ย้อนกลับไปในขณะที่ลี่หงกำลังดูดซับลมปราณจากผลท้อ์ทำให้บรรยากาศรอบตัวลี่หงหนักอึ้ง จนท่านมหาเทพััได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในมิติจึงรีบเร่งกลับมาเพื่อหาสาเหตุ
เมื่อมาถึงท่านมหาเทพก็แปลกใจที่ไม่เห็นลี่หงอยู่ในกระท่อมจากนั้นจึงใช้สำนึกในการค้นหา ไม่นานก็พบว่าลี่หงกำลังนั่งดูดซับลมปราณอยู่ในป่าสนหมื่นปี
เห็นดังนั้นท่านมหาเทพก็แปลกเป็อย่างมากเนื่องจากตนยังไม่ได้ชี้แนะและสอนสั่งการบ่มเพาะลมปราณให้ลี่หงเลยแต่เ้าตัวกลับสามารถบ่มเพาะลมปราณได้ ทั้งยังมีบรรยากาศที่แปลกประหลาดอยู่รอบตัวอีกด้วย
ทันทีที่ตรวจสอบได้ดังนั้นท่านมหาเทพจึงรีบมุ่งหน้าไปจุดที่ลี่หงทำการบ่มเพาะทันที
เมื่อมาถึงท่านมหาเทพก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเพราะในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ลี่หงเท่านั้น แต่กลับมีผลไม้วิเศษที่ตนไม่คิดว่าจะมีอยู่ในมิติแห่งนี้อยู่ด้วยแถมแต่ละลูกยังถูกกัดกินเป็รอยเว้าแหว่ง
เมื่อเห็นดังนั้นท่านมหาเทพก็เดาได้ไม่ยากว่ารอยพวกนั้นเกิดจากตัวอะไรแต่ที่ท่านมหาเทพแปลกใจก็คือผลไม้พวกนี้มาอยู่ในมิติที่ตนสร้างขึ้นได้ยังไง
โดยเฉพาะลูกท้อ์ที่ถือเป็ผลไม้ที่หาได้ยากยิ่ง นอกจากนี้ยังมีผลไม้ปราณและผลไม้ธาตุที่มีครบทุกธาตุอีกด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้ท่านมหาเทพแปลกใจมากที่สุดก็คือผลท้อ์ที่มีรอยกัดกินอยู่ด้วยเมื่อเห็นดังนั้นท่านมหาเทพจึงจ้องไปยังร่างระหงที่ทำการดูดซับลมปราณด้วยสายตาที่ซับซ้อน
“น่าแปลก เหตุใดนางถึงกัดกินผลท้อ์ได้ แล้วผลไม้พวกนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงตอนที่เราสร้างมิตินี้ขึ้นมามันไม่น่าจะมีผลไม้พวกนี้ได้” ท่านมหาเทพพึมพำกับตนเองด้วยความไม่เข้าใจ
เดิมทีมนุษย์และสัตว์อสูรในดินแดนแห่งนี้ ย่อมไม่สามารถกัดกินหรือดูดซับพลังจากผลท้อ์ได้เนื่องจากพลังที่ไหลเวียนอยู่ในผลท้อ์ไม่ใช่พลังปราณทั่วไปที่เป็เพียงพลังฟ้าดิน
แต่เป็พลังปราณ์หรือพลัง์ที่แข็งแกร่งทั้งยังมีความบริสุทธิ์และหนาแน่นกว่าพลังฟ้าดินหลายร้อยเท่าหากผู้คนในดินแดนแห่งนี้ดูดซับเข้าไป ร่างกายจะไม่สามารถรองรับได้และะเิตายในที่สุด
แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงท่านมหาเทพก็ไม่อาจหาคำตอบได้ว่าผลไม้วิเศษเหล่านี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงและลี่หงสามารถดูดซับพลังจากผลท้อ์ได้ยังไงจึงทำได้แต่เพียงเฝ้ามองการดูดซับพลังและทำการตรวจสอบร่างกายของลี่หงเท่านั้น
