ณ เขตบางรักพื้นที่เขตศูนย์กลางทางธุรกิจ บรรยากาศยามเช้าในเมืองที่ผู้คนเริ่มออกจากบ้านเพื่อเดินทางมาทำงาน มีคาเฟ่ดังร้านหนึ่งที่เปิดั้แ่เจ็ดโมงครึ่ง เป็ร้านที่นิยมในหมู่คนทำงานที่อยู่ย่านนี้ ชื่อ ‘MN Cafe’ เป็คาเฟ่ที่ออกแบบสไตล์มินิมอล ผ่านบานประตูกระจกเข้าไปภายในร้านให้ความรู้สึกผ่อนคลายและมีเอกลักษณ์ เมื่อเข้ามาในร้านทางซ้ายมีโต๊ะตัวยาวที่นั่งแบบเดี่ยวได้สี่ที่นั่ง มันตั้งอยู่ติดหน้าต่างบานใหญ่ที่เมื่อนั่งมองออกไปจะเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมาหน้าร้าน ถัดไปจะเจอกับโซนที่เป็หลังคาโปร่งแสงให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในสวนมีโต๊ะคู่สองโต๊ะ ลึกเข้าไปกลางร้านจะเป็เคาน์เตอร์ และตู้ขนม โดยด้านหลังเคาน์เตอร์จะเป็ครัว ตรงกลางร้านมีโต๊ะกลุ่มแบบนั่งได้สี่คนอยู่สองโต๊ะ ทางขวาสุดของร้านมีโต๊ะคู่สี่โต๊ะ และด้านในสุดขวามือมีห้องน้ำอยู่ใต้บันไดที่ขึ้นไปชั้นสองของร้านซึ่งเป็ออฟฟิศ ที่นี่เปิดมา 2 ปีแล้ว มีเ้าของเป็หนุ่มหล่อหุ่นนายแบบ 3 คน คือ ตะวัน ปาล์ม และเจ ทั้งสามเป็เพื่อนสนิทกัน ‘ตะวัน’ ดูแลในส่วนของกาแฟและเครื่องดื่มอื่น ๆ ‘ปาล์ม’ ดูแลขนมเค้กและของหวานต่าง ๆ และ ‘เจ’ ดูแลเื่อาหาร ร้านนี้ไม่ได้มีดีแค่อาหารอร่อย แต่ยังมีอาหารตาของสาว ๆ ด้วย เป็เหตุผลที่ทำให้สาวออฟฟิศทั้งหลายตื่นมาทำงานกันแต่เช้า โดยได้รับขนาดนามว่า 3 หนุ่ม 3 สไตล์ เริ่มที่ตะวันหนุ่มใจดี อบอุ่น สุภาพบุรุษ รักสัตว์ ปาล์มหนุ่มหวาน น่ารัก ขี้อ้อน และเจหนุ่มมาดเข้ม เพลย์บอย เรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใครเลย แต่ถ้าวันไหนที่ไม่ได้เห็นหน้าเ้าของร้านก็ยังมีรอยยิ้มสดใสของพนักงานร้านอีก 2 คน คือ ทอยพนักงานรับออร์เดอร์ กับเดย์พนักงานเสิร์ฟ ถึงจะมีดีกรีความหล่อน้อยกว่าเ้าของร้านแต่ด้วยหน้าตาน่ารักและความสูงประมาณ 175-180 เิเ หนุ่มน้อยทั้งสองก็ยังไปเข้าตา นักเรียน นักศึกษาที่แวะเวียนกันเข้ามาทานของหวานที่ร้านกันบ่อย ๆ (ร้านนี้มีหนุ่มหล่อเป็จุดขายสินะ)
ทอยกลับป้ายหน้าร้านให้เป็ ‘open’ แล้วเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์เพื่อเตรียมตัวเพราะตอนนี้ร้านเปิดแล้ว ส่วนเดย์ก็กำลังเช็กความเรียบร้อยที่เครื่องชงกาแฟ
กรุ๊งกริ๊ง~
ผู้หญิงคนหนึ่งผลักประตูเข้ามาในร้าน แล้วกวาดสายตาไปรอบ ๆ ดูเหมือนเธอจะเพิ่งมาร้านนี้ครั้งแรก เมื่อเห็นพนักงานที่ยืนรออยู่ก็ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าร้านที่เขาว่ากันว่ามีแต่หนุ่มหน้าตาดีจะเป็เื่จริง
“สวัสดีครับ รับอะไรดีครับ” ทอยเอ่ยทักทายพร้อมกับถามลูกค้าสาวด้วยรอยยิ้มสดใส นั่นทำให้หญิงสาวใจเต้นแรงขึ้นมา พลางคิดว่า มองเฉย ๆ ก็ว่าหล่อแล้ว แต่ตอนเขายิ้มก็ยิ่งดูน่ารักขึ้นไปอีก
“อ...เอาสตรอว์เบอร์รี่นมสดปั่นค่ะ” หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อพูดตะกุกตะกัก
“รับเป็สตรอว์เบอร์รี่นมสดปั่นรายการเดียวนะครับ 65 บาทครับ” หญิงสาวส่งเงินให้ ทอยรับเงินมาก่อนจะถามขึ้น “ลูกค้ามีบัตรสะสมแต้มไหมครับ”
“ย...ยังไม่มีค่ะ เพิ่งมาครั้งแรกค่ะ” เธอตอบด้วยใบหน้าเขินอายเช่นเดิม
“งั้นจะรับเป็บัตรสะสมแต้มหรือคะแนนสะสมออนไลน์ดีครับ”
“เอ๋ คะแนนสะสมออนไลน์คืออะไรหรอคะ” เธอถามด้วยความสงสัย
“เป็การแก้ปัญหาบัตรสะสมแต้มหายนะครับ เราเลยให้ลูกค้าสะสมคะแนนออนไลน์แทน”
“ว้าว ดีจังเลยนะคะ แล้วต้องทำยังไงหรอคะ”
“ลูกค้าสแกนแอดไลน์ที่ด้านหน้าได้เลยครับ” ทอยพูดพร้อมกับผายมือไปที่ป้ายคิวอาร์โค้ดบนเคาน์เตอร์ หญิงสาวหยิบมือถือขึ้นมาสแกน “ให้ลูกค้าเพิ่มเพื่อนแล้วกดไปที่สะสมคะแนนนะครับ” หญิงสาวทำตามที่ทอยบอก “เสร็จแล้วผมจะสแกนให้ครับ”
“นี่ค่ะ” เธอยื่นหน้าจอมือถือที่มีคิวอาร์โค้ดขึ้นมาให้ทอย เขาใช้เครื่องยิงคิวอาร์โค้ดสแกนไปที่หน้าจอโทรศัพท์ของเธอ
“เรียบร้อยครับ รายละเอียดการแลกคะแนนสะสมดูได้ในไลน์เลยนะครับ แล้วถ้าคุณลูกค้ามาครั้งหน้าก็สามารถให้ผมสแกนให้ได้เลยนะครับ” ทอยบอกเธอด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดใส ทำเอาเธอกลับมาเขินจนหน้าแดงอีกครั้ง
