The Lord Of The Battlefield (จบบริบูรณ์)

    III บทที่160 หลังจากนั้น

            บทที่160 หลังจากนั้น


            สงครามจบลงอย่างรวดเร็วด้วยพลังของเทวาทั้งหมดต่างนิ่งอึ้งและไม่อยากเชื่อสายตายิ่งผ่านไปพลังของเทวาก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นมากมายมหาศาลมันเกินสามัญสำนึกของพวกเขาไปหมดแล้ว

            เทวาที่จัดการกับกองทัพมอนสเตอร์ทั้งหมดแล้วเขาก็หันมากล่าวกับคาเรน

            “คาเรนหลังจากนี้ฉันจะสลบไป24ชั่วโมง ฝากดูแลที่เหลือด้วยนะ”

            “ไม่เป็นอะไรนะ?”คาเรนรีบถาม

            ซายูริและอายาเนะรวมถึงคนอื่นๆที่อยู่ใกล้ๆและได้ยินก็ต่างเป็นห่วงขึ้นมา

            เทวายิ้ม

            “ไม่เป็นไรแค่ขอพักหน่อยน่ะ”

            “อืมฉันจะรอนายตื่นนะ”

            เทวาเพียงยิ้มแล้วก็พาทุกคนเทเลพอร์ตกลับไปยังตึกหลักของสำนักเทพอสูร

            หลังจากนั้นเทวาก็หลับทันทีที่หัวถึงหมอน

            คาเรนอายาเนะและซายูริต่างก็นั่งเฝ้าเขาอย่างใกล้ชิดและไม่คิดจะไปไหนไกลส่วนคนอื่นๆนั้นต่างก็วุ่นวายและจัดการเก็บกวาดสถานที่ เซบาสเตียนกลับมารักษาตัวเองและใช้ทรัพยากรที่เหลือในการพยายามอัพเกรดร่างกายของตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น

            สำหรับเซบาสเตียนนั้นเขาไม่มีทางเลือกที่จะแข็งแกร่งมากนักหากเขาไม่มีทรัพยากรล้ำค่าเขาจะหยุดอยู่กับที่เขาไม่เหมือนกับคนอื่นๆที่ขอเพียงตั้งใจฝึกฝนรวมถึงมีสิ่งช่วยเหลือก็สามารถค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นได้เซบาสเตียนไม่สามารถฝึกฝนเพื่อแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกับทุกคน

            ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรรวมถึงวิจัยร่าวกายและสิ่งอื่นเพื่อพัฒนาร่างกายของตนเองเสมอ

            เขาคือผู้ติดตามของเทวาเขาจึงจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้น หากเขายังอ่อนแอเขาก็จะหมดคุณสมบัติที่จะติดตามเทวาอีกต่อไปหากเขาอ่อนแอเขาก็จะเป็นได้แค่ตัวถ่วงของเทวา เจ้านายของเขานั้นมีแนวโน้มที่จะไปยังโลกมิติอื่นๆโดยเฉพาะโลกมิติของพวกมอนสเตอร์ดังนั้นเขาจะอ่อนแอไม่ได้หากอยากติดตามเทวา

            คนอื่นๆและศิษย์สำนักเทพอสูรพากันเก็บกวาดสนามรบรวมถึงรวบรวมทรัพยากรที่จำเป็นและมีคุณค่าใช้เวลาไปครึ่งวันก็เก็บกวาดเกือบหมดสิ้นด้วยความช่วยเหลือของหุ่นรบทำให้การเก็บกวาดนั้นเร็วอย่างมากในระหว่างนั้นศิษย์สำนักเทพอสูรต่างก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างต่อเนื่อง

            หนึ่งนั้นเพราะเทวาและแกนนำคนอื่นๆที่แข็งแกร่งอีกส่วนนั้นเพราะว่าฝีมือของพวกเขานั้นถือว่าดีอย่างมากแต่ละคนต่างก็โดดเด่นในสงครามเห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของพวกเขามีมากหลังจากที่เข้าฝึกในสำนักเทพอสูรด้วยเหตุนี้ชื่อสำนักเทพอสูรจึงโด่งดังขึ้นในชั่วข้ามคืน

            ทุกคนต่างก็อยากเข้าสำนักเทพอสูรกันทั้งนั้น

            ศิษย์สำนักเทพอสูรแต่ละคนต่างก็ยืดอกเพราะคำชมเชยยกย่องเหล่านี้

            และพวกเขาก็คิดว่าตนเองโชคดีที่ได้เข้าร่วมกับสำนักเทพอสูร

            สงครามในเขตนี้จบสิ้นแล้วแต่ที่อื่นๆยังคงวุ่นวายอยู่และมีบางเมืองที่ยังมีการสู้รบกับมอนสเตอร์ไม่จบไม่สิ้นรวมถึงบางเมืองหรือบางเขตที่ถูกถล่มเสียยับเยินเรื่องนี้คนของเทวาก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ เพราะว่าพวกเขาก็เพิ่งจะผ่านสงครามมาและยังหนักหน่วงกว่าที่อื่นๆอีกต่างหาก