ทันทีที่ตรวจสอบร่างกายของลี่หงท่านมหาเทพก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง เนื่องจากความรวดเร็วในการบ่มเพาะระดับสัตว์ประหลาดของลี่หงแม้จะแปลกใจแต่อีกใจหนึ่งก็นึกโมโหคนตรงหน้าไม่น้อย ที่แอบทำการบ่มเพาะโดยพลการ
หากผิดพลาดขึ้นมาย่อมหมายถึงชีวิตที่ต้องดับสูญแถมเ้าตัวยังดีอกดีใจจนออกนอกหน้า โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาแม้แต่น้อย ยิ่งคิดท่านมหาเทพก็ยิ่งโมโหจึงเผลอปลดปล่อยแรงกดดันออกมา
ทางด้านลี่หงหลังจากััได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วง จึงหันมามองต้นเหตุที่ปลดปล่อยแรงกดดันออกมาด้วยใบหน้าซีดขาว
“อ๊ะ! ท่านมหาเทพมาั้แ่เมื่อไหร่เ้าคะ แหะ! แหะ!” เมื่อเห็นว่าเป็ท่านมหาเทพเ้าตัวก็แสร้งทำเป็ใพลางพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม เพราะรู้อยู่แล้วว่าตัวตนที่ปลดปล่อยแรงกดดันนั้นย่อมเป็ใครอื่นไปไม่ได้
“ฮึ่ม! ใครให้เ้าบ่มเพาะโดยพลการ หากผิดพลาดขึ้นมาจะทำยังไงไม่รักตัวกลัวตายเลยรึไงห๊ะ!” ท่านมหาเทพพูดขึ้นด้วยความโมโหเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของลี่หง
“ข้าไม่ได้ทำโดยพลการนะเ้าค่ะ ข้าทำทุกขั้นตอนตามวิธีการบ่มเพาะของท่านมหาเทพีเลยนะเ้าคะ”ลี่หงพูดขึ้นพลางส่งสายตาเว้าวอนออดอ้อนไปยังท่านมหาเทพ
“มหาเทพีงั้นรึ! เ้าเอาอะไรมาพูด มหาเทพีจะมาอยู่ในมิติที่ข้าสร้างขึ้นได้ยังไงกัน”ทันทีที่ได้ยินคำพูดของลี่หง ท่านมหาเทพก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะมิติแห่งนี้เป็มิติที่ตนสร้างขึ้นย่อมไม่มีใครสามารถแทรกแซงเข้ามาได้
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังมีมหาเทพีอยู่องค์หนึ่งที่สามารถข้ามผ่านห่วงมิติได้ทุกที่ก็โพลงขึ้นมาด้วยความใ
“จะเ้า!เ้าบอกว่าท่านมหาเทพีใช่ไหม ละ แล้วเ้ารู้รึไม่ว่าเป็ท่านมหาเทพีองค์ใด”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็แย้มยิ้มขึ้นมา
“ท่านมหาเทพีแห่งพฤกษาเ้าค่ะท่านยังมอบความรู้มากมายให้ข้า รวมไปถึงเคล็ดวิชาการต่อสู้และความทรงจำที่ผ่านมาของท่านแถมยังให้ข้าสืบทอดเจตจำนงแห่งพฤกษาด้วยเ้าค่ะ”ได้ยินดังนั้นดวงตาของมหาเทพหนุ่มก็เบิกกว้าง
“จะเ้า เ้าบอกว่า เ้าได้รับสืบทอดเจตจำนงแห่งพฤกษาจากท่านมหาเทพีแห่งพฤกษางั้นรึ”ท่านมหาเทพโพลงขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันดังลั่น จนลี่หงต้องยกมือขึ้นมาปิดหูน้อยๆ ของตน
