บทที่ สอง
เมืองหลวงต้าเหว่ย
เมื่อกงล้อของรถม้าเริ่มชะลอตัวลงที่ประตูเมืองหลวงหลิวชิงเซียงก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศที่รายล้อม กลิ่นอายแห่งความรุ่งเรืองแผ่ซ่านผ่านลมที่พัดมาแตะปลายจมูกพร้อมกับความร้อนของแสงแดดที่สะท้อนจากพื้นถนนหินสีเทาแตกต่างจากผืนทรายที่เธอเคยรู้จักมาตลอดชีวิตในทะเลทราย
เมืองหลวงเบื้องหน้านั้นยิ่งใหญ่และตระการตาเกินกว่าจินตนาการของนางถนนกว้างทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ปูด้วยแผ่นหินแกร่ง เรียงตัวอย่างประณีตซุ้มประตูเมืองสูงตระหง่านดั่งกำแพงศิลาที่ไม่มีทางพังทลายได้ รอบๆเหนือประตูประดับผ้าพลิ้วไหวผืนผ้าสีแดงดิ้นทองราวกับเป็ตัวแทนของอำนาจและบารมีแห่งราชสำนัก
ขณะรถม้ามุ่งสู่จวนที่พักนอกวังสำหรับสตรีที่มาคัดเลือกสนมหลิวชิงเซียงได้ยินเสียงะโจากเหล่าพ่อค้าแม่ขายดังไปทั่วทางเสียงกลองและเครื่องดนตรีพื้นเมืองแว่วมาแต่ไกลสะท้อนเข้ากับเสียงฝีเท้าของผู้คนจำนวนมากที่กำลังเดินขวักไขว่ไปมานางแอบเลิกม่านบางขึ้นจึงมองเห็นภาพของผู้คนที่สวมอาภรณ์ต่างจากชนเผ่าที่นางเติบโตมาชาวบ้านทั่วไปสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย บางคนสวมเสื้อแขนยาวทอหยาบสีน้ำตาลหรือเทาหรือที่คนมั่งคั่งมีฐานะดีจะแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคนเ่าั้จะแต่งกายด้วยผ้าไหมสีสดใสมีทั้งลวดลายดอกไม้หรือลายเมฆาปักด้วยไหมเป็ประกาย
อย่างหญิงสาวผู้หนึ่งที่เดินผ่านมาสะดุดตาหลิวชิงเซียงชุดกระโปรงยาวสีเขียวของนางแฝงไว้ด้วยความสง่างามเสื้อคลุมไหมเบาบางปักด้วยลายดอกไป่เหอ[1]ประณีตห่มอยู่บนบ่าเส้นผมยาวของนางถูกจัดแต่งอย่างพิถีพิถันมวยผมที่ประดับด้วยปิ่นทองและเครื่องประดับอัญมณีแวววาว
สองข้างทางมีร้านค้าสารพัดเรียงรายเป็แนวยาวไม่สิ้นสุดแต่ละร้านต่างประดับด้วยป้ายไม้แกะสลักและผ้าธงสีสดที่โบกพลิ้วกลิ่นหอมของขนมอบใหม่และอาหารจานร้อนคละคลุ้งไปทั่ว ผสมกับกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลูกประดับไว้ตามข้างถนนชาวบ้านและเหล่าขุนนางต่างเร่งรีบทำกิจวัตรประจำวันบางคนจูงม้าลากรถเข็นขนาดใหญ่ไปยังตลาดเพื่อขายของ บ้างถือพานอาหารร้อนๆเดินส่งไปยังบ้านเรือน
