บทที่ 30 เขาไม่ใช่พวกเดียวกับเรา
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของพวกเขาในตอนนี้ไม่ใช่ชั้นที่ห้า แต่เป็ชั้นใหม่ที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน!
ตัวอักษรหกตัวที่เขียนไว้อย่างชัดเจนบนชั้นหนังสือทำให้พวกเขารู้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ชั้นหกของหอตำรา ชั้นที่ไม่เคยมีใครขึ้นมาก่อน ชั้นที่ไม่รู้ว่าถูกปิดตายมานานแค่ไหนแล้ว!
ข้อจำกัดบนบันไดกลับหายไปอย่างน่าประหลาด พวกเขาจึงขึ้นมาที่ชั้นหกของหอตำราได้อย่างง่ายดาย!
แตกต่างจากห้าชั้นด้านล่าง ชั้นหกของหอตำราไม่มีชั้นหนังสือและหนังสือมากมายเหมือนด้านล่าง มีชั้นหนังสือเรียงรายอยู่โดยรอบ และตรงกลางมีจานกลมขนาดใหญ่วางอยู่
หลังจากยืนอยู่ที่เดิมพักใหญ่ พวกเขาก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนสติจากอาการใครั้งใหญ่
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้อจำกัดของชั้นหกนี่..."
"ใช่แล้ว ข้าเป็คนปลดเอง"
เยี่ยหลิงหลงยิ้ม อักขระบนใบหน้าของนางเปลี่ยนตำแหน่งไปพร้อมกัน ดูประหลาดนัก แต่นางดูชอบมันมาก
เมื่อนางพูดจบ ศิษย์พี่ทั้งสามก็พูดอะไรไม่ออกสักคำ
"ข้าใช้เวลาหนึ่งเดือนเชียวนะ ใช้สมองมากเกินไปจนผมร่วงไปกองใหญ่เลย เหนื่อยจะแย่แล้ว"
หลังจากผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ พวกเขาก็ค่อย ๆ ยอมรับความจริงที่ว่าศิษย์น้องหญิงเล็กที่เพิ่งเข้ามาเป็ศิษย์น้องของพวกเขาไม่กี่เดือน มีระดับการฝึกฝนเพิ่งถึงขอบเขตสร้างรากฐาน แต่กลับสามารถทำลายข้อจำกัดที่แม้แต่ศิษย์พี่หญิงขอบเขตแปรเทวะยังทำลายไม่ได้
ศิษย์น้องหญิงเล็กของพวกเขา จริง ๆ แล้วเป็ปีศาจประเภทไหนกันแน่?
ไม่เพียงเป็คนสุดท้ายในการประชุมรับศิษย์ และยังเป็ศิษย์คนแรกในบรรดาศิษย์ใหม่ที่ทะลวงขอบเขตสร้างรากฐานสำเร็จ ทั้งที่ไม่มีความคืบหน้าในการฝึกฝนตลอดหนึ่งเดือน แต่กลับสามารถปลดข้อจำกัดโบราณที่ซับซ้อนได้
หากข่าวเื่พร์ของนางแพร่ไปยังโลกหล้า จะไม่ทำให้เกิดการแย่งชิงศิษย์น้องหญิงเล็กกันอย่างบ้าคลั่งหรอกหรือ?
ต้องรู้ว่า อัจฉริยะที่ฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วมีอยู่มากมาย อัจฉริยะที่มีพลังต่อสู้สูงก็มีไม่น้อย แม้แต่อัจฉริยะด้านหลอมอาวุธ ปรุงยา หรือควบคุมสัตว์มีอยู่ไม่น้อย แต่คนที่มีพร์ด้านค่ายอาคมนั้นหายากยิ่ง
ท้ายที่สุด อัจฉริยะที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ยังสามารถฝึกฝนได้ แต่เื่ค่ายอาคมต้องอาศัยพร์ คนทั่วไปทำไม่ได้หรอก เพราะว่าเื่ของค่ายอาคมนั้นซับซ้อนมากจริง ๆ และคนที่มีความสามารถแบบนี้ก็หายากมาก ๆ เช่นกัน
เพราะหากแข็งแกร่งขึ้นมา จะเก่งกาจยิ่งกว่าทั้งมือกระบี่เสียอีก ถึงขั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วยการพลิกฝ่ามือก็ไม่ผิด
หากสำนักใดมีอัจฉริยะด้านนี้ คนผู้นั้นสมควรได้รับการยกย่องว่าเป็บรรพบุรุษ!