            ดังนั้นในตอนนี้พวกเขาจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเองแต่ละเมืองแต่ละเขตต้องดูแลตัวเอง รัฐบาลกลางก็ล่มสลายไปแล้วกึ่งเทพทั้ง12ก็ยังไม่โผล่ออกมา สถานการณ์เช่นนี้ดูเหมือนจะมืดมนสำหรับมนุษยชาติอย่างแท้จริง

            สำหรับผ็ที่เริ่มอพยพมายังเมืองB5เขต12นั้นหากมาถึงก็ถือว่ารอดตัวไปแต่หากมาไม่ถึงก็ถือว่าโชคร้ายอย่างแท้จริงแต่อย่างน้อยแล้วในรัศมีร้อยกิโลเมตรของเมืองB5ก็ถือว่าปลอดภัยจากมอนสเตอร์ยังมีการปล่อยโดรนสำรวจในรัศมีเพื่อเพิ่มการป้องกันอีกต่างหาก

            ข่าวของเทวาและสำนักเทพอสูรแพร่กระจายออกไปไวมากทุกคนในเขตอื่นและเมืองอื่นต่างก็รู้สึกมีความหวังและยกย่องเทวาไม่ต่างจากเทพคนหนึ่งดังนั้นอัตราการอพยพของมนุษย์มายังเมืองB5ก็เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าทันทีสำหรับสถานการณ์นี้เห็นได้ชัดว่าการมายังเมืองB5อันเป็นบ้านของเทวาอาจถือว่าปลอดภัยสำหรับชีวิตของพวกเขา

            แต่ระหว่างการเดินทางนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

            แจคสันวุ่นวายอย่างมากเขาถูกเสนอให้เป็นผู้นำของเมืองและต้องจัดการเรื่องต่างๆโดยมีมอร์แกนและคีย์เป็นผู้ช่วยอยู่ข้างๆไม่ห่างกาย

            แจคสันต้องตั้งระบบเมืองขึ้นมาใหม่เพราะระบบจัดการบริหารเกือบจะถูกทำลายไปกับเหตุการณ์ที่รัฐบาลกลางล่มสลายโชคดีที่ระบบไม่ได้พังมากพวกเขาจึงสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที ความจริงระบบจัดากรเมืองได้ถูกกู้คืนมาหลายวันแล้วแต่ก็เพราะมีเหตุการณ์กองทัพมอนสเตอร์บุกมาจึงทำให้การกู้คืนระบบหยุดชะงักไป

            ด้วยการกู้คืนระบบจัดการเมืองทำให้พวกเขาสามารถจัดการกับประชาชนที่แออัดในเมืองได้อย่างถูไถ

            เมืองที่วุ่นวายเริ่มเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นกว่าเดิม

             

            เหนือท้องฟ้าห่างจากเมืองB5ไปหลายร้อยกิโลเมตรปรากฏร่างห้าร่างลอยอยู่กลางอากาศ ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคือเด็กหนุ่มนัยน์ตาสองสีที่ถือดาบเล่มหนึ่งแนบอกเขาจ้องมองมายังเมืองB5ด้วยแววตาราบเรียบและนิ่งเฉย

            “คิดไม่ถึงว่าพี่3จะพ่ายแพ้แก่เจ้านั่น”เขาพูดเบาๆ

            บุรุษหูกระต่างสีน้ำตาลเอ่ยขึ้นมา

            “มนุษย์ผู้นั้นแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อมันเหลือเชื่อมากที่เขาสามารถสังหารท่านแอเรสได้ นี่เป็นเรื่องใหญ่อย่างยิ่ง”

            เด็กหนุ่มผู้ถือดาบก็ผงกศีรษะและกล่าวว่า

            “โลกมิติเทพเจ้าคงจะวุ่นวายกันใหญ่กับการสูญเสียพี่3ดูท่าแล้วพวกเขาคงจะต้องล้างแค้นและทำลายโลกมิตินี้อย่างเด็ดขาด เมื่อรวมถึงการแก้แค้นให้พี่3และโลกมิตินี้ยังมีหัวใจแห่งดวงดาวอีกต่างหากไม่ต้องสงสัยเลยที่ว่าพวกเขาจะต้องให้ความสำคัญกับโลกนี้ขั้นสูงสุด”

            เด็กหนุ่มจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

            “ม่านมิติที่ปกป้องโลกมิตินี้ก็สูญเสียอำนาจไปมากช่องโหว่ก็เพิ่มขึ้นไม่หยุด โลกนี้จบสิ้นแล้ว”