“ท่านจะเสียงดังไปทำไมเ้าคะ”ลี่หงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะจู่ๆ ท่านมหาเทพก็ะโขึ้นมา
“เ้า! เ้ารู้รึไม่ว่าการที่เ้าได้รับการสืบทอดเจตจำนงแห่งพฤกษานั้นมันสำคัญยังไง”ท่านมหาเทพพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิด เมื่อเห็นท่าทางไม่รับรู้เื่ราวใดๆ ของคนตรงหน้า
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไงเ้าคะ ท่านมหาเทพีบอกเพียงว่าฝากดูแลลูกๆ ของท่านด้วยก็แค่นั้นเองไม่ใช่ว่าให้ข้าดูแลต้นไม้ใบหญ้าและปลูกป่าเพิ่มเท่านั้นหรอกรึเ้าคะ”ลี่หงยังคงพูดขึ้นตามที่ตนเข้าใจ ว่าการดูแลลูกๆ ของท่านมหาเทพีนั้นเป็การดูแลเหล่าต้นไม้ใบหญ้า
ทันทีที่ได้ยินคำตอบของลี่หงท่านมหาเทพก็มีสีหน้าที่มืดมนเส้นเืปูดโปนขึ้นตามใบหน้า พร้อมกับจ้องมองลี่หงด้วยสายตาคบกริบหากเป็กระบี่ได้สายตาของท่านมหาเทพคงทิ่มแทงร่างของลี่หงจนพรุนแน่นอน
“ยัยเด็กบ้า! เ้ายังไม่รู้ตัวอีกงั้นรึ! ว่าการที่เ้าได้สืบทอดเจตจำนงแห่งพฤกษามานั้นหมายความว่ายังไง เ้า! เ้านี่มัน” ท่านมหาเทพพูดขึ้นด้วยความเดือดดาล พลางสะกดข่มอารมณ์ของตนไม่ให้ทำอะไรมนุษย์ตรงหน้าหากตนพลาดพลั้งลงไม้ลงมือกับลี่หงในตอนนี้ ย่อมส่งผลเสียต่อสรรพชีวิตแน่นอน
“เอ๋! ท่านมหาเทพหมายความว่ายังไงเ้าคะ”เมื่อได้ยินคำพูดของท่านมหาเทพ ลี่หงก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความงุนงง พลางรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆกับท่าทางของท่านมหาเทพ
“เฮ้อ! ไม่มีอะไรหากเื่ที่เ้าพูดมาเป็ความจริงก็ไม่แปลกที่เ้าสามารถกินผลท้อ์ได้”เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ท่านมหาเทพก็เบี่ยงเบนประเด็นทันที
“เอ๋!! จะ เ้าค่ะ” แม้อยากสอบถามท่านมหาเทพในสิ่งที่อยากรู้แต่เมื่อท่านมหาเทพไม่อยากบอกตนจึงไม่อยากคาดคั้นไปมากกว่านี้ จึงหันไปสนใจผลไม้วิเศษตรงหน้าแทน
“เป็แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะวิธีบ่มเพาะของท่านมหาเทพีก็เหมาะสมกับตัวเ้ามากกว่าวิธีของข้าในตอนนี้เ้าก็สามารถบ่มเพาะพลังได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็มาเริ่มฝึกกันเลย”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็แย้มยิ้มขึ้นมาด้วยความยินดี
แม้ตอนนี้ตนจะสามารถใช้ลมปราณได้แล้วทั้งยังมีเคล็ดวิชาต่างๆ ที่ได้รับมาจากท่านมหาเทพีอีกมากมาย แต่ตนก็ยังอยากเรียนรู้และฝึกฝนกับท่านมหาเทพเพิ่มเพราะยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อตนมากเท่านั้น หารู้ไม่ว่าเท้าข้างหนึ่งของตนได้ก้าวข้ามประตูสู่ปรโลกไปแล้ว