ในขณะที่ท้องฟ้ายังคงสดใสไร้เมฆลมพัดแ่ๆ ช่วยเย็นกำลังดีเพราะกำลังเข้าวสันต์แต่สำหรับหลิวชิงเซียงที่มาจากทะเลทรายอากาศที่นี่แม้จะกำลังดีแต่ความชื่นมีมากไป
จนในที่สุดรถม้าก็เลี้ยวไปในเส้นทางแยกออกเป็ซอยเล็กอาคารบ้านเรือนสองข้างทางสูงตระหง่านทาบทับถนนราวกับกำแพงปกคลุมไปด้วยเงาของกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาจากสวนในบ้านเรือนหลังคากระเบื้องสีดำเรียงตัวอย่างเป็ระเบียบประตูบานใหญ่ของบ้านขุนนางมักจะเปิดเพียงเล็กน้อยให้พอมองเห็นความงามของสวนภายในเสียงน้ำพุและเสียงใบไม้ปลิวไปกับลมสร้างบรรยากาศที่ดูสงบเงียบเมื่อรถม้าหยุดลงนางก็ปิดม่านบางแล้วะโลงจากรถม้าไม่รอให้มีหญิงรับใช้มาช่วยอย่างสตรีนางอื่น
ในจังหวะนั้นเองหลิวชิงเซียงก็เหลือบเข้าไปในจวนนางเห็นกลุ่มหญิงสาวในชุดผ้าแพรเนื้อเบาปักลายดอกไม้สะท้อนแสงแดด พวกนางคือผู้ที่เตรียมตัวเข้าคัดเลือกสนมเช่นเดียวกับนางหญิงสาวแต่ละคนล้วนมีความงดงามเป็เอกลักษณ์ บ้างสวยอ่อนหวาน บ้างดูสง่างามนางรับรู้ได้ทันทีถึงแรงกดดันที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในนางทราบดีว่าเมืองหลวงแห่งนี้กำลังจะเป็สถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตพวกนางฉะนั้นนี่ก็คือสนามรบที่เต็มไปด้วยการชิงชัยและการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและความโปรดปรานใครที่หมายตาอยากได้ตำแหน่งสนมก็ต้องเตรียมพร้อม
แม้ท้องฟ้าจะสดใสแต่ในใจของนางรู้ดีว่านี่คือ่ที่ยากลำบากของชีวิตตนแล้วเดินทางรอนแรมมามากกว่าสี่สิบวัน รถม้าของสตรีช่างเป็การเดินทางที่หลิวชิงเซียงไม่ชอบและไม่เคยคิดจะชอบทั้งอึดอัดชักช้าและสิ้นเปลืองการเดินทางครั้งนี้นางทั้งต้องเขาไปรายงานตัวที่หัวเมืองนอกแล้วเดินทางมาพร้อมกับสตรีคนอื่นๆก่อนจะมารวมกับแคว้นเมืองขึ้นถึงจะถูกส่งมาที่เมืองหลวงดีแล้วที่เป็นางมาไม่ใช่หลี่เสวี่ย ร่างกายคนป่วยง่ายของนางทนไม่ไหวแน่ๆ
“ท่านหญิงทุกท่านคุณหนูทุกท่านจะพักที่จวนนี้ โดยอีกสองวันจะมีการคัดเลือกที่ในวังก่อนนั้นพักผ่อนตามสบายระหว่างรอคนจากในวังมาแจ้งกฎเกณฑ์การคัดเลือกอีกที”
บุรุษสูงวัยที่ออกมาต้อนรับสตรีผู้รอนแรมมาไกลผายมือให้พวกนางเข้าไปด้านในจวนด้านในจวนยิ่งหรูหรากว่าที่หลิวชิงเซียงคิดไว้เสียอีก