“ได้แล้วครับสตรอว์เบอร์รี่นมสดปั่นที่คุณลูกค้าสั่ง” เดย์เดินถือแก้วเข้ามาวางลงบนเคาน์เตอร์พร้อมกับรอยยิ้มหวาน
“ข...ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวพูดด้วยความเขินปนตกตะลึงเพราะจากเดิมที่คิดว่าทอยหล่อแล้วยังเจอชายหนุ่มอีกคนที่สูสีกันอีก
“มาบ่อย ๆ นะครับ” เดย์พูดพร้อมกับทำตาวิงค์ใส่หญิงสาว ก่อนที่เธอจะเดินก้มหน้างุดออกไปด้วยความเขิน จนเกือบจะชนเข้ากับคนที่กำลังจะเดินเข้ามาในร้าน
“อุ๊ย!! ขอโทษค่ะ” เธอพูดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า
“ไม่เป็ไรครับ” เสียงชายหนุ่มตอบ เมื่อหญิงสาวสบตาของเขาก็เหมือนต้องมนต์สะกด ‘หล่อ หล่อมาก’ ชายหนุ่มหน้าตาดีผิวเหลือง ที่มีผมสีน้ำตาลเข้ม อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำกับกางเกงผ้าลูกฟูกสีครีม และรองเท้าผ้าใบสีดำ ที่ดูเหมือนหนุ่มเกาหลีหลุดออกมาจากใน Pinterest บวกกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ต่างจากน้ำหอมทั่วไป จนเหมือนกลิ่นนั้นออกมาจากตัวของเขามันให้ความรู้สึกมีเสน่ห์และน่าหลงใหล ชายหนุ่มเปิดประตูค้างไว้ให้เธอ เมื่อหญิงสาวตั้งสติได้เธอก็ค้อมหัวเล็กน้อยเป็การขอบคุณแล้วเดินออกจากร้านไป
“สวัสดีครับพี่ตะวัน!” ทอยกับเดย์เอ่ยทักทายชายหนุ่มพร้อมกัน
“หวัดดี แล้วนี่สองคนนั้นมารึยัง” ตะวันถามถึงเพื่อนรักทั้งสองของเขา
กรุ๊งกริ๊ง~
“อรุณสวัสดิ์ทุกคน” ไม่ทันที่ทั้งสองคนจะได้ตอบรับอะไรหนุ่มหล่อคนที่สองก็เปิดประตูเข้ามา แล้วทักทายอย่างสดใสแบบทุกวัน เขามีผมสีดำขลับที่ทำให้ผิวขาวอมชมพูของเขาดูสว่างมีออร่าเข้าไปอีก
“สวัสดีครับพี่ปาล์ม!” เด็กหนุ่มทั้งสองตอบรับ วันนี้ปาล์มหนุ่มหน้าหวานแต่งตัวกึ่งทางการคือเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวทับในกางเกง แขนเสื้อถูกพับขึ้นไปถึงใต้ข้อศอก สวมกับกางเกงสีน้ำตาลอ่อนคาดด้วยเข็มขัดหนังสีน้ำตาลเข้มและรองเท้า ‘Double Monkstrap’ สไตล์การแต่งตัวบ่งบอกลักษณะนิสัยของเขาที่เป็หนุ่มเรียบร้อยและอบอุ่น
กรุ๊งกริ๊ง~
“เดย์ เอาเอสเพรสโซ่แก้วเล็กวันช็อต” หนุ่มหล่อคนที่สามสั่งเครื่องดื่มั้แ่ก้าวเข้ามาในร้าน ก่อนจะเดินไปนั่งลงที่โต๊ะคู่ในสุดของร้าน
“รับทราบครับพี่เจ” เดย์ตอบรับพร้อมกันเดินไปที่เครื่องชงกาแฟ สำหรับเจแม้ว่าจะดื่มหนักมาแค่ไหนแต่เขามักจะให้ความสำคัญกับการแต่งตัวอยู่เสมอ ชายหนุ่มสวมแว่นกันแดดสีดำทรง ‘Retro Square’ ผมที่ถูกย้อมเป็สีน้ำเงิน-ดำ รับกับผิวขาวปนเหลือง นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของเขาดูดีขึ้นไปอีก เขาใส่เสื้อยืดสีดำที่ถูกสวมทับด้วยสูทสีดำตัวโคร่ง กับกางเกงยีนขายาวทรงกระบอก และรองเท้าผ้าใบสีดำ
“สภาพนี้ยังไม่ได้กินข้าวมาแน่ ๆ ทอยเอาครัวซองมา 2 ชิ้น” ปาล์มที่เห็นสภาพเพื่อนตัวเองที่เมาค้างแล้วต้องมาทำงานเช้า เลยให้ทอยไปหยิบของกินมาให้ ทอยพยักหน้ารับแล้วเดินไปที่ตู้ขนม เขาคีบครัวซองใส่จานมา 2 ชิ้น
“เื่ดื่มเบา ๆ ลงหน่อยนะมึง ไหนมึงว่าจะลดเที่ยวเพราะแม่สั่งไง” ตะวันพูดพร้อมกับเดินเอามือล้วงกระเป๋าเข้าไปหาเจที่โต๊ะ เจถอดแว่นออกแล้ววางมันลงบนโต๊ะ พร้อมหันมาทางตะวัน
“ก็ลดแล้วนี่ไง จากทุกวันเป็เสาร์กับอาทิตย์” เจตอบ ตะวันเลิกคิ้วขึ้นอย่างพอใจในความสามารถของเพื่อนที่ขนาดลดเหลือแค่สองวัน แต่สภาพยังเหมือนเดิม เขาคิดในใจว่า ลดวันแต่เพิ่มปริมาณการดื่มแน่ ๆ ส่วนปาล์มที่ได้ยินก็ถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ เพราะตามนิสัยของเจแล้ว นี่ก็ถือว่าลดไปเยอะอยู่พอสมควร
“ได้แล้วครับกาแฟ” เดย์วางกาแฟลงบนโต๊ะ พร้อมกับทอยที่ถือจานครัวซองมาวาง
“ขอบใจ” เจพูดก่อนจะเริ่มกิน
หลังจากเจกินเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ตะวันขึ้นไปนั่งทำงานอยู่บนห้องทำงานที่ชั้น 2 ที่เป็โซนออฟฟิศ และห้องพัก เขาจะทำงานส่วนเอกสารต่าง ๆ เพราะมีเดย์ที่เป็บาริสต้าอยู่เขาเลยวางใจ ส่วนด้านล่างที่เป็ร้านกาแฟ มีปาล์มที่ดูแลเื่ของหวานจำพวกเค้กต่าง ๆ รวมถึงเสิร์ฟและห่อขนมเทคโฮมด้วย และเจเป็เชฟทำอาหารอยู่ในครัว หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้ามา ส่วนใหญ่่เช้าก็จะเป็ของเบา ๆ อย่างเครื่องดื่มกับขนม ส่วน่เที่ยงก็จะเป็อาหารหนัก ๆ อย่างสปาเกตตี พิซซ่า หรือพวกเมนูข้าวทั่ว ๆ ไป
บ้านหลังหนึ่งแถบชานเมืองของกรุงเทพฯ เป็บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล ที่หน้าบ้านมีรถจอดอยู่หนึ่งคัน บรรยากาศรอบบ้านร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ปลูกเรียงราย และมีสวนเล็ก ๆ บริเวณด้านข้างของบ้านมีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจให้ความรู้สึกสดชื่น ที่ขณะนี้มีชายวัยกลางคนกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ ภายในบ้านถูกตกแต่งแบบญี่ปุ่นที่ผสมผสานกับความมินิมอล โทนสีอบอุ่น ด้านในครัวมีหญิงวัยกลางคนกำลังทำกับข้าวอยู่
~ฉันชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับเธอ ชอบที่ฉันเป็ตอนอยู่กับเธอ~ (Billkin - ชอบตัวเองตอนอยู่กับเธอ)
ที่ชั้นสองของบ้านเสียงเพลงดังมาจากลำโพงบลูทูธที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอน และหญิงสาวเ้าของห้องกำลังหยิบของใช้ส่วนตัวลงในกล่องกระดาษใบหนึ่ง เธอชื่อ ‘น้ำขิง’ เป็ผู้หญิงตัวเล็ก ผิวขาวเหลือง และมีผมสีน้ำตาลเข้มธรรมชาติที่ยาวสวยถึงกลางหลัง เธออยู่ในชุดเดรสสีขาวแขนตุ๊กตามีลายดอกไม้เล็ก ๆ ความยาวคลุมเข่าพ่อดี มัดผมดังโงะพร้อมกับผูกโบว์สีขาว น้ำขิงเป็นักศึกษาจบใหม่ที่ตอนนี้อยู่ใน่หางาน และกำลังจะย้ายไปอยู่ข้างนอก เพราะเธออยากจะลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง หลังจากที่อยู่ในกรอบของที่บ้านและเป็เด็กดีมาตลอดจนเรียนจบ ซึ่งแม่ของเธอก็เห็นด้วย ต่างจากพ่อที่ติดจะห่วงและหวงลูกสาวอยู่หน่อย ๆ หรือไปทางมากเลยล่ะ และเพื่อความสบายใจพ่อเลยเลือกบ้านในหมู่บ้านจัดสรรที่มีระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงให้น้ำขิงไปอยู่ที่นั่น
“เรียบร้อย เอาล่ะลืมอะไรอีกรึป่าวนะ” น้ำขิงพูดกับตัวเองก่อนจะมองไปรอบ ๆ ห้องพลางนึกว่าเก็บของไปครบแล้วหรือยัง
“น้ำขิงเก็บของเสร็จรึยังลูก ลงมากินข้าวก่อนก็ได้” เสียง ‘วดี’ แม่ของน้ำขิงดังมาจากชั้นล่างของบ้าน น้ำขิงได้ยินก็ปิดเพลง แล้วเดินลงไปที่ชั้นล่าง เมื่อลงมาก็เห็นแม่ถือจานไปวางที่โต๊ะกินข้าว
“หือออ หอมจังเลยค่ะแม่ ไปอยู่นู่นขิงต้องคิดถึงกับข้าวฝีมือแม่แน่ ๆ เลยค่ะ” น้ำขิงพูดน้ำเสียงออดอ้อนพลางกอดเอวแม่จากทางด้านหลัง
“อยากกินอะไรก็ทำเองสิลูก แม่ก็สอนขิงทำทุกอย่างที่ขิงชอบกินแล้วนะ” แม่พูดขณะกำลังตักข้าวใส่จานทั้งสามใบ
“ก็ที่ขิงทำมันไม่อร่อยเท่าที่แม่ทำนี่คะ”
“ฮ่า ๆ ลูกคนนี้โตขนาดนี้แล้วยังอ้อนแม่อยู่อีก” แม่ได้ยินที่น้ำขิงพูดก็หัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู นิสัยขี้อ้อนแบบนี้เหมือนพ่อของเธอไม่มีผิด “ไปตามพ่อมากินข้าวไปเดี๋ยวกับข้าวเย็นหมด แล้วจะไม่อร่อยนะจ๊ะ” แม่พูดหยอก น้ำขิงได้ยินแบบนั้นก็รีบเดินไปตามพ่อทันที เช้า ๆ แบบนี้คงกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ที่สวนข้างบ้านแน่ ๆ น้ำขิงคิดก่อนเดินตรงไปที่สวน แล้วก็เป็ไปตามคาด เห็นพ่อยืนรดน้ำต้นไม้อยู่พอดี แต่วันนี้ดูต่างไปจากทุกวัน
“เอ้ วันนี้ทำไมไม่ได้ยินเสียงนักร้องไมค์ทองแท้ประจำบ้านเลยนะ...” พอเดินเข้าไปใกล้น้ำขิงก็แกล้งพูดแซว ‘นนท์’ พ่อของเธอ ที่ปกติจะร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีเวลารดน้ำต้นไม้ แต่วันนี้กลับไม่ได้ยินเสียงพ่อร้องเพลงเลย ที่จริงเธอก็พอจะรู้เหตุผล เพราะมันเกี่ยวกับเื่ที่เธอจะย้ายออกไปวันนี้
“พ่อกำลังเศร้าแล้วพ่อก็ไม่อยากร้องเพลงเศร้าให้ต้นไม้ฟัง เดียวมันเฉา” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงหม่น ๆ วางสายยางลงแล้วเดินไปปิดน้ำ เสร็จแล้วก็หันหน้ามาหาเธอ สีหน้าพ่อเหมือนกำลังจะร้องไห้อยู่แล้ว น้ำขิงเห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไปหาพ่อ