ยิ่งกว่านั้น ด้วยระดับที่ผิดปกติของศิษย์น้องหญิงเล็ก ไม่อาจใช้คำว่าอัจฉริยะได้อีกต่อไป ส่วนจะใช้คำอะไรดี พวกเขาก็นึกไม่ออก
"ศิษย์น้องหญิงเล็กน้อย ตอนนี้เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?"
เผยลั่วไป๋ที่ฟื้นคืนสติ ถามไถ่อาการของเยี่ยหลิงหลง เท่าที่เขารู้ คนที่ศึกษาเื่ค่ายอาคมและอักขระ มักจะเสียพลังงานมหาศาล บ่อยครั้งที่ทำให้เืไหลจากเจ็ดทวาร บางคนถึงกับเสียชีวิตเพราะร่างกายพังทลาย
ศิษย์น้องหญิงเล็กน้อยของเขาอายุยังน้อยนัก กำลังอยู่ในวัยร่าเริงน่ารัก อย่าได้เสียสุขภาพเพราะใช้พลังงานมากเกินไปเลย!
เยี่ยหลิงหลงไม่ตอบ นางลุกขึ้นจากพื้น แล้วกวักมือเรียกเผยลั่วไป๋
"ศิษย์พี่ใหญ่ ก้มลงมาหน่อย"
เผยลั่วไป๋ถึงจะงุนงง แต่ก็เชื่อฟังแต่โดยดี ก้มให้ตัวเองอยู่ในระดับความสูงเดียวกับเยี่ยหลิงหลง
จากนั้น เยี่ยหลิงหลงก็หยิบยันต์ออกมาจากแหวนสองสามแผ่น แปะลงบนใบหน้าของเผยลั่วไป๋
เผยลั่วไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง กำลังจะถาม ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกสดชื่นเหมือนกำลังแช่ในปราณิญญาไหลเวียนจากศีรษะจรดปลายเท้า รูขุมขนทั่วร่างกายเปิดกว้างราวกับกำลังร้องขอ ดูดซับปราณิญญาเข้าไปอย่างสุดกำลัง
ไม่เพียงเท่านั้น ยังรู้สึกสะอาดสดชื่นเหมือนน้ำพุชำระล้าง เย็นฉ่ำ นุ่มนวล ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนั้นเอง ที่เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมศิษย์น้องหญิงเล็กน้อยถึงได้นอนอยู่บนพื้น ไม่ต้องพูดถึงศิษย์น้องหญิงเล็กเลย หากไม่ใช่เพราะคำนึงถึงศักดิ์ศรีของเขาในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เขาตอนนี้ก็อยากจะล้มตัวลงนอนกับพื้นเสียเดี๋ยวนี้เช่นกัน
เมื่อพบว่าเผยลั่วไป๋ไม่ขยับเขยื้อน หนิงิเฉิงและจี้จื่อจั๋วก็รีบเข้ามาดูอาการของศิษย์พี่ใหญ่
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เ้าทำอะไรกับศิษย์พี่ใหญ่เนี่ย? ทำไมเขาไม่ขยับเลย?"
