ครั้นยาวจิ่วถูกอุ้มเข้ามาในห้อง เขารู้สึกว่าตนเองหายใจติดขัด ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครจุดตะเกียงน้ำมัน ไม่ทราบว่าเสียงใครกำลังกรีดร้องจนน่าสะพรึงกลัว และยิ่งไม่ทราบว่าใครทิ้งร่างเขาลงบนเตียง รู้เพียงว่าเมื่อร่างกายกระแทกกับเตียง ความเ็ปพลันพุ่งเข้าใส่จนเขาเป็ลมหมดสติ
คณะละครตระกูลเยี่ยนกำลังเกิดเื่ ทว่ายาวจิ่วกลับยังนอนหลับใหลอยู่บนเตียง
หัวหน้าคณะเยี่ยนเต๋อหลินถูกบางสิ่งคล้ายสัตว์เดรัจฉานกักขังไว้ภายในเพิงไม้ของสัตว์เลี้ยง กุญแจสองดอกที่อยู่บนโซ่เหล็กหายไป เ้าบ้าที่น่ากลัวนั่นหนีไปแล้ว เฟิ่งฮัวภรรยาของหัวหน้าคณะถูกทุบตีจนเสียชีวิตอยู่ในห้องของยาวจิ่ว ตัวอ่อนในครรภ์กลายเป็บ่อเื สภาพน่าสยดสยอง ในขณะที่ยาวจิ่วซึ่งมีาแเต็มตัวยังสลบไสลไม่ได้สติ
นานมากแล้วที่ไม่มีเหตุฆาตกรรมนองเืที่รุนแรงเช่นนี้ เสี้ยนลิ่งชวีหนานอีนำอู่จั้ว[1] และหยาอี[2] เดินทางมาถึงประตูใหญ่ของคณะละครตระกูลเยี่ยนด้วยตัวเอง
ชวีหนานอีสั่งให้อู่จั้วตรวจสอบสภาพศพ ส่วนเขาเดินเข้าไปสำรวจด้านในจวน ระหว่างที่กวาดตาดูสิ่งต่าง ๆ ก็พูดคุยกับคนในคณะละคร จากนั้นมองไปทางยาวจิ่วซึ่งนอนไข้ขึ้นสูงอยู่บนเตียง
ผิวพรรณขาวผุดผ่องดั่งกระเบื้องเคลือบของยาวจิ่วเต็มไปด้วยาแฟกช้ำ ข้อมือและข้อเท้ามีร่องรอยการถูกมัด ใบหน้าแดงก่ำผิดปกติซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากไข้ขึ้นสูง ช่างน่าเวทนาไม่ต่างจากเศษซากดอกไม้ใต้จันทรา
เนื่องด้วยเหตุการณ์เมื่อคืนเกิดขึ้นกะทันหัน จึงไม่มีใครเข้ามาดูแล มีแค่ป้อนยาง่าย ๆ และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ จากนั้นก็ทิ้งยาวจิ่วไว้ในห้องโดยไม่มีใครสนใจไยดี
แม้ว่าคนในคณะละครจะชื่นชมทักษะการขับร้องของเขา ทว่ากลับดูแคลนเขาที่ลดทอนคุณค่าของตนเองเพียงเพราะเงินไม่กี่ตำลึง
นักแสดงละครเพลงแม้จะเป็อาชีพต้อยต่ำไม่ต่างจากโสเภณี แต่ผู้ที่มีความคิดให้เกียรติตนเองยังมีอยู่บ้าง ในทางตรงข้าม ยาวจิ่วกลับทำเื่เช่นนี้อย่างไม่ละอาย ตระหนี่ ซ้ำยังปากคอเราะราย จึงไม่เป็ที่ชื่นชอบ ในเมื่อทุกคนต่างใช้ชีวิตอยู่ในคณะละคร แล้วเขามีสิทธิ์อะไรทำตัวเหนือกว่าและดูถูกผู้อื่น?