“แต่เราคุยกันแล้วนี่คะพ่อ นี่ขิงแค่ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเองนะคะ ไม่ได้โดนมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป” น้ำขิงพูดติดตลก
“ถ้าเป็แบบนั้นต่อให้ลูกอยู่ที่ไหนในจักรวาลพ่อก็จะไปพาลูกกลับมาให้ได้” พ่อพูดด้วยท่าทางขึงขัง สมกับเป็ท่านพลอากาศโทจริง ๆ
“จริงหรอคะ งั้นพ่อก็ไม่ต้องเศร้าแล้วล่ะค่ะ เพราะขนาดจักรวาลเนี่ยพ่อยังไปหาขิงได้เลย แต่นี่ขิงแค่ย้ายไปอยู่ในเมืองแค่นี้เอง ยังไม่ข้ามจังหวัดเลยนะคะ” น้ำขิงพูดด้วยรอยยิ้มสดใส แล้วเข้าไปกอดพ่อของเธอ
“พ่อรักขิงมากนะลูก พ่อเลยไม่อยากให้ลูกไปอยู่คนเดียว ถึงหมู่บ้านจะปลอดภัยแค่ไหนแต่ลูกก็เป็ผู้หญิงไปอยู่คนเดียวแบบนั้นก็มันตรายอยู่ดี” พ่อกอดตอบ แล้วยกมือขึ้นมาลูบหัวลูกสาวเบา ๆ
“พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ ขิงจะดูแลตัวเองให้ดีแล้วก็จะกลับมาบ้านบ่อย ๆ ด้วยค่ะ เพราะขิงคิดถึงเสียงร้องเพลงของพ่อ แล้วก็คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่ด้วยค่ะ” สองพ่อลูกกอดกันกลม ก่อนที่ขิงจะนึกอะไรขึ้นได้ เลยผละออกจากอ้อมกอดนั้น
“พ่อคะ!! ข้าวค่ะแม่ให้ขิงมาตามพ่อไปกินข้าว ป่านนี้อาหารเย็นหมดแล้วมั้งคะ” ขิงพูดด้วยน้ำเสียงใเล็กน้อย
“ตายละเราสองคนโดนแม่บ่นแน่ ไปเร็วลูก” พูดจบพ่อก็รีบสาวเท้าเดินเข้าบ้านไปทันที น้ำขิงยืนอึ้งกับท่าทางของพ่อ เมื่อกี้ยังรักกันอยู่แท้ ๆ ตอนนี้ทิ้งเธอแล้วเข้าบ้านไปก่อนแล้ว ก็คงเพราะกลัวภรรยาที่รักบ่นเอานะสิ เธอคิดแบบนั้นก็ขำกับความน่ารักของพ่อ ก่อนที่จะเดินตามเข้าไปในบ้าน ทั้งสามนั่งกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพลางพูดคุยกันอย่างมีความสุข เมื่อกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้วก็เก็บของขึ้นรถ แล้วมุ่งหน้าไปที่บ้านใหม่ของน้ำขิง
ตึก ตึก ตึก…
ตะวันเดินลงมาจากห้องทำงาน เมื่อถึงชั้นล่างก็เข้าไปหาทอยที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
“พี่ตะวันมีอะไรรึป่าวครับ” ทอยที่หันมาเห็นก็เอ่ยทักเ้านายด้วยความแปลกใจ เพราะปกติตะวันจะลงมาก็ตอนบ่ายเพื่อดูร้านแล้วขึ้นไปทำงานต่อ แต่นี่เพิ่งจะสิบโมงเองทำไมเขาลงมาแล้วล่ะ
“ต้องพาไข่ตุ๋นไปฉีดยา แล้ว่บ่ายมีนัดคุยกับซัพพลายเออร์เ้าใหม่อีก เพราะงั้นวันนี้ฉันคงไม่ได้เข้าร้านแล้ว สักหกโมงเย็นก็ปิดร้านได้เลยนะ จะได้รีบกลับบ้านกัน ฝากบอกคนอื่นด้วย” ไข่ตุ๋นคือสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทริฟเวอร์เพศผู้ ที่ตะวันเลี้ยงไว้
“ไม่ต้องห่วงครับพี่ตะวัน” ทอยรับคำเ้านายพร้อมกับส่งยิ้มเล็ก ๆ เขารู้ว่าทำไมวันนี้ตะวันถึงให้ปิดร้านเร็ว คงเพราะเมื่อเช้ามีรายงานข่าวบอกว่าวันนี้ตอนเย็นฝนจะตก ก็คงจะเป็ห่วงลูกน้องกลัวเปียกฝนนะสิ
ตะวันออกจากร้านแล้วเดินไปขึ้นรถ Audi TT 45 สีดำ ของเขาก่อนจะขับมุ่งหน้าไปที่บ้าน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงตะวันก็ขับรถมาถึง ‘Siridara (สิริดารา) ’ หมู่บ้านจัดสรรที่ติดห้าอันดับของหมู่บ้านที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุด ตะวันลดกระจกลงสแกนนิ้วเพื่อเข้าไปข้างใน ที่นี่จะมีสไตล์บ้านที่แตกต่างกันไปให้เลือกหลากหลายแบบ รถจอดลงหน้าบ้านเลขที่ 594 a เป็บ้านทรงโมเดิร์น 2 ชั้น โทนดำ น้ำตาล ที่ชั้นสองมีระเบียงกระจก รอบบ้านมีต้นไม้ประปรายพอให้ความรู้สึกสดชื่นแต่ไม่ดูรกจนเกินไป ตะวันดับเครื่องกำลังจะลงจากรถสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบ้านเลขที่ 594 b ที่อยู่ข้าง ๆ กันมันว่างมาหลายปีั้แ่เขามาอยู่แต่ดูเหมือนตอนนี้มันจะมีเ้าของแล้ว หน้าบ้านหลังนั้นมีรถคันหนึ่งจอดอยู่และมีชายวัยกลางคนกำลังยกลังใส่ของลงจากรถ ตะวันเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้านไป เขาไม่ได้เข้าไปทักทายเพื่อนบ้านเพราะต้องรีบพาไข่ตุ๋นไปหาหมอและคิดว่าไว้ว่าง ๆ ค่อยไปทำความรู้จัก
