Silver Dust : Merlin

ตอนที่ 172 ทำให้มันยิ่งใหญ่

ตอนที่ 172 ทำให้มันยิ่งใหญ่
 
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
 
 
การตีพิมพ์รายงานทั้งสิบเล่มนี่ยิ่งใหญ่เกินไป!
 
หากตีพิมพ์รายงานทั้งสิบเล่มนี่ไม่เท่ากับว่ามันกินพื้นที่ของนิตยสารส่วนใหญ่อย่างนั้นหรอ?
 
“เออ ... หัวหน้า คุณไม่คิดว่านี่มันจะเกินไปหรอกหรอ? ยังไงรายงานพวกนี้ก็สามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนได้ ทั้งการย่อสูตรเวทสี่ธาตุและการปรับปรุงเวทแรงโน้มถ่วงทั้งหกรูปแบบ พวกเราสามารถนำมันไปเป็นตัวชูโรงได้ถึงสองฉบับ” วินสันกล่าวอธิบาย
 
แต่ทว่ามอร์แกนกลับยิ้มและส่ายศีรษะไปมา
 
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า วินสันวิธีของคุณนั้นคิดตื้นเกินไป หากคุณต้องการตีน้ำให้กระเพื่อมหลายระลอก ไม่สู้ตีทีเดียวให้สุดแรงไปเลยไม่ดีกว่าหรอ ฉันเชื่อว่าหลังจากนิตยสารฉบับนี้ได้ตีพิมพ์ออกไป ผู้คนมากมายจะเหลียวมองมาที่นิตยสารของพวกเราอย่างแน่นอน”
 
คำพูดของมอร์แกนมีความหมายแฝงอยู่ข้างในนั้น
 
วินสันไม่ใช่คนเบาปัญญา เขาเข้าใจในสิ่งที่มอร์แกนพูดในทันที
 
“ใช่แล้ว เรื่องนี้ต้องทำให้ยิ่งใหญ่ในครั้งเดียว คนถึงจะจดจำนิตยสารของพวกเราได้”
 
“วินสัน คุณไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังเลยจริงๆ”
 
วินสันดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ยินคำชมจากหัวหน้าของเขา
 
“ถ้าอย่างนั้นผมจะรีบไปจัดการเรื่องนี้ทันที โชคดียังพอมีเวลาสำหรับการตีพิมพ์ในฉบับนี้”
 
“ดี ถ้างั้นคุณก็ไปจัดการเถอะ อย่าลืมว่าต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี อย่าให้มีอะไรผิดพลาด”
 
“ครับ หัวหน้า”
 
มอร์แกนมองวินสันจากไปด้วยแววตาที่คาดหวัง
 
ก่อนหน้านี้เขาได้ลิ้มรสพายหวานจากธีสิสการย่อเวทธาตุแสงในฉบับก่อนหน้านี้แล้ว ไม่คิดเลยว่านายน้อยพริสตันคนนั้นจะนำพายที่แสนอร่อยมามอบให้กับเขาได้เร็วขนาดนี้
 
สำหรับธีสิสทั้งสิบฉบับของเมอร์ลินในครั้งนี้ ทั้งมอร์แกนและวินสันนั้นดูมันคร่าวๆ เท่านั้น เพราะดูเหมือนว่าการคำนวณสูตรเวทในครั้งนี้จะยกระดับขึ้นมากกว่าเดิม รายงานบางฉบับไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะทำความเข้าใจได้ แม้ว่าเมอร์ลินจะเขียนมันออกมาในรูปแบบที่ง่ายแล้วก็ตาม
 
อย่างไรรูนศาสตร์ก็ไม่ใช่ศาสตร์ที่น่าบันเทิงเหมือนศาสตร์ทั่วไป
 
ทฤษฎีบางอย่างก็มีเพียงแต่นักรูนศาสตร์เท่านั้นที่จะเข้าใจมัน
 
แต่ถึงอย่างนั้นวินสันก็รู้ดีว่าเขาควรจะส่งรายงานเหล่านี้ไปให้ใครบ้างทำการพิชญพิจารณ์
 
เรื่องนี้ถูกจัดการอย่างรวดเร็วและรอบคอบ
 
ทางด้านเมอร์ลินหลังจากที่ทำธีสิสของเขาสำเร็จ เขาก็ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ แล้วมุ่งหน้าไปที่การอ่านหนังสือในห้องสมุดและทำการจารึกอักขระลงบนดวงวิญญาณเพียงอย่างเดียว
 
อย่างไรก็ตามในเวลาว่างเมอร์ลินก็จะฝึกฝนพลังจิตตามคัมภีร์ที่เขาได้อ่านมาอีกด้วย
 
ผลพวงจากการฝึกฝนพลังอักขระนั้นทำให้พลังจิตเกิดการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
 
ครั้งนี้เมอร์ลินไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ใช้พลังจิตยกของหรือสร้างสัมผัสทางกายภาพแต่อย่างใด แต่เขามุ่งตรงไปที่การใช้พลังจิตควบคุมกระแสจิตของสิ่งมีชีวิตรอบข้างล้วนๆ
 
แน่นอนว่าด้วยวิธีนี้เป้าหมายของเขาย่อมไม่รู้ตัว
 
อย่างไรคัมภีร์ในห้องใต้ดินแม้พวกมันจะไม่ใช่คัมภีร์ศาสตร์วิญญาณ แต่คัมภีร์พวกนั้นก็ไม่ได้เรียกว่าดีนัก
 