ชวีหนานอีเคยได้ฟังบทเพลงขับร้องของยาวจิ่ว มันไพเราะอย่างไร้ที่ติ ยาวจิ่วรับบทเป็ตัวนาง ท่วงท่างดงามพราวเสน่ห์ บัดนี้มีไข้ขึ้นสูง ทว่ากลับไร้แม้แต่ผ้าห่มคลุมกาย สิ่งนี้ทำให้เขาขัดใจเล็กน้อย
เขาก้มตัวลงดึงผ้าห่มคลุมตัวให้ยาวจิ่ว จากนั้นหันไปพูดกับรองหัวหน้าคณะที่ยืนอยู่ด้านหลังว่า “ดูแลเขาให้ดี ข้ายังมีสิ่งที่ต้องถามเขา”
รองหัวหน้าคณะละครพยักหน้าตอบรับ “ขอรับ ๆ ๆ ข้าน้อยจะให้คนจัดยามาให้”
ชวีหนานอีหรี่ตาและพูดด้วยรอยยิ้ม “รองหัวหน้าคณะเคยเรียนวิชาแพทย์ด้วยรึ?”
รองหัวหน้าคณะงุนงง “ใต้เท้า ข้าน้อยไม่เคยเรียนขอรับ”
ชวีหนานอีพยักหน้า “อ้อ ข้าเห็นรองหัวหน้าคณะบอกว่าจะให้คนจัดยามาให้โดยไม่ต้องสอบถามหมอ จึงเผลอไผลคิดไปว่ารองหัวหน้าคณะเป็หมอผู้ซ่อนภูมิความรู้ เหอะ ๆ...เข้าใจผิดแล้วสินะ เข้าใจผิดแล้ว...”
รองหัวหน้าคณะใบหน้าแดงก่ำ เขารีบก้มศีรษะ “ข้าน้อย...ข้าน้อยจะไปเรียกหมอมาเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ชวีหนานอีคลี่ยิ้ม ก้าวเท้าเดินออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังเพิงไม้ของหูเหยียนที่เคยลงกลอนเอาไว้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนช่างวุ่นวายและโเี้เหลือประมาณ หลังจากที่ทุกคนพบศพเฟิ่งฮัวในห้องของยาวจิ่ว พวกเขาได้ไปแจ้งทางการและออกตามหาเยี่ยนเต๋อหลิน ทว่าตามหาเท่าไรก็ไม่เจอ พวกเขาจึงเดาว่าเยี่ยนเต๋อหลินอาจหนีไปกบดานอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไม่มีใครคาดคิดว่าหัวหน้าคณะจะถูกขังอยู่ในเพิงไม้ หากมิใช่เพราะแม่ครัวหลี่ซึ่งเป็คนซื่อสัตย์ นางนึกถึงเื่ที่เคยรับปากยาวจิ่วว่าจะนำหมั่นโถวมาให้หูเหยียน เยี่ยนเต๋อหลินคงถูกขังลืมอยู่ในเพิงไม้นั่นไปอีกนาน แม่ครัวหลี่ใช้แท่งเหล็กของเยี่ยนเต๋อหลินงัดโซ่เหล็กให้ง้างออก แต่เป็เพราะทำให้เยี่ยนเต๋อหลินเจ็บ จึงถูกเขาแช่งด่า แม่ครัวหลี่ทำได้เพียงอุ้มถังไม้วิ่งกลับไปเรียกให้คนอื่นมาช่วย
ชวีหนานอีค้อมตัวเข้าไปด้านในเพิงไม้ เขาหรี่ตาและกวาดมองไปรอบ ๆ
เยี่ยนเต๋อหลินเห็นชวีหนานอี สายตาพลันประกายความตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง ขาของเขาถูกตีจนกระดูกแตก ไม่สามารถลุกขึ้นยืน จึงต้องคลานเข้าไปหาแล้วชี้โบ๊ชี้เบ๊ขณะร้องทุกข์ว่า “พุ ๆ...ฮือ ๆ...มารดาเถิด แบลบ ๆ ...ลูกชายของข้า...หึ!”
