บทที่ 19 คนใจมาร (รีไรต์)
ลู่เย่เอียงหัวหลบอย่างว่องไว เอื้อมมือไปยันพลั่วไว้
แรงของเสิ่นชิงสู้ชายตรงหน้าไม่ได้ แม้พยายามจะดึงพลั่วออกมา ทว่ามันกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นท่าทางโมโหจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ของเสิ่นชิง ลู่เย่ก็ยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็ประกายขบขันอย่างเฉื่อยชา
“เสิ่นชิง ตามตารางการไลฟ์ ตอนนี้เธอควรจะไปตักขี้หมูหน้าหมู่บ้านได้แล้ว”
เสิ่นชิงก้มหน้าลง หายใจเข้าลึก ๆ
เธอไม่สนใจลู่เย่ และพยายามอย่างมากที่จะสงบสติอารมณ์ตัวเอง
ใจเย็น ๆ เข้าไว้
อย่าใจร้อน อย่าฆ่าคน ถ้าฆ่าคนแล้วจะสอบข้าราชการไม่ได้
ในช่องไลฟ์ เต็มไปข้อความล้นหลาม
ช่องแชต : ลู่เย่ ฉันแนะนำว่าอย่ายุ่งเื่ของชาวบ้านจะดีกว่านะ
ช่องแชต : ปล่อยให้เธอเรียนไปสิ! เสิ่นชิงเหลือเวลาอีกแค่หกวันก็จะสอบแล้วนะ!
ช่องแชต : ถ้าเป็ฉันนะ คงต่อยหน้าแหกไปแล้ว
ช่องแชต : รบกวนคนอื่นเรียนหนังสือบาปกรรม ลู่เย่ ฉันขอแนะนำให้คุณสะสมบุญกุศลเอาไว้บ้างนะ
ช่องแชต : ถ้ามีใครกล้ามารบกวนฉันแบบนี้ แม่ฉันคงเอาพื้นรองเท้าฟาดหัวมันไปแล้ว
ช่องแชต : ถ้าสอบไม่ติด เสิ่นชิง เธอต้องออกจากวงการบันเทิงนะ พวกคุณไม่ใช่เพื่อนกันเหรอ? ทำไมถึงไปขัดขวางการเรียนของเธอะ!
ผู้ชมในช่องไลฟ์ต่างเข้าข้างเสิ่นชิง เื่แบบนี้ไม่ว่าใครก็ต้องโกรธทั้งนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นชิงยังแบกรับเดิมพันเอาไว้อีก ผู้ชมต่างรอคอยที่จะได้เห็นหนุ่มหล่อแพ้กันไม่ไหว
ลู่เย่เหลือบมองช่องไลฟ์ เห็นข้อความต่าง ๆ กำลังด่าทอเขา จึงปิดกล้องไลฟ์ทันที
จากนั้น เขาก็หันไปมองหนังสือบนโต๊ะ มองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เสิ่นชิงอ่านประมวลกฎหมายแพ่ง เธอเพิ่งอ่านส่วนของ ‘กฎหมายสัญญา’ จบ
ลู่เย่ขมวดคิ้ว ดวงตาคู่คมดุจบึงน้ำลึกฉายแววเ็า “เสิ่นชิง ที่แท้เธอเรียนกฎหมายเพราะอยากฟ้องร้องบริษัทเพื่อยกเลิกสัญญาเหรอ?”