            “แล้วองค์ชายจะกลับโลกมิติเทพเจ้าเลยหรือไม่เจ้าคะ?”หญิงสาวหูกระต่ายเอ่ยกับเด็กหนุ่ม

            เด็กหนุ่มเงียบไปเล็กน้อย

            “แน่นอนถึงแม้ว่าข้าอยากจะไปวัดฝีมือกับมนุษย์ผู้นั้นและล้างรอยอัปยศที่มันฝากไว้กับ(ใบหน้า)ข้าก็ตามแต่เป้าหมายหลักต้องมาก่อน เรื่องอื่นยังรอต่อไปได้และข้าเชื่อว่าสักวันคงได้พบเจอกันอย่างแน่นอน”

            เขาจ้องมองไปยังเมืองB5และจ้องมองเนิ่นนานราวกับว่าสามารถมองเห็นเทวาที่นอนอยู่ก็ไม่ปาน

            หลังจากนั้นร่างของทั้งห้าก็ใช้ไอเท่มพิเศษแหวกมิติจากโลกใบนี้ไป

            พวกเขาก็คือกลุ่มขององค์ชาย47นั่นเอง

             

            เมื่อเทวาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

            ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นมาคาเรนซายูริและอายาเนะก็เข้ามาหาเขาทันที พวกเธอต่างก็พูดคุยและถามสุขภาพความปลอดภัยของเขาอย่างวุ่นวายไปหมดแต่เทวากลับดีใจมากและโอบกอดพวกเธออย่างมีความสุขกับผู้หญิงของเขานั้นพวกเธอต่างก็งดงามและจิตใจดี

            ข่าวการตื่นของเทวานั้นทำให้ทุกคนตื่นเต้นอย่างมากแกนนำคนอื่นๆรวมถึงผู้อาวุโสต่างก็มาเยี่ยมเยือนเขาเพราะว่าเขาคือคนสำคัญที่สุดแล้วในโลกมนุษย์ตอนนี้ทำให้เขามีความสำคัญกับทุกคนเป็นอย่างมากด้วยความสำคัญนี้เองเทวาจึงต้องใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันจัดการกับผู้มาเยี่ยมเยือน

            หลังจากนั้นสำนักเทพอสูรก็จัดการทุกอย่างและรวมตัวกันในวันถัดไปพวกเขาทุกคนต่างก็มายืนในลานกว้างของสำนักเทพอสูร ลานกว้างนี้สามารถจุผู้คนได้เป็นหมื่นๆคนศิษย์สำนักเทพอสูรนั้นเหลือไม่มากนักจากผลของสงครามและการถูกสังหารในเกมออนไลน์

            จำนวนจึงเหลือเพียงแค่ประมาณ5พันคนเท่านั้นแต่ทั้ง5พันนี้ต่างก็แข็งแกร่งมากด้วยการผ่านประสบกหารนองเลือดมาทำให้พวกเขาแข็งแกร่งและแผ่กลิ่นอายเลือดออกมาด้วย

            นอกจากศิษย์สำนักแล้วยังมีผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆรวมถึงทหารยศสูงบาวคนในลานกว้างนี้ด้วยพวกเขาต่างก็เป็นผู้ผ่านศึกสงครามกันทั้งนั้นและพวกเขาต่างก็ต้องการเข้าร่วมกับสำนักเทพอสูรอีกต่างหาก ดังนั้นพวกเขาจึงถูกอนุญาตเป็นพิเศษให้เข้าร่วมการรวมตัวในครั้งนี้ด้วย

            มองจากมุมสูงเห็นพรมสีแดงทองหรูหราปูจากหน้าประตูมายังตึกหลักทำให้เกิดเส้นแบ่งอย่างชัดเจนตรงกึ่งกลาง ตึกหลักตอนนี้ถูกเลื่อนด้วยกลไกที่ติดตั้งแต่แรกให้ไกลออกไปและแทนที่ด้วยแท่นยกสูงและบัลลังก์ที่หรูหราอลังการ แท่นสูงนี้แบ่งเป็นเหมือนกับขั้นบันใดและมีเก้าอี้ตำแหน่งในชั้นรองลงมาอีกหลายที่นั่ง

            ในตอนนั้นเองเหมยที่แต่วชุดอันงดงามและเป็นชุดของสำนักที่ออกแบบพิเศษทำให้หน้าอกหน้าใจของเธอโดดเด่นเด้งดึ๋งเธอเดินมายังเบื้องหน้าของศิษย์สำนักทั้งหมดและอยู่บนแท่นใหญ่แต่อยู่บนขั้นต่ำสุด