“เ้าค่ะ” พูดจบลี่หงก็หันไปคว้าผลไม้วิเศษทั้งหลายมาไว้ในอ้อมกอดเมื่อเห็นดังนั้นท่านมหาเทพก็สะบัดมือคราหนึ่ง พลันผลไม้วิเศษที่อยู่ในอ้อมกอดของลี่หงก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา
“อ๊ะ! ผะ ผลไม้วิเศษ ทะ ท่านมหาเทพเ้าคะ นะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นผะ ผลไม้วิเศษของข้าหายไปไหนกัน” ลี่หงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับมีน้ำปริ่มออกมาจากหางตา
“ข้าเก็บไว้ให้แล้วถ้าอยากได้คืนอีกครึ่งชั่วยามเจอกันที่กระท่อม” พูดจบท่านมหาเทพก็หายไปทันที ส่วนลี่หงตอนนี้ได้แต่ตกตะลึงกับการกระทำของท่านมหาเทพ
จนเวลาผ่านไปนานกว่าสิบลมหายใจเ้าตัวจึงจะได้สติกลับคืนมา จากนั้นลี่หงก็ตาลีตาเหลือกรีบวิ่งออกจากป่าสนั์ทันที‘ท่านมหาเทพบ้าไปแล้วขามาข้าใช้เวลากว่าสามชั่วยาม ขากลับให้ข้าใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยาม อ๊าก! แบบนี้จะไปทันไหมเนี่ย’ แม้ในใจจะต่อว่าท่านมหาเทพ แต่เ้าตัวก็จ้ำออกจากป่าด้วยความรวดเร็ว
เมื่อกลับมาถึงกระท่อมท่านมหาเทพก็เรียกเก้าอีกออกมานั่งรอลี่หง พลางคิดทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้น ‘ตกลงยัยหนูนี่เป็ใครกันแน่ เหตุใดทั้งท่านผู้นั้นทั้งท่านมหาเทพีแห่งพฤกษาถึงได้สนใจนางนักแถมยังให้สืบทอดเจตจำนงแห่งพฤกษาอีก เฮ้อ! แบบนี้คงจะต้องฝึกให้หนักแล้วหากยัยหนูนี่พลาดพลั้งตกตายไป เหล่าพฤกษาทั้งหลายทั้งมวลก็จะตกตายตามยัยหนูนี่ไปด้วยว่าแต่เป็แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ให้ยัยหนูนี่ดูแลโลกใบนี้แทน ข้าจะได้พักผ่อนบ้างฮ่า ฮ่า ฮ่า’
หลังจากได้สติกลับคืนมาลี่หงก็วิ่งออกจากป่าด้วยความรวดเร็วแต่กว่าพ้นชายป่าก็กินเวลาไปสองเค่อแล้ว ‘บ้าเอ๊ย! ไม่น่าเดินเข้าไปลึกเลยดันหลงจนได้ เหลือเวลาไม่ถึงสองเค่อแล้วทีนี้จะทำยังไงดีเนี่ยคิดสิ คิดสิลี่หง คิดสิ อ๊ะ! ทำแบบนี้จะได้รึเปล่านะ’เมื่อนึกถึงวิธีที่จะทำให้ตนไปถึงกระท่อมในเวลารวดเร็วได้ลี่หงจึงไม่รอช้ารีบกระทำทันที
ตอนนี้ลี่หงกำลังวิ่งออกจากป่าพร้อมกับรวบรวมลมปราณไปยังเท้าทั้งสองข้างก่อนปลดปล่อยออกมายามเมื่อจะยกเท้า ทำให้เ้าตัวสามารถพุ่งทะยานไปด้านหน้าด้วยความรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวก็ออกห่างจากชายป่ากว่าครึ่งลี้แล้ว
“สุดยอดไปเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เมื่อพบว่าการความคิดของตนได้ผลดีเยี่ยมเ้าตัวก็จะโกนขึ้นมาด้วยความดีใจพลางคิดว่าตอนนี้ตนกำลังเป็นางหงส์น้อย ที่กำลังโบยบินบนฟากฟ้าที่กว้างใหญ่แต่ในขณะนั้นเองนางหงส์ที่โบยบินอยู่บนฟากฟ้าก็ต้องเบิกตากว้าง
“เฮ๊ย! ตู้มมมม ตู้มมม ตู้มม ตู้ม ตู้ม จ๋อม บุ๋งบุ๋ง บุ๋ง” ก่อนที่นางหงส์ปีกหักจะพุ่งตกลงไปในทะเลสาบ แล้วกระเด็นกระดอนไปตามผิวน้ำเหมือนกับก้อนหินที่ถูกขว้างปาท้ายที่สุดนางหงส์น้อยก็จมดิ่งลงไปก้นทะเลสาบ
เสียงร่างระหงตกกระทบผิวน้ำดังก้องไปทั่วทั้งมิติทำให้ท่านมหาเทพที่นั่งครุ่นคิดอยู่หน้ากระท่อม ห่างจากทะเลสาบเกือบสิบลี้ใตื่นจากภวังค์แต่เมื่อเห็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ท่านมหาเทพก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความขบขัน
“ข้าจะฝากฝังโลกนี้ให้นางดูแลได้ไหมเนี่ย”ท่านมหาเทพพูดด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ยามเมื่อเห็นสภาพของลี่หงในตอนนี้
“บ้าเอ๊ย! เวลายิ่งเหลือน้อยอยู่ด้วย ทะเลสาบบ้านี่จะกว้างไปไหนเนี่ยอูย!! เจ็บเป็บ้าเลย” เมื่อบ่นเสร็จเ้าตัวก็รีบว่ายน้ำขึ้นฝั่งทันทีแล้วจึงเริ่มวิ่งต่อจนไปถึงกระท่อมได้ในที่สุด
“ช้าไปหนึ่งเค่อ” ท่านมหาเทพพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชายามเมื่อเห็นลี่หงวิ่งมาทรุดตัวลงตรงหน้าตน
“โธ่! ท่านมหาเทพเ้าคะ นี่ก็เร็วสุดๆ เท่าที่จะทำได้แล้วนะเ้าคะแฮ่ก! แฮ่ก!” ลี่หงพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งพลางส่งสายตาออดอ้อนไปยังท่านมหาเทพ
“เฮ้อ! แค่นี้เ้าก็ไม่ไหวแล้วงั้นรึข้าว่าจะถ่ายทอดวิชาที่ทำให้เ้าสามารถเดินเหินบนฟ้าได้แบบนี้เ้าคงไม่้ามันแล้วสินะ น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ” เมื่อได้ยินคำว่าวิชาที่สามารถทำให้ตนเดินเหินบนฟ้าได้ อาการเหนื่อยหอบของลี่หงก็มลายหายไปแทบจะทันที
“ใครบอกว่าเหนื่อยเ้าคะ แค่นี้สบายเ้าค่ะ เชิญท่านมหาเทพสั่งสอนมาได้เลยเ้าค่ะ”เมื่อพูดจบเ้าตัวก็ปรับเปลี่ยนท่านั่งให้เรียบร้อย ทั้งยังพยายามสะกดลมหายใจให้เป็ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ทั้งที่ร่างกายนั้นเปียกชุ่มไปด้วยน้ำจากทะเลสาบและเหงื่อไคล
“เอาล่ะในเมื่อเ้าตั้งใจขนาดนี้ ข้าก็จะส่งเสริมเ้า แต่ว่า...” เมื่อพูดถึงตรงนี้ท่านมหาเทพก็หยุดพูด พลางจ้องหน้าลี่หงไปด้วยสายตาเ้าเล่ห์
“เชิญรับสั่งมาได้เลยเ้าค่ะท่านมหาเทพ ข้าน้อยพร้อมที่จะปฏิบัติแล้วเ้าค่ะ”ลี่หงรีบตอบด้วยความรวดเร็ว เพราะกลัวว่าท่านมหาเทพจะเปลี่ยนใจ