แค่เพียงสวนหน้าจวนนั้นเปรียบประหนึ่งภาพวาดสรวง์บนโลกมนุษย์แล้วบริเวณกว้างขวางล้อมรอบด้วยกำแพงแกะสลักลวดลายเมฆหมอกและสัตว์เทพตามความเชื่อทางเดินปูด้วยหินสีขาวนวล ขอบทางถูกแต่งด้วยต้นไม้พุ่มที่ตัดแต่งเป็ทรงอย่างพิถีพิถันยิ่งสตรีหลายนางที่แต่งเติมให้ภาพวาดนี้เฉกเช่นเหล่านางฟ้าอาภรณ์สดใสกำลังพักผ่อนหย่อนใจเสียแค่พวกนางดูไม่ได้เป็มิตรเท่าไร
หลิวชิงเซียงเลี่ยงสายตาจากสตรีทั้งหลายก่อนจะไปสะดุดกับสระน้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางสระน้ำนี้ใสกระจ่างจนสามารถมองเห็นปลาหลีฮื้อ [2]หลากสีว่ายวนไปมาบริเวณขอบสระมีสะพานหินอ่อนสีขาวโค้งงาม บนผืนน้ำมีใบบัวสะท้อนแสงตะวันจากสระน้ำก็เชื่อมต่อไปยังมุมต่างๆ ของสวนที่มีต้นเหมยต้นสูงที่แผ่กิ่งก้านโอบอุ้มทั้งสวนส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ทั่วบริเวณใต้เงาไม้ นอกจากนั้นไกลๆ ยังมีต้นไผ่เขียวชอุ่มลู่ลมยังไม่รวมที่ทั่วพื้นยังมีไม้ดอกนานาชนิดต่างแข่งขันกันเบ่งบานแต่งแต้มสวนให้ดูมีชีวิตชีวา
สิ่งเหล่านี้ล้วนตื่นตานางยิ่งก็นางเกิดและโตที่กลางทะเลทราย แม้ว่าจะเคยเข้าหัวเมืองแต่ก็นับครั้งได้แต่หัวเมืองก็ไม่ได้วิจิตรงดงามและอุดมสมบูรณ์เช่นที่แห่งนี้
“โปรดตามข้าน้อยมาข้าน้อยจะนำไปห้องพัก”บุรุษสูงวัยคนเดิมกล่าวเรียกพวกเราให้เดินตามไประหว่างทางสายตาของหญิงสาวที่มีก็ลอบมองมาที่กลุ่มใหม่อย่างไม่ปิดบังทั้งเป็สายตาของการตรวจสอบหรือทั้งอยากรู้อยากเห็น
หลิวชิงเซียงเดินตามบุรุษสูงวัยจนมาถึงเรือนหลังหนึ่งในจวนแม้จะดูเล็กสักหน่อยแต่ก็สะอาดสะอ้านดี ข้าวของก็ครบครัน เรียกได้ว่าอยู่ได้สบายๆแต่ถ้าเทียบกับเรือนตอนเดินผ่านมาก่อนหน้าก็ต้องบอกเช่นกันว่าต่างกันสุดขั้ว
“ท่านหญิงทุกท่านคุณหนูทุกท่านจะพักที่เรือนนี้ขอรับ หากขาดเหลือสิ่งใดไปสามารถสอบถามได้เลยส่วนเื่อาหารจะมีคนนำมาส่งให้ทุกมื้อไม่ต้องกังวลส่วนข้าวของจะมีบ่าวรับใช้ยกตามมาให้ หากไม่มีสิ่งใดแล้วข้าน้อยขอตัว”
บุรุษสูงวัยเดินจากไปปล่อยให้กลุ่มสตรีมาใหม่เข้าไปในเรือนกันเองความจริงหลิวชิงเซียงก็เข้าใจว่าทำไมพวกนางถึงได้อยู่กันที่เรือนเล็กเช่นนี้อย่างฮวงซิ่วอิงที่เดินทางมาพร้อมกัน ถึงจะเป็สายเืขัตติยาจากเมืองตนเองแต่เทียบไม่ได้กับบุตรสาวขุนนางในเมืองแน่นอนนางก็ถือว่าเป็ธิดาจากตระกูลล่าง ณ ที่แห่งนี้เท่านั้น สตรีที่ผ่านคัดเลือกมากกว่าร้อยที่จวนแห่งนี้อาจจะไม่มีห้องหับพอให้ทุกนางอาศัยอย่างหรูหราและอย่างน้อยพ่อบ้านที่เป็ชายสูงวัยก็ไม่ได้แสดงอาการดูแคลนโดยตรง