เสิ่นชิงรีบดึงหนังสือในมือลู่เย่กลับมา มองเขาอย่างคั่งแค้น “ไม่ใช่เื่ของนาย”
ลู่เย่กอดอก ใบหน้าฉายแววดูแคลน “หึ ไร้เดียงสาจริง ๆ สัญญาของศิลปิน ฝ่ายกฎหมายของบริษัทเป็คนร่างขึ้นมาอย่างรัดกุม สมบูรณ์แบบไร้ช่องโหว่ แม้แต่นักกฎหมายมือหนึ่งก็ไม่อาจสั่นคลอนได้
คดีแบบนี้เธอไม่มีทางชนะหรอก ถ้าอยากยกเลิกสัญญา ก็มีทางเดียวคือจ่ายค่าเสียหายตามสัญญา เชื่อฉันสิ ทำงานหาเงินให้บริษัทต่อไปเถอะ”
เสิ่นชิงเม้มริมฝีปาก เธอเรียนกฎหมาย เธอรู้ดีว่าสัญญานั้นใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายอย่างแเี การฟ้องร้องย่อมไร้หนทางชนะ
ดังนั้น เธอจึงหาทางออกด้วยการสอบเข้ารับราชการ ตราบใดที่สอบเป็ข้าราชการได้ สัญญาฉบับนั้นก็จะเป็โมฆะทันที
ลู่เย่นั่งลงบนโต๊ะ ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยคางเสิ่นชิงขึ้นอย่างยียวน “แต่ว่านะ ถ้าเธออยากยกเลิกสัญญา ก็ยังพอมีอีกวิธีหนึ่ง”
ลู่เย่โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ ๆ หูของเสิ่นชิง กระซิบเบา ๆ ว่า “แค่เธอยอมเป็น้องสาวของฉัน ฉันก็จะยุติรายการนี่ซะ ไม่รังควานเธออีกต่อไป แถมยังจะให้ทรัพยากรกับเธอ ให้เธอหาเงินมาจ่ายค่าเสียหายกับบริษัทได้ด้วย”
เสิ่นชิงเบ้ปาก เธอรู้ทันว่าผู้ชายคนนี้มีแผนร้ายแน่นอน
เป็น้องสาวอย่างนั้นเหรอ? คิดว่าตัวเองเป็มาเฟียหรือไง?
เธอปัดมือลู่เย่ออก จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่อย่างรวดเร็ว แค่นเสียงเ็า “ขอบคุณสำหรับน้ำใจของคุณชายลู่ แต่ไม่จำเป็”
พูดจบ เสิ่นชิงก็หันหลังเดินออกจากบ้านอย่างหยิ่งผยอง
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้น “เสิ่นชิง เธอจะไปไหน กลับมานี่ ถ้าไม่ให้ความร่วมมือกับรายการ ฉันจะฟ้องเธอข้อหาผิดสัญญา ให้เธอชดใช้จนหมดตัวแน่”
เสิ่นชิงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่หันกลับมา ตอบกลับไปว่า “ไปตักขี้”
พอออกจากบ้าน เสิ่นชิงก็สวมรองเท้าบูท หยิบพลั่วขึ้นมา แบกถังสองใบ เดินโซซัดโซเซไปที่ห้องน้ำรวมของหมู่บ้าน
ทีมงานวิ่งตามหลัง ถ่ายรูปเธอเป็ชุด
ลู่เย่สั่งให้ทีมงานถ่ายทำภาพเสิ่นชิงตอนตักขี้อย่างละเอียด ห้ามพลาดแม้แต่น้อย
ชาวบ้านเห็นพวกเขาเดินเป็ขบวนไปที่ห้องน้ำรวมแต่ไกล
พวกเขาแปลกใจมาก ชาวเมืองนี่แปลกจริง เข้าห้องน้ำทำไมต้องไปเป็กลุ่มด้วย
หรือว่าจะท้องเสียกันหมด?
ชาวบ้านสองสามคนเห็นเสิ่นชิงยกถัง จึงเข้ามาทักทายด้วยความเป็มิตร
เมื่อรู้ว่าเสิ่นชิงจะยกขี้มารดผัก ก็รีบเข้ามาแย่งถังจากเสิ่นชิงทันที
“จะให้เธอทำงานหนักได้ยังไง ก็ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่า่ที่เธอเรียนหนังสือ พวกเราจะช่วยทำงานให้เอง รีบกลับไปเรียนเถอะ งานนี้ฉันทำให้เอง!”
ครั้งที่แล้วที่ช่วยชาวบ้านขายลูกท้อ เสิ่นชิงไม่รับซองแดง ขอแค่ให้ชาวบ้านช่วยทำงานบ้านก็พอ
ชาวบ้านก็อยากตอบแทนเสิ่นชิง พอได้ยินว่าเสิ่นชิงจะทำงาน ก็ต่างแย่งกันมาช่วยงานแทนเธอ
ลู่เย่เห็นดังนั้นก็ตกตะลึง ทำไมถึงแย่งงานกันทำแบบนี้?