หารู้ไม่ว่านรกกำลังรอตนอยู่
เมื่อท่านมหาเทพมองเห็นแววตาอันเด็ดเดี่ยวของลี่หงจึงสะบัดมือคราหนึ่งแล้วจึงปรากฏเสื้อผ้าลักษณะคล้ายคลึงกับเสื้อยืดแขนสั้นสีเทา กางเกงจอมยุทธ์ขายาวสีขาวและชุดจอมยุทธสีขาวขลิบทองทั้งยังประดับประดาด้วยลวดลายดอกไม้สีทองตรงหน้าลี่หง จากนั้นท่านมหาเทพก็พูดขึ้น
“เ้ารีบไปเปลี่ยนชุดซะ” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ไม่รอช้ารีบรับชุดมาแล้ววิ่งเข้าไปเปลี่ยนในกระท่อมด้วยความรวดเร็ว
ผ่านไปหนึ่งเค่อ
ลี่หงกลับออกมาพร้อมกับชุดสำหรับใช้ฝึกฝนด้วยชุดจอมยุทธสีขาวขลิบทองตัดกับเสื้อยืดแขนสั้นสีเทาที่ลี่หงสวมใส่ด้านใน แม้จะเผยให้เห็นเนื้อหนังเพียง่คอขึ้นไปกับข้อมือที่ดูบอบบางเท่านั้นแต่กลับช่วยขับเน้นผิวที่ขาวอมชมพูของลี่หงให้โดดเด่นขึ้นไปอีกขั้น เมื่อเห็นดังนั้นท่านมหาเทพก็ยกยิ้มขึ้นมาแล้วพูดขึ้น
“เ้าจงวิ่งไปยังจุดที่เ้าบ่มเพาะเมื่อครู่ แล้ววิ่งกลับมาหาข้าที่กระท่อมเมื่อครบสิบรอบการฝึกฝนวันนี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้น” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มร่าออกมาแต่ต้องหุบยิ้มทันทีเมื่อได้ยินประโยคถัดไปของท่านมหาเทพ
“ทำให้ได้ก่อนแล้วค่อยยิ้ม เพราะชุดที่เ้าใส่จะหนักขึ้นสิบจินทุกครึ่งชั่วยามรีบไปได้แล้ว” พูดจบท่านมหาเทพก็สะบัดมือ เพื่อบ่งบอกให้ลี่หงรีบๆไปให้พ้น
หลังจากได้ยินคำพูดของท่านมหาเทพลี่หงก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความใ
แต่ต้องออกวิ่งทันทีเนื่องจากชุดที่สวมใส่เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวิ่งไปได้ระยะหนึ่งเ้าตัวจึงทำการโคจรลมปราณไปทั่วร่างเพื่อช่วยลดภาระของร่างกายแต่ก็ต้องหยุดชะงักกลางคันพร้อมคิ้วเรียวบางที่ขมวดมุ่นด้วยความงุนงง
เนื่องจากตอนนี้ระดับพลังของตนลดลงจากระดับปราณปฐีขั้นแรกเหลือเพียงปราณเริ่มต้นขั้นแรกเท่านั้น เมื่อััได้ดังนั้นลี่หงจึงหันไปหาท่านมหาเทพเพื่อขอคำอธิบาย
ทันทีที่เห็นสีหน้าของลี่หงท่านมหาเทพก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความขบขัน
“ไม่ต้องแปลกใจไป ชุดที่เ้าสวมใส่อยู่มันจะสะกดพลังของเ้าเอาไว้ เอ้า!รีบไปสิ ชักช้าเดี๋ยวจะวิ่งไม่ออกนะ” สิ้นคำพูดท่านมหาเทพหางคิ้วของลี่หงก็กระตุกถี่ยิบ
‘ฮึ่ม! ท่านจะกลั่นแกล้งข้าเกินไปแล้ว ฝากไว้ก่อนเถอะ!’ บ่นเสร็จก็ออกวิ่งด้วยความรวดเร็วเพราะ้าวิ่งให้ครบสิบรอบก่อนที่ร่างกายของตนจะไม่สามารถรองรับน้ำหนักของชุดได้