม่ได้
“แล้วพวกเธอจะทำยังไงกันต่อเหรอ กลับบ้านกันเลยไหม”
เมื่อพวกเราเดินออกมาจากอาคารได้ไกลพอสมควรแล้ว เธอจึงหันมาถามพวกเรา
“ไม่รู้เหมือนกัน พวกเราี้เียืนรอคิวรถม้าน่ะ ก็คงทำเหมือนทุกที”
“ไม่ไปโรงอาหารแล้วนะ ผมยังแน่นกับขนมเมื่อกลางวันอยู่เลย” ไฮดริคหันมาบอกผม
“ถ้าเกิดไม่ต้องรอรถม้า ก็จะกลับบ้านกันเลยถูกไหม”
แองจี้ถามพวกเรา
“อื้อ แบบนั้นแหละ”
ผมยิ้มและตอบเธอไป เข้าใจสิ่งที่เธอ้าจะสื่อ
เธอยิ้มให้กับคำตอบผม และบอกว่า
“งั้นกลับกับชั้นก็ได้ รถม้าของชั้นน่าจะมาถึงแล้ว เดี๋ยวแวะส่งทุกคนระหว่างทางเอง”
ดูเหมือนรถม้าประจำครอบครัวเธอ จะมารับเวลาเดิมที่ตกลงกันไว้ประจำ
เธอคิดวางแผนเื่นี้มาั้แ่กลางวันแล้วสินะ
ผมที่ยอมใจให้กับความคิดของเธอ จึงได้แต่ตอบตกลงไป
“งั้นก็ขอรบกวนด้วยนะครับ เนอะไฮดริค”
“อื้อ”
และแล้วแผนการ ‘คอยประกบผมและกันให้ห่างจากบรรดาเด็กสาวคนอื่นๆ’ ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
เพราะผมเองก็ได้ประโยชน์ด้วย จึงไม่คิดจะขัดขืนแผนการนี้แต่อย่างใด
เท่ากับว่าผมสลัดปัญหาวุ่นวายประจำวันออกไปได้ 1 ใน 3 ของ่เวลาทั้งหมด
แต่ยังมีเื่ติดใจอยู่เื่หนึ่ง
นั่นคือปกติ แองจี้จะประกบติดกับเจนนี่เสมอ
ถ้าเธอเลือกที่จะมาคลุกคลีอยู่กับพวกผม
เจนนี่ก็ต้องมาด้วยเช่นกัน
และนั่นจะกลายเป็ ชนวนเหตุของปัญหาวุ่นวาย (หรือเปล่า) ในอนาคตที่ไม่ใกล้ และไม่ไกลจากนี้
ซึ่งผมก็ไม่อาจคาดคาดการณ์ถึงมันได้เลย...