การจราจรในกรุงเทพฯ ทำให้พ่อของน้ำขิงต้องใช้เวลาขับรถราวสามชั่วโมง จึงจะมาถึงที่หมู่บ้านสิริดารา การสแกนลายนิ้วมือของที่นี่สามารถลงสูงสุดได้สามลายนิ้วมือ อีกสองลายนิ้วมือน้ำขิงเลยลงของพ่อ แม่ไว้ รถของพ่อจอดลงที่หน้าบ้านเลขที่ 594 b บ้านหลังนี้เป็โทนสีขาวดูสะอาดตาต่างกับบ้านหลังข้าง ๆ ที่โทนสีเข้มแต่ที่เหมือนกันคือมีระเบียงกระจกที่ชั้นสอง ทั้งสามคนลงจากรถแล้วช่วยกันขนของ แม่ไขประตูบ้านแล้วน้ำขิงก็ยกกล่องเดินเข้าไปในบ้าน แม่เดินมายกกล่องที่รถแล้วเดินตามเข้าไป ในตอนที่พ่อก้มตัวลงเพื่อหยิบกล่องที่ท้ายรถ โทรศัพท์ของพ่อก็สั่นขึ้น
อืด อืด อืด...
พ่อหยุดมือที่กำลังจะยกกล่องขึ้นมา เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดรับสาย พ่อคุยกับปลายสายสองสามนาที ก่อนที่เขาจะวางสายก็ได้ยินเสียงของเครื่องยนต์ที่ดับลงไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงประตูรถที่ถูกปิด พอคุยจบพ่อก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าตามเดิม แล้วก้มลงไปยกกล่องอีกครั้ง พ่อกำลังเดินไปที่ประตูก็พลันนึกขึ้นได้ถึงเสียงรถเมื่อกี้นี้ จึงหันไปมองบ้านหลังข้าง ๆ พบว่ามีรถจอดอยู่ที่หน้าบ้าน เมื่อมองไปที่ประตูบ้านก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งกำลังเปิดประตูเข้าไปในบ้านหลังข้าง ๆ แต่ไม่ทันที่จะได้เห็นหน้า ประตูก็ปิดลงซะก่อน น้ำขิงที่เดินออกมาจากบ้านพอดีก็เห็นพ่อกำลังยืนมองไปทางบ้านข้าง ๆ เธอเลยมองตามสายตาของพ่อไปแต่ก็ไม่เห็นใคร
“พ่อคะ มองอะไรอยู่หรอคะ” พ่อได้ยินก็หันกลับมามองหน้าน้ำขิงสลับกับหันไปมองบ้านข้าง ๆ แล้ววางกล่องลงที่พื้นก่อนจะลุกขึ้นพูดกับน้ำขิง
“ขิง กลับไปอยู่บ้านเราเถอะลูก” ขิงได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับงง
“ทำไมล่ะคะ ก็เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรอคะ”
“ก็นั่นมันก่อนที่พ่อจะรู้ว่าเ้าของบ้านหลังข้าง ๆ เป็ผู้ชายนะสิ พ่อว่ามันอันตรายนะลูก” พ่อพูดพร้อมกับทำสีหน้าจริงจัง
“พ่อคะ พ่อเป็คนบอกขิงเองไม่ใช่หรอคะว่า หมู่บ้านนี้เขาตรวจสอบประวัติเ้าของบ้านทุกหลังก่อนขาย” เมื่อได้ยินแบบนั้นพ่อก็ทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้า
“ก็ใช่” พ่อเคยพูดไว้ตอนที่เราคุยกันว่าพ่อจะซื้อบ้านที่นี่
“งั้นก็ไม่ต้องกลัวแล้วค่ะ ขิงอยู่ที่นี่ได้ปลอดภัยหายห่วง” น้ำขิงส่งยิ้มให้พ่อของเธอเพื่อให้เขาสบายใจ แต่ก็ดูเหมือนพ่อกำลังจะยกประเด็นขึ้นมาอีก
“สองพ่อลูกรีบขนของเข้ามาเร็วเดี๋ยวตอนบ่ายแม่ต้องไปบ้านคุณยายนะ” เสียงแม่ดังออกมาจากในบ้าน เหมือนระฆังช่วยชีวิต
“ค่ะแม่” น้ำขิงหันไปตอบแม่ก่อนจะหันกลับมาหาพ่อ “พ่อยกกล่องนี้เข้าไปก่อนนะคะเดี๋ยวกล่องสุดท้ายที่รถขิงยกเข้าไปเองค่ะ” น้ำขิงพูดพร้อมกับยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเดินไปที่รถ ส่วนพ่อเมื่อเห็นแบบนั้นก็ได้แต่คิดว่า หรือนี่ตนจะต้องยอมรับให้ได้ว่าลูกโตแล้ว ควรปล่อยเขาได้ใช้ชีวิตแล้วคอยดูอยู่ห่าง ๆ เมื่อเริ่มคลายกังวลไปได้บ้าง เขาก็ก้มลงยกกล่องเข้าไปในบ้าน น้ำขิงเปิดประตูฝั่งที่นั่งด้านหลังคนขับก่อนจะโน้มตัวเข้าไปในรถเพื่อยกของกล่องสุดท้ายแต่ก่อนจะถอยออกมาเธอก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่นพอมองไปตามเสียงก็เห็นว่ามันคือเครื่องของแม่ที่วางอยู่ตรงคอนโซลหน้ารถ ขิงเลยเอื้อมมือหยิบขึ้นมาดู แล้วก็พบว่าคนที่โทรมาก็คือคุณยายนั่นเอง เธอยิ้มออกมาแล้วกดรับสาย กำลังจะเอ่ยทักทายปลายสายแต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกรถก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังจูงสุนัขไปขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไป ขิงมองตามด้วยสายตาตกหลุมรัก “โกลเด้น รีทริฟเวอร์ น่ารักมากกก” เธอพูดออกมา น้ำขิงชอบสุนัขมาก แต่แม่ไม่ยอมให้น้ำขิงเลี้ยงเพราะกลัวว่าเธอจะยังไม่มีความรับผิดชอบมากพอ แล้วต้องตกมาเป็ความรับผิดชอบของแม่แทน