หลิวชิงเซียงกับสตรีอีกหกนางก้าวเดินเข้าไปในเรือนหมุนตัวมองรอบโถงเล็กๆ นับดูอย่างรวดเร็วห้องที่มีไม่ถึงเจ็ดแน่นอนฉะนั้นบางคนจะต้องอาศัยร่วมห้องกันทุกคนก็น่าจะรับรู้ได้พร้อมกันเพียงแค่ไม่มีใครพูดออกมาว่าจะแบ่งอย่างไรระหว่างนั้นก็มีเสียงแทรกขึ้นมา “ข้าจะพักคนเดียว”
ไม่น่าแปลกใจที่เป็คนนี้เดินทางรอนแรมมาด้วยกันนานกว่าครึ่งเดือนทำไมจะมองไม่ออกว่าฮวงซิ่วอิงจะออกตัวก่อนในบรรดาทั้งเจ็ดคนนี้ฐานะของนางนับว่าดีที่สุดการจะไม่คบค้าสมาคมกับคนที่เหลือก็พอเข้าใจได้ แล้วตอนที่รู้ว่าจะพักกันที่เรือนนี้ก็มีแต่ฮวงซิ่วอิงที่มีสีหน้าไม่พอใจ
“เราไปดูห้องกันก่อนเถอะห้องใหญ่ก็พักสองคน ห้องเล็กก็หนึ่งคน” เป็สตรีอีกนางนามว่าซวนกุยจินเอ่ยวาจาด้วยเสียงอ่อนหวังจะให้สถานการณ์นี้มีทางลงหลังจากทางซวนกุยจินว่าจบคนอื่นๆ รวมถึงตัวนางก็พยักหน้าเห็นด้วย อยู่เป็ลูกไล่ไม่โดดเด่นอย่าหาเื่ใส่ตัวไม่นานก็ได้กลับเผ่าแล้ว
การแบ่งห้องพักค่ำคืนนั้นมีสี่นางที่ต้องพักอยู่ห้องเดียวกันและเป็หลิวชิงเซียงที่ได้พักร่วมกับซวนกุยจินในห้องใหญ่หีบที่บ่าวรับใช้ขนมาถูกเปิดออกเพื่อหยิบอาภรณ์มาเปลี่ยนและจัดเรียงใหม่หลิวชิงเซียงก้มมองชุดเสื้อผ้าหลากหลายที่เป็ของหลี่เสวี่ยเสื้อผ้าเหล่านี้ถ้าเป็แต่ก่อนนางใส่นับครั้งได้บัดนี้ต้องมาใส่เป็ชีวิตประจำวัน่แรกนั้นนางรำคาญพวกเครื่องประดับอย่างมากที่ขยับนิดหน่อยก็พันกันตอนนี้ก็ยังรำคาญอยู่แต่ไม่เท่าชายแขนเสื้อหรือชายกระโปรง ถ้าทุกอย่างรุ่มร่ามเช่นนี้จะตวัดกระบี่อย่างไร
“หลี่เสวี่ยใช่หรือไม่?” ขณะที่กำลังจดๆ จ้องๆของในหีบอยู่เสียงหวานก็เอ่ยขึ้นด้านหลังของหลิวชิงเซียงนางจึงหมุนตัวกลับมาหาผู้ร่วมห้องซวนกุยจินเป็ธิดาของผู้ปกครองหัวเมืองนอกที่อยู่ใกล้กับเผ่าซาเฟิงนางถึงถูกเลือกให้มาอยู่ห้องเดียวกันละมั้ง
ร่างเพรียวบางพยักหน้ารับสมอ้างฐานะธิดาคนสำคัญของซาเฟิง“ข้าเอง”