ชวีหนานอีเห็นหมูพิการที่ยังมีชีวิตตัวหนึ่งปรากฏขึ้นข้างเท้าของตน ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงใบหน้าไร้ยางอายของอีกฝ่ายที่ไม่ยอมจ่ายภาษีให้เขา ทำให้เกือบจะหลุดขำ ทว่าเมื่อนึกได้ว่าภรรยาของอีกฝ่ายเพิ่งเสียชีวิต เขาเองก็ไม่ได้หน้าหนามากพอที่จะหัวเราะเยาะในเวลานี้ จึงรีบสูดหายใจเข้าลึก ข่มรอยยิ้มกลับลงท้อง แล้วตะคอกด้วยน้ำเสียงดุดัน “ใครทุบตีเถ้าแก่เยี่ยนเยี่ยงหมูเช่นนี้?!” ซ้ำยังตัดหูหมูออกไปข้างหนึ่งด้วย?
“พรืด...” หยาอีสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังชวีหนานอีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
เยี่ยนเต๋อหลินโกรธเคือง เขาพยายามปิดปากที่กำลังพูดพล่ามของตนเอง ไอกระแอมด้วยรู้สึกคอแห้งเล็กน้อย แล้วพูดอย่างไม่พอใจ “เกิดหายนะขึ้นกับตระกูลของข้า พวกเ้ากลับยังหัวเราะ?!” เขาแหงนหน้ามองชวีหนานอี เอื้อนเอ่ยขณะน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ะโร้องด้วยใบหน้าเศร้าโศก “ท่านชิงเทียน[3] ต้องให้ความเป็ธรรมกับข้าน้อยนะขอรับ! ภรรยาของข้าน้อยตายอย่างไม่เป็ธรรม! ข้าน้อยต้องตามหาสัตว์เดรัจฉานตัวนั้นและสับมันเป็ชิ้น ๆ ให้จงได้!”
“ตึง ๆ ๆ...” หลี่ต้าจ้วงหอบเก้าอี้พับขนาดเล็กวิ่งเข้ามาด้านในเพิงไม้
ชวีหนานอีชี้นิ้วไปด้านนอกประตู หลี่ต้าจ้วงจึงรีบหมุนตัวและวางเก้าอี้ไว้ด้านนอก
เยี่ยนเต๋อหลินหน้ายื่นหน้ายาว เขาโกรธทว่ากลับไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ชวีหนานอีเดินออกจากเพิงไม้ เขาสะบัดชุดทางการ ก่อนนั่งลงด้านนอกประตูพร้อมหรี่ตา เอ่ยถามเยี่ยนเต๋อหลินที่นอนคว่ำอยู่ด้านใน “สัตว์เดรัจฉานตัวไหน?”
เยี่ยนเต๋อหลินขบฟัน “เ้าบ้าที่ยาวจิ่วนำกลับมาจากข้างนอกขอรับ! มันอาจเป็ปีศาจที่ดื่มเื ดูดจิติญญามนุษย์! ข้าน้อยเคยได้ยินมาว่าปีศาจที่ถูกเรียกว่าซานเซียว จะจงใจลุ่์ให้เข้าไปในป่าลึก เพื่อกินเนื้อ! ใช่ ๆ ๆ! เ้านั่นต้องเป็ซานเซียวแน่นอน! มันทุบตีข้าน้อยจนสลบ จากนั้นก็ขังไว้ที่นี่ ต้องเป็มันแน่นอนที่สังหารภรรยาเฟิ่งฮัวของข้าน้อย!” ครั้นเอ่ยถึงภรรยาเฟิ่งฮัว เขาก็อดไม่ได้ที่จะร้องคร่ำครวญออกมาอีกครา
ชวีหนานอีรอจนเขาหยุดร้องแล้วจึงถามไถ่ “เ้าบ้าที่เ้าพูดถึงหน้าตาเป็เยี่ยงไร? เหตุไฉนมันจึงขังเ้า? และเหตุใดมันจึงจงใจสังหารภรรยาของเ้า?”