[แกว่าอะไรนะวดี] เสียงคุณยายดังมาจากในโทรศัพท์ ทำให้น้ำขิงได้สติ
“ขิงเองค่ะคุณยาย” เธอตอบ
[เอ้าขิงหรอลูก แล้วเมื่อกี้หลานพูดว่าอะไรนะ] คุณยายถาม เพราะตอนขิงพูดท่านได้ยินไม่ชัด
“อ๋อขิงเจอน้องหมาน่ารักมากเลยค่ะคุณยาย” ขิงตอบด้วยน้ำเสียงสดใสพร้อมกับรอยยิ้มแม้ว่าปลายสายจะมองไม่เห็นก็ตาม
[หรอลูก ฮ่า ๆ ไม่ต้องเห็นหน้ายายก็รู้ว่าหลานกำลังยิ้มอยู่แน่ ๆ แล้วนี่แม่หลานอยู่ไหนล่ะ] คุณยายพูดด้วยความเอ็นดู ก่อนจะถามถึงลูกสาวตัวเอง
“แม่อยู่ในบ้านค่ะ คุณยายรอสายแป๊บนึงนะคะ” น้ำขิงออกมาจากรถวางโทรศัพท์บนกล่องแล้วยกกล่องเดินเข้าไปในบ้าน ภายในบ้านถูกตกแต่งเป็แบบโมเดิร์นโดยใช้โทนสีขาว-น้ำตาล เมื่อเดินเข้าประตูหน้าบ้านไปทางซ้ายมือมีบันไดขึ้นไปชั้นสองและมีห้องน้ำอยู่ที่ใต้บันได ทางขวาเป็ประตูเชื่อมไปที่โรงจอดรถ เดินตรงไปอีกนิดจะเป็โถงกว้างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอนที่ถ้าตรงไปจะเป็พื้นที่ outdoor มีโต๊ะกินข้าวและพื้นที่นั่งเล่นเล็ก ๆ ทางขวาของโถงมีโซฟารับแขก ด้านหลังเยื้องกับโซฟาตัวใหญ่มีประตูห้องครัวอยู่ น้ำขิงเดินไปหาแม่ที่ห้องครัวเพื่อเอาโทรศัพท์ไปให้ แล้วน้ำขิงก็ยกของบางส่วนขึ้นไปไว้ที่ชั้นสอง เมื่อขึ้นบันไดมาถึงชั้นสองมองตรงไปจะเจอกับเก้าอี้นั่งเล่นริมหน้าต่าง เลี้ยวมาทางขวาจะเจอกับประตูห้องนอนที่ประตูถูกเปิดทิ้งไว้อยู่ มองเข้าไปเห็นโทรทัศน์ติดผนังกับโต๊ะทำงาน น้ำขิงเดินเข้ามาในห้องแล้ววางกล่องใส่ของลงบนพื้น แล้วเดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ผนังฝั่งเดียวกับประตูห้องมีห้องแต่งตัว กับห้องอาบน้ำอยู่ ฝั่งตรงข้ามมีประตูกระจกที่เปิดออกไปที่ระเบียงชั้นสองมีราวระเบียงเป็กระจก ด้านซ้ายของห้องเป็เตียงนอนขนาด 6 ฟุต กับโซฟาปลายเตียง กลางห้องมีโต๊ะน้ำชาตัวเตี้ย และเก้าอี้สองตัว ด้านขวาของห้องมีโทรทัศน์ติดผนัง และโต๊ะแบบติดผนังกับเก้าอี้อีกหนึ่งตัวที่สามารถใช้เป็พื้นที่นั่งทำงานได้ เมื่อสำรวจจนครบน้ำขิงก็หยิบของออกมาจากกล่องและเริ่มจัดของไปเรื่อย ๆ
“ขิงออกไปกินข้าวเที่ยงกันลูก” เสียงแม่เรียกในตอนที่น้ำขิงกำลังเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้ใกล้จะเสร็จแล้ว
“ขอสองนาทีค่ะแม่” เธอพูดก่อนจะเร่งมือเก็บต่อ ไม่นานก็หยิบกระเป๋าใบเล็กเดินลงไปด้านล่างเพื่อขึ้นรถ
พ่อขับรถออกมาที่ห้าง ‘Centime’ เป็ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านสิริดารา หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จน้ำขิงก็เดินมาส่งพ่อกับแม่ที่รถ
“ขับรถดี ๆ นะคะพ่อ” น้ำขิงบอกพ่อ ก่อนจะหันมาหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่ “ฝากบอกคุณยายด้วยนะคะว่าขิงคิดถึงมากกกก” เธอพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง แม่พยักหน้าเบา ๆ
“แล้วนี่หนูบัวกับซันนี่เขาจะมากี่โมงล่ะ” พ่อถามถึง ‘บัว’ กับ ‘ซันนี่’ เพื่อนสนิทของน้ำขิงที่วันนี้นัดกันว่าจะมาฉลองขึ้นบ้านใหม่กัน
“เดี๋ยวอีกสักพักก็คงถึงแล้วล่ะค่ะ ซันนี่ไลน์มาบอกว่ารถติดแต่ก็ใกล้จะถึงแล้ว” น้ำขิงตอบพ่อ
“ไปไหนก็ระวังด้วยนะลูก สเปรย์พริกไทยยังมีอยู่รึป่าวพ่อซื้อมาเพิ่มให้แล้วหนึ่งโหลอยู่ในกล่องใส่ของที่ห้องนั่งเล่นนะ แล้วถ้า...” ในตอนที่พ่อเริ่มจะพูดยืดยาวเื่ความปลอดภัยกับน้ำขิง แม่ก็ขัดขึ้นมาซะก่อนไม่อย่างนั้นวันนี้คงได้ไปถึงบ้านคุณยายตอนค่ำแน่ ๆ
“ขิงแม่รู้ว่าลูกจะดูแลตัวเองได้ แต่ถ้ามีอะไรก็ไทรหาพ่อกับแม่ได้ตลอดเลยนะลูก งั้นแม่ไปก่อนนะ” พ่อหน้างอนิด ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะไม่กล้าขัดแม่ ขิงอมยิ้มกับความน่ารักของพ่อ
“ค่ะแม่ เดินทางปลอดภัยนะคะ” น้ำขิงพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้พ่อกับแม่ แล้วรถก็ขับออกไปจากตรงนั้น น้ำขิงหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้าง เธอเดินดูของไปเรื่อย ๆ ระหว่างรอเพื่อน ๆ ของเธอ จนมาถึงร้านหนังสือเลยแวะเข้ามาหาหนังสืออ่านเล่น
อืด อืด อืด...