หนิงิเฉิงเพิ่งถามจบ ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงะโขึ้นมา จากนั้นก็ตบกระดาษยันต์หลายแผ่นลงบนใบหน้าของเขา หนิงิเฉิงก็เงียบลงฉับพลัน
แตกต่างจากเผยลั่วไป๋ตรงที่ เขาไม่มีศักดิ์ศรีของศิษย์พี่ใหญ่ค้ำคอ กระดาษยันต์ถูกแปะไปไม่นาน ตัวคนก็นั่งลงอย่างสบายอารมณ์
คราวนี้ จี้จื่อจั๋วทนไม่ไหวแล้ว เขาไม่รอให้เยี่ยหลิงหลงเอ่ยปาก ยื่นหน้าเข้าไปใกล้นางอย่างกระตือรือร้น
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เอาเลย"
เยี่ยหลิงหลงติดกระดาษยันต์อย่างช่ำชอง อึดใจต่อมา จี้จื่อจั๋วก็นอนแผ่ลงบนพื้น สีหน้าสบายใจ
ศิษย์น้องหญิงเล็กช่างเป็อัจฉริยะจริง ๆ อันนี้เรียกว่าซือปาปราณิญญาสินะ สุดยอดไปเลย
พอแปะกระดาษยันต์ปุ๊บ ทุกคนก็ขึ้น์ คนที่นั่งก็นั่ง คนที่นอนก็นอน ดูเหมือนพวกเขาจะลืมไปแล้วว่ามาชั้นหกเพื่ออะไร
จนกระทั่ง มีเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากชั้นล่าง
ทั้งสี่คนสีหน้าเคร่งขรึม มองหน้ากันไปมา เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ส่งเสียง เพียงขยับปากถามพวกเขา
"ในสำนักชิงเสวียนของพวกเรายังมีคนอื่นอีกหรือ?"
จี้จื่อจั๋วและหนิงิเฉิงส่ายหน้า มีเพียงเผยลั่วไป๋เท่านั้นที่พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม แล้วขยับปากตอบ
"ท่านอาจารย์"
ทั้งสี่คนมองหน้ากันอีกหลายครั้ง เยี่ยหลิงหลงถามอีก "ท่านอาจารย์เป็พวกเดียวกับเราหรือไม่?"
พอนางพูดจบ หนิงิเฉิงและจี้จื่อจั๋วก็ส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง เผยลั่วไป๋คิดสักครู่ จากนั้นก็ค่อย ๆ ส่ายหน้าเช่นกัน
ดูเหมือนสัญชาตญาณของนางจะไม่ผิด ท่านอาจารย์กับพวกศิษย์ไม่ได้เป็พวกเดียวกันจริง ๆ
เพราะอาจารย์ไม่เคยสื่อสารกับพวกศิษย์ ปกติเวลาพี่น้องร่วมสำนักคุยกันก็ไม่มีใครพูดถึงอาจารย์ ราวกับว่านอกจากการนำพวกเขาเข้ามาในสำนักแล้ว เขาก็ไม่มีความผูกพันหรือประโยชน์อะไรอีก
นอกจากนี้ในต้นฉบับ นางก็ไม่เห็นคำบรรยายใด ๆ เกี่ยวกับหัวซิวเยวี่ยนว่าเขาเป็ตัวร้ายหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้วเขาทำอะไร ไม่มีการกล่าวถึงเลย
นางยังอ่านนิยายไม่จบ ก็เลยไม่รู้ว่าคนผู้นี้จะเป็อย่างไรในภายหลัง แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะไม่สนิทสนมกับศิษย์แม้แต่คนเดียว
ดังนั้น นางจึงยื่นมือไปเหนือบันไดแล้วค่อย ๆ ดึงกระดาษยันต์แผ่นหนึ่งออก พริบตาต่อมา บันไดก็หายไป แทนที่ด้วยพื้นชั้นหกของหอตำรา
หลังจากดึงยันต์ออก พี่น้องร่วมสำนักคนอื่น ๆ ก็ถอนหายใจโล่งอก ต่างก็ทำตามล้มตัวนอนบนพื้นตามศิษย์น้องหญิงเล็ก พลางเพลิดเพลินกับความสบายที่กระดาษยันต์มอบให้ ขณะเดียวกันก็ตั้งใจฟังเสียงเคลื่อนไหวด้านล่างอย่างระมัดระวัง
พวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของหัวซิวเยวี่ยนใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
"มีใครอยู่ในหอตำราหรือไม่? อาจารย์มาตรวจสอบสถานการณ์"
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ หัวซิวเยวี่ยนก็เดินต่อไป เดินขึ้นไปทีละชั้น แล้วก็เดินขึ้นบันไดจากชั้นห้าไปชั้นหก
ตอนนี้ ทั้งสี่คนบนชั้นหกต่างกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
อึดใจต่อมา ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง หัวใจเต้นหยุดชะงักไปชั่วขณะ!