เยี่ยนเต๋อหลินกล่าวโดยที่ใบหน้ายังคงเปรอะเปื้อนน้ำมูกน้ำตา “เ้าบ้านั่น ตอนที่ยาวจิ่วเพิ่งนำตัวกลับมา ร่างกายของมันปกคลุมด้วยขน มันทำให้ข้าน้อยใแทบแย่ ข้าน้อย...ข้าน้อยทุบตีมัน มันจึงเกลียดชังข้าน้อย เมื่อคืน ข้าน้อยอยากจะมาดูว่าเ้าบ้านั่นตายหรือยัง แต่คิดไม่ถึงว่าข้าน้อยจะได้เห็นนาง์องค์หนึ่ง! ภายหลังข้าน้อยคิดได้ว่ามันไม่ใช่นาง์ แต่เป็ปีศาจต่างหาก! ใช่ มันคือปีศาจ! ใต้เท้า ซานเซียวตัวนั้นมีวิธีการโเี้ มันใช้ไม้ตะบองทุบตีข้าน้อยโดยไม่พูดอะไร ซ้ำยังพรากชีวิตภรรยาของข้าน้อย เฟิ่งฮัวที่น่าสงสารของข้า เพิ่งจะตั้งครรภ์ลูกของข้าแท้ ๆ ไม่มีอีกแล้ว...เฟิ่งฮัว...ภรรยาข้า...”
ชวีหนานอีถามเสียงขรึม “หูข้างนั้นของเ้าหายไปไหน?”
เยี่ยนเต๋อหลินเผลอเอื้อมมือไปลูบใบหูของตัวเอง ทว่าเนื่องจากข้อมือของเขาาเ็ จึงส่งเสียงร้องโอยด้วยความเ็ป เขาสบถในใจ ก่อนตอบกลับไปว่า “หูข้างนี้ของข้าน้อยถูกตัดเพราะการพนันขอรับ” เขาเงยหน้าก็พบว่าชวีหนานอียังคงตั้งใจฟัง จึงพูดต่อไปว่า “เมื่อคืนข้าน้อยคันไม้คันมือจึงออกไปเล่นพนัน ผลที่ได้คือข้าน้อยเสียพนันไปไม่น้อยจึงถูกตัดหู เมื่อกลับมาก็ไม่พบภรรยาเฟิ่งฮัว ข้าน้อยออกตามหาทั่วทุกหนแห่งจนมาถึงที่นี่ จึงแวะเข้ามาดู คิดไม่ถึงว่าซานเซียวนั่นจะทำร้ายคน มันใช้ไม้ตะบองทุบตีข้าน้อย หากไม่ใช่เพราะข้าน้อยหนังหนา เกรงว่าป่านนี้คงได้ตามภรรยาผู้มีชีวิตที่แสนขมขื่นไปแล้ว วันนี้แม่ครัวมาให้อาหารมันจึงพบข้าน้อย ข้าน้อยก็เพิ่งทราบว่าซานเซียวตัวนั้นฆ่าเฟิ่งฮัว! ท่านชิงเทียน[3] ท่านต้องให้ความเป็ธรรมแก่ข้าน้อยด้วยนะขอรับ!”
.
.
.
[1] อู่จั้ว คือ ขุนนางผู้ชันสูตรศพในสมัยโบราณ
[2] หยาอี คือ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศจีนสมัยโบราณ ทำงานเป็คนชั้นต่ำสุดในแผนกของรัฐบาล
[3] ชิงเทียน เป็สมัญญาที่ผู้คนมอบให้ขุนนางที่มีใจสัตย์ซื่อ ชิงชังการฉ้อราษฎร์บังหลวง กำราบคนคดโกง คำนี้แปลได้ว่า “ฟ้ากระจ่าง” หมายถึง ขุนนางที่บริสุทธิ์ยุติธรรมประหนึ่งท้องฟ้าที่สดใส เป็ความหวังของปวงประชา