ลู่เย่ “ไม่ใช่ พวกคุณอย่ารบกวนการถ่ายทำสิ วันนี้พวกเรามาไลฟ์เสิ่นชิง ขนมูลนะ”
ชาวบ้านได้ยินดังนั้น ก็มองหน้าลู่เย่ราวกับคนโง่เง่า “ขนมูลมีอะไรน่าถ่าย? สมองนายไม่ปกติใช่ไหม? ใครเขาอยากดูของแบบนี้กันบ้าง นายเป็ตากล้องอย่างนั้นเหรอ?”
หลังจากโดนชาวบ้านด่าทอ ชายหนุ่มก็โกรธขึ้นมาทันที เขาคิดจะโต้กลับ แต่พิธีกรที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็รีบเข้ามาห้าม
พิธีกรพูดเสียงเบา “คุณชายลู่ ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีโรงแรม คืนนี้พวกเราต้องไปขออาศัยบ้านชาวบ้านนอน ถ้าคุณไปทะเลาะกับพวกเขา คืนนี้คุณจะไม่มีที่นอนนะครับ”
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงตัดสินใจอดทนไปก่อน
หลังจากนั้น ไม่ว่าลู่เย่จะสั่งให้เสิ่นชิงทำงานอะไร ก็จะมีชาวบ้านมาแย่งเธอทำทุกอย่าง
ลู่เย่หงุดหงิดใจมาก ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้
เสิ่นชิงยักไหล่พลางพูดว่า “คุณชายลู่ ไม่ใช่ว่าฉันไม่ให้ความร่วมมือนะคะ แต่ในเมื่อไม่มีอะไรทำแล้ว ฉันขอตัวกลับไปอ่านหนังสือก่อนนะคะ”
ลู่เย่รีบพูดขึ้น “เดี๋ยวก่อน! ไม่ให้ไป!”
เสิ่นชิงหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่แน่วแน่ ดวงตาของเธอสดใสเปล่งประกาย “คุณชายลู่ มีอะไรให้ฉันทำอีกเหรอคะ?”
ลู่เย่ดันแว่นกันแดดขึ้น ก่อนจะมองไปยังทิวเขาสีเขียวขจีที่อยู่ไม่ไกล บนนั้นมีเมฆลอยละล่อง ปกคลุมด้วยไอหมอกจาง ๆ งดงามราวกับภาพฝัน
“อ้อ ฉันว่าวิวบนเขาน่าจะสวยนะ ถ่ายตอนเธอปีนเขาเป็ไง?”
เสิ่นชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย “สมองนายไม่ปกติใช่ไหม?”
ลู่เย่ยกยิ้มมุมปาก “แน่นอนว่าปกติมาก ไอคิวของฉัน 1800 นะ”
พูดจบ ลู่เย่ก็โบกมือไปยังทุกคน “ไป! ขึ้นเขา!”
ยามต้นฤดูร้อน ดอกไม้บนูเาต่างบานสะพรั่ง ต้นสนเขียวขจี บนูเามีน้ำตก ลำธารไหลริน สายหมอกที่ปกคลุมหุบเขา ส่งให้ทัศนียภาพงดงามจับใจ
ทุกคนยืนอยู่บนเชิงเขา กวาดตาไปรอบ ๆ ูเาล้อมรอบ เมฆหมอกปกคลุมราวกับอยู่ในภาพวาด
เมื่อเห็นภาพนี้ ลู่เย่ก็พลันนึกถึงบทกวีบทหนึ่ง เอ่ยขึ้นว่า “มีเพียงฟ้าเบื้องบน ไรู้เาใดเทียบเทียม เงยหน้ามองดวงตะวันสีแดงชาดใกล้เพียงเอื้อม หันหลังกลับเมฆขาวคล้อยต่ำ”
ทีมงานคนอื่น ๆ ต่างพากันยกนิ้วโป้งให้ “คุณชายลู่ช่างมีรสนิยมจริง ๆ”
ลู่เย่โบกมืออย่างถอมตน “แค่นึกขึ้นมาได้ก็เท่านั้น อย่าชมเกินเลย”
เสิ่นชิงซึ่งทำหน้าบึ้งตึงมาโดยตลอด ก็แค่นแสงเ็า “เหอะ แค่นึกขึ้นได้งั้นเหรอ คุณชายลู่เหมาะกับสามคำนี้มากกว่านะคะ”
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “สามคำไหน?”
“คนใจมาร” เสิ่นชิงกล่าว