            การมาของเธอและความงดงามนี้ดึงดูดสายตาของบุรุษและแม้แต่สตรีก็ยังจ้องมอง

            เวลานั้นเองเหมยก็ชี้นิ้วออกมาและวาดนิ้วกลางอากาศประกายแสงสีทองผ่านปลายนิ้วของเธอและบนอากาศนั้นก็คงไว้ซึ่งอักขระสีทองที่ลี้ลับ

            มันคือพลังของเธอที่ได้จากผลไม้ลึกลับเมื่อนานมาแล้ว

            พลังของอักขระเทพ

            อักขระเทพที่เธอวาดนั้นมีความหมายว่า“ขยาย”เธอจึงเริ่มพูดผ่านอักขระสีทองนั้น

            “และช่วงเวลาต่อจากนี้ไปขอเชิญทุกท่านพบกับเทพเจ้าแห่งสำนักเทพอสูร ผู้ที่สามารถล้มล้างมอนสเตอร์และกองทัพใดๆได้อย่างง่ายดายเพียงโบกมือวาดแขนเขาก็สามารถล้มล้างทุกสรรพสิ่ง ท้องฟ้าต้องร่ำร้องเพราะเขาผืนดินต้องสั่นไหวเพราะเขา สรรพสิ่งต่างก็กรีดร้องเพราะเกรงกลัวเขา เจ้าสำนักผู้แข็งแกร่งของสำนักเทพอสูรขอเชิญท่านเจ้าสำนักเทวา!!!”เสียงของเหมยดังก้องและสะท้านสะเทือน

            เสียงของเธอยังดังไปทั่วเมืองเลยทีเดียว

            ในตอนนั้นเองที่เทวาในชุดเทพท่องมิติอันเรียบหรูก็เดินมาจากทางประตูใหญ่เขาเดินอย่างมั่นคงและหนักแน่น เขายังแผ่แรงกดดันหนักหน่วงจนทุกคนแทบจะหายใจไม่ออกระหว่างที่เขาเดินทุกคนที่มองดูเขาต่างก็กลืนน้ำลายเหนียวคอเพราะสัมผัสถึงแรงกดดัน

            เทวาเดินขึ้นไปยังบัลลังก์หรูหราและสะบัดผ้าคลุมแล้วนั่งลงอย่างวางมาด

            เมื่อเขานั่งลงแรงกดดันก็สลายไปจนทุกคนหายใจได้โล่งคอ

            เทวานั่งเท้าคางและจ้องมองทุกคนด้วยแววตาเรียบเฉยหากเป็นแต่ก่อนมันอาจเป็นแค่การแสดงแต่อารมณ์ของเขาพัฒนาขึ้นมาแล้วดังนั้นการวางมาดนี้จึงเป็นสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ

            “สวัสดีทุกคน”เทวาแค่กล่าวคำสั้นๆแต่ทุกคนได้ยินมันอย่างชัดเจน

            ทุกคนจึงทำความเคารพเทวาอย่างพร้อมเพรียงกันเคารพนี้คือความนับถือ เคารพนี้คือความยกย่องชื่นชม เคารพนี้คือความแสดงความอ่อนน้อมของผู้อ่อนแอแก่ผู้แข็งแกร่งเคารพนี้คือการยอมสยบให้กับเทวา เคารพนี้คือความจริงใจของพวกเขา

            เทวาสมควรแก่การเคารพแล้ว

            เทวายังจ้องมองทุกคน

            เขาออกแบบบัลลังก์เช่นนี้ไว้เพราะต้องการให้เหมือนกับบัลลังก์ของประมุขของสำนักแบบในหนังกำลังภายในเขาต้องการสัมผัสการมองดูศิษย์สำนักจากเบื้องบนและต้องการการคำนับ(ความคิดในตอนนั้นยังออกจะเกรียนๆอยู่)

            เขาคิดตั้งแต่แรกในตอนที่ให้แบบแปลนการก่อสร้างสำนักเทพอสูรแล้วในตอนนั้นแค่คิดจะเปิดตัวของตนเองให้ยิ่งใหญ่เท่านั้นแต่เขากลับไม่เคยคิดว่าความคิดเล่นๆในตอนนั้นจะมีประโยชน์ในตอนนี้

            สำหรับประโยชน์อะไรน่ะเหรอ?นั่นก็เพราะว่าเทวาต้องการสร้างขวัญกำลังใจให้กับทุกคนและศิษย์สำนักเทพอสูรจิตใจของทุกคนนั้นตกต่ำลงมากเนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเรียกความเชื่อมั่นและขวัญกำลังใจของทุกคน

            การกระทำนี้ของเทวาอาจจะดูบ้าบอและไม่เข้าท่าแต่เห็นได้ชัดเจนว่ามันเข้าท่าและสำคัญอย่างแท้จริงในสถานการณ์เช่นนี้


    .........................


    คล้ายกับเรื่องThe Lord Of The Battlefield (จบบริบูรณ์) ที่คุณอ่าน