ซวนกุยจินแย้มยิ้มเล็กน้อยพลางมองสำรวจร่างตรงหน้าอย่างพิจารณาเต็มที่หลิวชิงเซียงก็ปล่อยให้นางมองไป ไม่เกรงกลัวว่าจะมีใครรู้ว่านางไม่ใช่ตัวจริงเผ่าซาเฟิงอาศัยอยู่กลางทะเลทราย ไม่ได้พบเจอใครมากนัก มีแต่พวกพ่อค้าที่เหมืองแร่เท่านั้นที่จะพบเจอกับชาวเผ่าซาเฟิงได้ถึงเช่นนั้นก็ไม่ใช่กับหลี่เสวี่ยร่างกายหลี่เสวี่ยอ่อนแอต้องเก็บตัวไม่อาจจะไปติดต่อกับพ่อค้าแร่เ่าั้ได้และหลิวชิงเซียงที่อยู่ข้างกายนายหญิงตลอดก็รู้ดีว่าการปลอมตัวครั้งนี้ถ้าไม่ใช่คนในเผ่าไม่มีทางจับได้เด็ดขาด
“ข้าได้ยินว่าซาเฟิงเป็พื้นที่อันตรายเ้าต้องแข็งแกร่งมากที่อาศัยอยู่ที่นั่นได้”
เื่นี้ก็เป็สิ่งที่ใครๆก็รู้ถ้าได้ศึกษาภูมิศาสตร์ก็จะรู้ว่ามีเพียงเผ่าเร่ร่อนอย่างซาเฟิงที่อยู่รอดกลางทะเลทรายนอกเขตจิงเหยียนได้ชนเผ่าหลักๆหนึ่งเดียว ที่เหลือก็เพียงพวกชาวพเนจรเท่านั้นไม่ว่าจะเพราะความแห้งแล้งหรือเส้นทางที่ไร้ถนนเนินทรายที่อ้างว้างมองไปทางใดก็มีเพียงเม็ดทรายสีน้ำตาลแดงพวกพ่อค้าแร่จึงต้องอาศัยเผ่าซาเฟิงเพื่อขนย้ายแร่เป็ทางที่เผ่าซาเฟิงสามารถเก็บค่านำทางได้
“ขอบคุณคุณหนูซวน”
ความนอบน้อมของหลิวชิงเซียงทำให้ซวนกุยจินพอใจไม่น้อยนางคว้าข้อมือของสตรีผู้นี้ให้เดินตามมานั่งที่ม้านั่งตัวยาวในห้องร่วมกัน
“ขอถามน้องหลี่เ้าคิดอย่างไรกับการคัดเลือกสนมครั้งนี้ เ้าหมายจะผ่านการคัดเลือกหรือไม่” สตรีบอบบางอย่างซวนกุยจินแม้จะดูนิ่งสงบแต่ความจริงซ่อนความทะเยอทะยานเอาไว้หลิวชิงเซียงพอมองออกมาตลอดการเดินทางแม้จะถ้อยคำจะอ่อนหวานแต่กล้าชนกับฮวงซิ่วอิงเสมอและการที่ชวนนางมาพักร่วมห้องก็คงไม่แคล้วหาพรรคพวกอีกหน่อยจะต้องยื่นของเสนออะไรแน่ ตอนอีกฝ่ายพิจารณานางใช้ว่านางจะไม่พิจารณากลับ
ทางท่านุ่มนวลอ่อนโยนกิริยามารยาทจัดว่าน่ามอง รูปลักษณ์ถือว่าเข้าขั้นงามหมดจดอีกฝ่ายต้องว่างตัวเองเป็คุณหนูชั้นสูงเตรียมเข้าเป็สนมแล้วแน่นอน “ข้าไม่อาจคิดฝันเช่นนั้นคุณหนูซวนข้าเป็สตรีเช่นไรรู้ตัวดี ขอเพียงได้กลับเผ่าไปดูแลท่านพ่อและคนของข้าก็เพียงพอ”
“ข้าก่อนน้องหลี่ไม่สู้เ้าอยู่กับข้าที่นี่ตอนที่ข้าผ่านการคัดเลือกข้าจะให้เ้าเป็คนสนิทข้างกาย เผ่าซาเฟิงไว้เป็หน้าที่ข้าดูแลต่อเองภายภาคหน้าข้าไม่อาจเชื่อใจใครได้ถ้าไม่ใช่คนพื้นถิ่นเดียวกัน”