การฝึกฝนพลังจิตของเมอร์ลินจึงมุ่งเป้าไปที่การสร้างผลกระทบต่อสำนึกคิดของผู้คนล้วนๆ
 
เมอร์ลินเริ่มฝึกมันตั้งแต่การพูดเพื่อโน้มน้าวใจคนโดยกระตุ้นพลังจิตไปด้วย นั่นทำให้คู่สนทนาของเขาสามารถคล้อยตามในสิ่งที่เขาพูดได้อย่างง่ายดาย
 
นี่คือการฝึกพลังจิตเบื้องต้น ที่มิจฉาชีพในอดีตมักจะใช้เพื่อหลอกลวงต้มตุ่นผู้คน
 
ซึ่งผู้ที่เป็นตัวทดลองของเมอร์ลินนั้นไม่ใช่ใคร เขาก็คือเคลบี้เพื่อนสนิทของเขานั่นเอง
 
อย่างไรก็ตามเมอร์ลินนั้นไม่ใช่มิจฉาชีพ เขาเพียงพูดคุยให้เคลบี้เริ่มคล้อยตามทำในสิ่งที่เขาต้องการเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
 
แต่ถึงอย่างนั้นการฝึกนี้ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไป ยามใดที่เมอร์ลินกระตุ้นในสิ่งที่ขัดแย้งกับเคลบี้มีเจตจำนงตรงนั้นที่แรงกล้า พลังจิตของเขาจะไม่สามารถชักจูงเหยื่อได้
 
เพราะจุดนี้นี่เองจึงทำให้เมอร์ลินตระหนักได้ว่าพลังจิตของเขายังอ่อนแอเกินไป
 
“ฉันต้องรีบจารึกอักขระบนดวงวิญญาณให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะสามารถเพิ่มพูนพลังจิตของฉันได้ หากฉันสามารถทำมันได้สำเร็จ ในอนาคตเส้นทางของนักวิชาการของฉันอาจจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างยิ้มๆ
 
ใช่แล้ว การที่เขาฝึกฝนพลังจิตในด้านนี้เพราะเขามีแผนการ
 
อย่างไรอาชีพนักวิชาการสิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลงานของคนคนนั้นจะต้องได้รับการยอมรับ
 
ตอนนี้เมอร์ลินพึ่งเริ่มต้น เขาอาศัยการเผยแพร่งานวิจัยเล็กๆ บนนิตยสารเท่านั้น แต่ถ้าหากในอนาคตเขาได้ทำงานที่ยิ่งใหญ่จนขัดต่อความคิดของคนส่วนใหญ่ การชักจูงผู้คนให้สนับสนุนในทฤษฎีของตนเองนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุด
 
ตามชีวประวัติของนักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ผลงานที่สร้างผลกระทบต่อผู้คนอย่างรุนแรง มันจะได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงเช่นกัน ดังนั้นในอดีตเจ้าของผลงานจึงต้องออกไปบรรยายในสิ่งที่เขาคิดในหลายๆ พื้นที่ เพื่อเกลี่ยกล่อมผู้คนให้ยอมรับทฤษฎีของเขา
 
อย่างทฤษฎีโลกกลม การที่จะทำให้คนทั่วไปเชื่อว่าโลกกลมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าทฤษฎีนั้นจะถูกต้องก็ตาม
 
การทำให้ผู้คนสนับสนุนทฤษฎีของตนเองจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
 
ซึ่งเมอร์ลินในตอนนี้ตระหนักได้ถึงมัน
 
ถ้าหากเมอร์ลินสามารถสะกดผู้คนมากมายด้วยคำพูดของเขาได้ เขาไม่เชื่อว่าทฤษฎีที่เขาคิดค้นจะไม่ได้รับการยอมรับ
 
ทั้งหมดนี้คือการวางแผนที่เขาคิดไว้เป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นเขาคงจะไม่มาหมกมุ่นอยู่กับพลังจิตและละเลยการฝึกฝนพลังเวทแบบนี้
 
อัจฉริยะมักจะมีความคิดที่จะก้าวนำหน้าคนธรรมดาอยู่หนึ่งก้าวเสมอ
 
ในคืนนี้เองที่เมอร์ลินทำการฝึกฝนในห้องทดลองของตนเอง
 
ตึง!
 
ร่างทั้งร่างของเมอร์ลินสะท้านเมื่อทำการจารึกอักขระตัวนี้ลงไปในดวงวิญญาณ
 
นี่เป็นอักขระตัวที่สี่สิบสี่ของเขา
 
จากเวลาที่ผ่านมาในตอนแรกเขาจารึกอักขระได้ค่อนข้างยาก กว่าจะจารึกได้แต่ละตัวต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ยิ่งจารึกอักขระมากเท่าไหร่ยิ่งเจอแรงต้านที่ทำให้จารึกได้ลำบากมากเท่านั้น
 
แต่ในปัจจุบันเขากลับรู้สึกว่าดวงวิญญาณของเขาได้แผ่สัมผัสที่คุ้นชินอย่างน่าสงสัย ซึ่งมันจะเกิดขึ้นในช่วงสภาวะหนึ่ง นั่นทำให้เขาสามารถจารึกอักขระได้เร็วมากกว่าเดิม
 
สภาวะนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตนเองนั้นเคยทำแบบนี้มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเหมือนเหตุการณ์เดจาวู
 
แต่น่าเสียดายที่เขาไม่อาจสร้างสภาวะนี้ขึ้นมาได้ง่ายๆ