โทรศัพท์ของน้ำขิงสั่นอยู่ในกระเป๋าสะพาย เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดรับสาย
“ฮัลโหล” น้ำขิงกรอกเสียงลงในโทรศัพท์ของเธอ
[ฉันถึงแล้ววว แกอยู่ตรงไหนอะ] เสียงบัวดังเจื้อยแจ้วออกมาจากโทรศัพท์
“ฉันอยู่ร้านหนังสือ B4S ที่ชั้นสามอะ” น้ำขิงตอบ
[โอเครเดี๋ยวเจอกัน] บัวพูดจบก็วางสายไป น้ำขิงเก็บโทรศัพท์แล้วเดินดูหนังสือต่อ ไม่นานบัวกับซันนี่ก็เดินเข้ามาหาทางด้านหลังของเธอ
“ยัยขิง!!” บัวแกล้งเรียกน้ำขิงเสียงดังพอให้น้ำขิงใ นั่นทำให้เธอถึงกับสะดุ้งโหยงก่อนจะหันกลับมามองบัวตาเขียว
“ไอบัวว!!!” น้ำขิงเรียกชื่อบัวด้วยน้ำเสียงขุ่น ๆ พลางยกมือขึ้นทำท่าจะตีไปที่บัว “ใหมดเลย” บัวที่เห็นแบบนั้นก็ยกมือห้ามพร้อมกับหัวเราะคิกคักกับซันนี่
“ยัยขิงแกยังไม่ชินอีกหรอ นังบัวมันก็ขี้แกล้งแบบนี้ตลอดอะ หรือเพราะเราไม่เจอกันนานแกเลยลืมหมดแล้ว? อืม...แต่ก็ธรรมดาอะนะแบบยัยบัวมันจะไปหน้าจดจำเหมือนฉันได้ยังไง” ซันนี่พูดพร้อมกับโพสต์ท่าไปมา
“ยัยซันนี่ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะย่ะ” บัวเท้าเอวพลางพูดกับซันนี่ ทำให้น้ำขิงหัวเราะออกมาเบา ๆ
“แกสองคนนี่ตีกันได้ทุกวัน แต่ก็ยังอยู่ด้วยกันตลอดเลยนะ” น้ำขิงพูด
“มันเพราะฉันยังไม่มีแฟนหรอกย่ะ เพราะถ้ามีฉันก็ไม่มาอยู่กับนังบัวให้เสียเวลาหรอก เอาเวลาไปอยู่กับผู้ชายดีกว่า” ซันนี่พูดพร้อมกับทำท่าทางน่าหมั่นไส้สุด ๆ บัวหันไปมองก่อนจะเหลือบตามองบน
“ถ้าฉันมีแฟนฉันก็ไม่อยู่กับแกเหมือนกันนั่นแหละ แบร่ ;p” บัวพูดแล้วหันมาแลบลิ้นใส่ซันนี่ น้ำขิงที่เห็นแบบนั้นก็ขำกับท่าทางของทั้งสองคน แม้ว่าสองคนนี้จะชอบขัดคอกันตลอดแต่เธอรู้ดีว่าสายสัมพันธ์ของเพื่อนนั้นไม่เคยเปลี่ยนไปเลยถ้ามีใครเดือดร้อน ไม่ว่าเื่อะไรพวกเธอทั้งสามคนก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกันเสมอ
“พอ ๆ แล้วนี่พวกแกกินข้าวเที่ยงกันมารึยัง” น้ำขิงพูดขึ้นก่อนที่ทั้งสองคนจะเถียงกันต่อ
“กินแล้ววันนี้ฉันแวะเข้าไปหาแม่ที่บ้านก็เลยกินข้าวกันมาเลย เออนี่พอแม่รู้ว่าจะมาเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่แกเขาเลยฝากกิมจิมาให้ด้วยแล้วก็สารพัดอย่างอะเยอะมาก จนฉันคิดว่าแกเป็ลูกรักของแม่ฉันแล้วเนี่ย” บัวตอบ แม่ของบัวเปิดร้านขายอาหารเกาหลี แล้วพ่อของบัวก็เป็ลูกครึ่งเกาหลี
“เพราะฉันคือลูกสาวที่แท้จริงไงล่ะ ฮ่า ๆ ยังไงก็ฝากขอบคุณแม่ด้วยนะไว้ฉันจะแวะไปอ้อนบ่อย ๆ ” น้ำขิงพูดพร้อมกับรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“จ้าแม่ลูกรัก นี่มันไม่ได้มีแค่แกหรอกนะยังมียัยซันนี่อีกคน แม่เนี่ยเติมข้าวแล้วเติมข้าวอีก รวม ๆ แล้วก็ห้าถ้วยได้มั้ง” บัวพูดพลางหันไปหาซันนี่
“ไม่ถึงย่ะ แค่สี่” ซันนี่ตอบกลับมา ทำให้น้ำขิงถึงกับหลุดขำ ส่วนบัวก็ได้แต่หัวเราะเหอะ ๆ กับการที่เพื่อนสาวใช้คำว่า ‘แค่’
“จ้าแค่สี่เนอะ ฮ่า ๆ งั้นก็ไปดูหนังกันฉันไปดูโปรแกรมหนังวันนี้มาแล้ว มีที่น่าดูหลายเื่เลย แล้วพวกแกจะดูอะไรกัน” น้ำขิงพูดพร้อมกับพากันเดินออกมาจากร้านหนังสือเพื่อไปโรงหนังที่ชั้นสี่
“หนังผี!!!” บัวกับซันนี่พูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“อย่างน้อยก็มีอย่างหนึ่งที่แกสองคนชอบเหมือนกันสินะ” น้ำขิงพูดยิ้ม ๆ แล้วหันไปมองที่ทั้งสองคนที่ยกไหล่ขึ้นพร้อมกัน
ทั้งสามไปดูหนังรอบเที่ยงครึ่งพอประมาณบ่ายสองครึ่งหนังจบพวกเธอก็ออกมาจากโรงหนังกัน
“เราจะกินหมูย่างกันกี่โมงอะ” บัวถามขึ้นตอนที่ทั้งสามกำลังลงบันไดเลื่อนมาที่ชั้นสอง