“ไว้ข้าจะนำไปไตร่ตรองดูเ้าค่ะคุณหนูซวน” เห็นทีซวนกุยจินจะคาดว่านางจะไม่ผ่านการคัดเลือกจริงๆสินะ แต่ความมั่นใจว่าตัวเองจะได้เป็สนมโปรดก็สูงกว่าเสียอีก “แต่ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าทำไมคุณหนูซวนถึงปรารถนาจะเข้าตำหนักใน”
“หัวเมืองฝั่งตะวันตกเขตจิงเหยียนไม่นานก็ต้องหมดอำนาจเพราะมีเฉียนอ๋องคุมพื้นที่ศักดินาแล้วตัวข้าถ้ารั้งอยู่ที่นั่นก็สิ้นหนทางช่วยเมือง ไม่สู้เข้าวังหลวง..เ้ารู้ไหมว่าสตรีเช่นเราก็เพิ่มฐานอำนาจได้”
จริงอย่างที่ซวนกุยจินว่าหลิวชิงเซียงเก็บเื่ที่สนทนาเมื่อครู่ไปไตร่ตรองหากไม่ใช่เื่ที่นางจะเป็ข้ารับใช้ติดตาม แต่เป็เื่ที่สามารถเพิ่มอำนาจความมั่นคงให้เผ่าเื่เช่นนี้มีมาเสมอไม่เช่นนั้นตระกูลขุนนางต่างถึงอยากส่งบุตรสาวหลานสาวเข้าวังทำไมอำนาจของตำหนักในล้วนเชื่อมกับอำนาจนอกวังแต่นั่นมันสำหรับสตรีที่ผ่านการคัดเลือกนางกำลังคิดอะไรอยู่..นางไม่เหมาะกลับวังหลวงกลับอยู่ข้างกายหลี่เสวี่ยเช่นเดิมดีแล้ว!
สองวันผ่านไป
คนจากวังหลวงมารับสตรีที่มาจากทุกทิศทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อเข้าวังหลวงรอรับการคัดเลือกในวันต่อไปขันทีผู้หนึ่งบอกเล่าขั้นตอนของวันถัดไป เื่ของการแบ่งกลุ่ม การทดสอบความสามารถการแนะนำตัวอย่างไร กราบทูลอย่างและกฎระเบียบทุกอย่าง เช่นห้ามเงยหน้ามองเบื้องสูงห้ามเอ่ยวาจาก่อนได้รับอนุญาต ห้ามแยกตัวไปไหนนอกขอบเขตเป็ต้น
ครั้งนี้ห้องพักไม่ได้มีการจัดเรียงตามฐานะอีกทุกคนแยกไปตามการจัดเรียงที่วังหลวงจัดไว้ หลิวชิงเซียงเดินตามขันทีผ่านอุทยานหลวงที่เห็นแล้วตาแทบค้างจากสวนในจวนก่อนหน้าว่ายิ่งใหญ่แล้วอุทยานในวังหลวงนั้นยิ่งใหญ่กว่าสิบเท่าจนนางไม่อาจจะบรรยายได้ไว้กลับไปเผ่าซาเฟิงเมื่อไรนางมีเื่เล่าให้คนในเผ่าได้เป็พะเรอเกวียนสายตาที่ปราดมองเก็บทุกสิ่งในความทรงจำเหลือบข้ามบึงกว้างดอกไม้นานาพันธุ์ไปอีกฟากเห็นกลุ่มคนที่ตรงกลางมีบุรุษในชุดคลุมที่แดงเืหมูอยู่หน้าสุดเขาก็มองมาทางสตรีเข้าคัดเลือกด้านนี้สักครู่แล้วหมุนตัวจากไป
ถ้าไม่ใช่สายตาเหยี่ยวของนางที่ผ่านการฝึกฝนมาจากผืนทะเลทรายอาจจะไม่เห็นได้รวดเร็วเช่นนี้ข้าราชบริพารที่เดินตามขนาดนั้นจะเป็ใครได้อีกเพราะวังหลวงแห่งนี้ควรจะมีบุรุษในอาภรณ์ดิ้นทองลายเมฆาหนึ่งเดียว โอรสก็ไม่มีส่วนเชษฐาก็ย้ายไปพื้นที่ศักดินาแล้วคนเมื่อครู่ต้องเป็เทียนหลงฮ่องเต้แน่แอบมาตรวจดูหญิงที่จะเป็สนมรักสินะ
วันถัดมาเหล่าสาวงามพากันแต่งตัวผัดแป้งกันั้แ่หัววันเครื่องประดับเสื้อผ้างดงามใดๆ ก็พากันใส่อวดโฉมเต็มที่สำหรับนางที่ไม่ได้เตรียมตัวอย่างคนอื่นเสื้อผ้าก็ไม่ต่างจากวันอื่นๆก็ออกมารอที่โถงก่อนใคร ไม่นานก็มีสตรีคนอื่นตามออกมาอีกหลายคนหลิวชิงเซียงรู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวเหล่านี้ไม่ต่างจากมาคัดเลือกให้จบๆไปตามราชโองการแล้วก็คงจะกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิม
จนเข้ายามอู่สาวงามที่แต่งตัวเรียบร้อยก็มารวมตัวกันที่นอกโถงย้ายไปที่ตำหนักหนิงโซ่วที่จะใช้เป็สถานที่คัดเลือกมาถึงก็ถูกจัดเรียงยืนเป็แถวเรียงตามลำดับและนางแสนจะโชคร้ายที่ถูกจัดเป็คนสุดท้ายของกลุ่มท้าย เท่ากับนางจะถูกรั้งให้อยู่ในวังอีกนานไม่รู้ว่าการคัดเลือกจะใช้เวลากี่วันถึงจะจบคนอื่นได้กลับบ้านแต่ติดอยู่ที่นางเป็คนสุดท้ายและก็เป็อีกครั้งที่พวกนางถูกสอนกฎระเบียบอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ทำอะไรไม่สมควร
“เหลียงไท่เฟย เต๋อไท่เฟย ไท่ผินเสด็จ” เสียงประกาศหน้าตำหนักดังขึ้นเหล่าหญิงสาวหลายร้อยก็คุกเข่าก้มหน้าแนบอกทันทีหลังจากนั้นหลิวชิงเซียงก็ไม่เห็นอะไรอีกนอกจากพื้นหินเบื้องหน้าไม่ถึงเค่อเสียงขันทีหน้าตำหนักก็ประกาศอีกครั้ง “ฮ่องเต้เสด็จ”
การคัดเลือกเริ่มขึ้นแล้วหลังบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เข้าไปในตำหนักหญิงงามกลุ่มแรกก็เรียงแถวส่วนกลุ่มอื่นก็มายืนรออีกทาง
เวลาผ่านไปชั่วยามแล้วชั่วยามเล่าจนทั่วลานหน้าตำหนักมืดมิดต้องอาศัยแสงสว่างจากโคมแม้การคัดเลือกจะรวดเร็วแต่หลิวชิงเซียงก็ไม่คิดว่าจะเสร็จภายในวันเดียวเวลานี้สาวงามผ่านไปมากกว่าครึ่งและก็ผ่านการคัดเลือกเกือบจะร้อยคนแล้ว
หลิวชิงเซียงที่รั้งอยู่นานพลางสังเกตเห็นหลายสิ่งซึ่งสิ่งนี้นับว่าแปลกคนที่ผ่านไม่ได้นับจากเส้นสายตระกูลแน่นอนและก็ไม่ใช่หน้าตารูปลักษณ์เช่นกันไม่รู้ว่าเทียนหลงฮ่องเต้ตัดสินใจอย่างไร แต่ที่แน่ๆเป็พวกเ้าชู้มากตัณหาแน่ถึงรับสนมพร้อมกันมากขนาดนี้เห็นว่าเลือกด้วยองค์เองทั้งหมดเสียด้วยก่อนหน้าคิดว่าเป็บุรุษที่เฉียบคมทรงงานหนักไม่ฝักใฝ่เื่เช่นนี้เสียอีก..
“กลุ่มสุดท้ายเตรียมพร้อมเจิ้งหนี่เหยา ลี่เจียว หลี่เสวี่ย”
ในที่สุดก็จะสิ้นสุดเสียที
สตรีทั้งสามเดินเข้าไปในโถงด้วยความพร้อมเพรียงก้มหน้าชิดอกอย่างที่ได้ถูกสั่งมาแม้ว่าการคัดเลือกนี่จะไม่ได้ลำบากแต่กินเวลายาวนานั้แ่มาถึงตำหนักหนิงโซ่วก็ไม่มีแม้แต่น้ำสักหยดให้ดื่มวังหลวงที่ยิ่งใหญ่แต่ไม่มีน้ำให้ดื่ม ทั้งต้องมารอให้บุรุษคนเดียวคอยตัดสินหลิวชิงเซียวอย่างไรก็ไม่พอใจเื่นี้ เผ่าซาเฟิงชายหญิงเท่าเทียมหลี่เสวี่ยสามารถขึ้นปกครองเผ่าหรือหญิงสาวก็ฝึกวรยุทธ์ได้ไม่รวมที่มีอำนาจในการตัดสินใจเลือกแต่งงานได้หรือไม่แต่งกับใคร
“หม่อมฉัน เจิ้งหนี่เหยาจากชนเผ่าเจียงตะวันออกเพคะ” ระหว่างที่หลิวชิงเซียงกำลังปล่อยใจนึกคิดไปต่างๆนานา เสียงกราบทูลต่อเบื้องบนก็ดังขึ้น
เพียงอึดใจต่อมาเสียงก็ดังตอบทันที“ไม่รับ”
มิหน่าทุกอย่างถึงรวดเร็วเช่นนี้จากตอนแรกที่คาดว่าจะมีการสอบถามอะไรบ้างเป็สิ่งที่ใช้ตัดสินใจ แต่นี้ไม่ใช่ว่าเลือกจากความรู้สึกแรกเจอหรือ
“หม่อมฉันลี่เจียวจากชนเผ่ามู่ซานเพคะ”
“รับ” และเช่นเดิมเสียงของขันทีคนเดิมก็ประกาศดัง
เช่นนี้เท่ากับว่าถึงคราวของนางแล้วสินะ“หม่อมฉันหลี่เสวี่ย จากเผ่าซาเฟิง..เพคะ” เพราะไม่ได้ดื่มน้ำก็อย่างหนึ่งแต่พอไม่ได้เอ่ยนานๆ เสียงก็เลยออกจะเแปร่งไปเสียหน่อย ยิ่งรวมกับความเร็วที่มาถึงและต้องแนะนำตัวด้วยชื่อคนอื่นเสียงเลยออกจะห้าวหาญไปหน่อยแต่ก็ดี..แสดงความเป็ตัวเอง
“ไม่รับ” จริงดั่งคาด ไม่ผ่านจริงๆ ด้วยหลิวชิงเซียงแอบเม้มปากอมยิ้มพร้อมกับทั้งสามคนโค้งตัวเตรียมจะเดินออกไป แต่หลังจากเดินมาได้สามถึงสี่ก้าวเท้าก็ต้องชะงัก
“ช้าก่อน” เสียงหนักแน่นอย่างบุรุษเอ่ยขึ้นเป็ใครไม่ได้..เทียนหลงฮ่องเต้ “เ้า! สตรีคนสุดท้าย”
ข้าหรือ? หลิวชิงเซียงพลันเสี้ยวจนขนลุกชันทั้งตัวยิ่งนางเป็คนมีชนักติดหลังจึงรีบคุกเข่าลงกับพื้น “เ้าชื่ออะไร?” เสียงนั้นถามขึ้นอีกครั้ง
“หม่อมฉันหลี่เสวี่ยจากเผ่าซาเฟิงเพคะ” ครั้งนี้หลิวชิงเซียงตอบเสียงราบรื่นไม่ติดขัดแต่ถ้ามือนางตอนนี้ไม่ได้วางแนบกับพื้นก็คงสั่นไม่หยุด กลัวว่าความลับของนางจะถูกเปิดเผยการสลับตัวมาแบบนี้เท่ากับปิดบังเบื้องสูงต้องโทษปะาได้เลย
ระหว่างที่จิตใจนางกำลังสั่นไหวเสียงเบื้องบนก็ส่งมาอีกครั้งแต่สิ่งนี่ก็ไม่ทำให้นางเบาใจลงได้
“รับ”
[1] ดอกไป่เหอ หรือ ดอกลิลลี่
[2] ปลาหลีฮื้อ หรือ ปลาคาร์ฟ