“สักห้าโมงเย็นละกัน” น้ำขิงพูด
“โอเค งั้นก็เดินเล่นที่นี่กันซักชั่วโมงแล้วค่อยไปเดินซื้อวัตถุดิบทำหมูย่างแล้วกันเนอะ” บัวเสนอ
“ตามนั้น” น้ำขิงตอบส่วนซันนี่ก็พยักหน้าตาม ระหว่างที่กำลังเดินดูนู่นดูนี่ไปเรื่อย ๆ น้ำขิงก็เห็นร้าน ‘Rearhouse’ ชานมไข่มุกร้านโปรดของเธอ น้ำขิงชวนเพื่อนทั้งสองเข้าไปที่ร้าน พอได้ชานมไข่มุกมาแล้วน้ำขิงก็เดินมานั่งที่โต๊ะตรงกลางร้านพร้อมกับบัว ส่วนซันนี่เดินตามมาทีหลัง
“พวกแก...” ซันนี่เรียกทั้งสองขณะนั่งลงช้า ๆ แต่สายตามองตรงไปที่ด้านหลังของน้ำขิงแบบไม่กะพริบตา บัวมองท่าทางของซันนี่ก่อนเอ่ยถาม
“เป็อะไรของแก” บัวมองตามสายตาของซันนี่ไป “งานดีมากก” บัวพูดขึ้นแล้วทั้งสองคนก็พยักหน้าพร้อมกัน น้ำขิงที่ตอนแรกสนใจอยู่แค่ชานมไข่มุกก็เงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนทั้งสองคนที่อาการเหมือนโดนมนต์สะกดอะไรเข้าไป
“อะไรอะ พวกแกมองอะไรกัน” พูดจบน้ำขิงก็หันไปที่ด้านหลังของเธอ ที่โต๊ะคู่ในสุดของร้านมีชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังนั่งคุยกับผู้หญิงวัยกลางคนอยู่ เมื่อน้ำขิงเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นเธอก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเขาขึ้นมา น้ำขิงหันกลับมาตามเดิมแล้วทำหน้าครุ่นคิด “เหมือนฉันเคยเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นมาก่อนเลยอะ” เธอพูดขึ้น พลางนึกว่าเธอเคยเห็นเขาที่ไหนแต่ก็นึกไม่ออก บัวกับซันนี่ที่ได้ยินแบบนั้นก็หันมามองน้ำขิงพร้อมกัน
“คุณพระ นานทีปีหนแกจะพูดว่าคุ้นหน้าผู้ชายงานดีแบบนี้” ซันนี่พูดพร้อมเอามือทาบอก
“แกเคยเห็นเขาที่ไหนยัยขิง” บัวถามอย่างคาดหวัง
“ฉันจำไม่ได้อะ” น้ำขิงตอบ บัวถอนหายใจอย่างหมดหวัง ซันนี่ยิ้มมุมปากก่อนจะพูดขึ้น
“ฉันว่าละ ั้แ่รู้จักกันมาแกสนใจเื่ผู้ชายที่ไหน ขนาดพี่ไทม์เดือนคณะสุดหล่อเขามาตามจีบอยู่นาน แกยังไม่รู้ตัวเลย ไม่เหมือนนังบัวเรียนสี่ปีมีแฟนมาเป็สิบละ เปลี่ยนแฟนไตรมาสละคนได้เลยมั้ง” ซันนี่พูดแซวน้ำขิงแต่ก็ไม่วายแซะบัวที่นั่งทำหน้าเซ็งอยู่
“มันเป็เพราะฉันสวยหรอกย่ะ” พอบัวได้ยินแบบนั้น จากตอนแรกที่เหมือนสติหลุดลอยไปก็ได้สติกลับมาแล้วหันไปพูดกับซันนี่ บัวพูดจบก็มีเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น บัวก้มไปดูก่อนจะหยิบมันขึ้นมาแล้วโชว์ให้ซันนี่ดู “น้องเอ็ม วิศวะปี3 ทักมาอีกแล้วอะ” บัวพูดด้วยท่าทางที่ชวนให้ซันนี่หมั่นไส้สุด ๆ ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันจะได้ผลซะด้วย ซันนี่ทำหน้าเบะปากใส่บัวก่อนจะเบือนหน้าหนีหันไปดูดชานมอีกทาง
“โอ๊ย พอ ๆ ไปซื้อของกันดีกว่าเย็นกว่านี้เดี๋ยวรถติด” น้ำขิงพูด บัวหันโทรศัพท์กลับมาเพื่อดูเวลาแล้วทั้งสามก็ออกจากร้านชานม ไปซื้อของสดกันที่ชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วก็ตรงกลับบ้านทันที
ทางด้านของตะวันหลังจากที่พาไข่ตุ๋นไปฉีดยาที่คลินิกสัตว์ข้าง ๆ ห้าง Centime เขาก็ฝากเ้าไข่ตุ๋นไว้ที่คลินิกแล้วมานั่งคุยงานกับลูกค้าที่ร้านชานมไข่มุกร้านหนึ่งที่ชั้นสองของห้าง
“ถ้าคุณตะวัน้าแบบนั้นฉันก็สามารถจัดการให้ได้ค่ะ” หญิงวัยกลางคนที่กำลังนั่งคุยงานกับตะวันอยู่คือคุณณี เ้าของไร่กาแฟขนาดกลางที่จะมาเป็ซัพพลายเออร์รายใหม่ของร้าน
“ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยววันพรุ่งนี้ผมจะส่งรายละเอียดสัญญาให้ดูทางอีเมลนะครับ แล้วเราค่อยนัดเซ็นสัญญากันอีกที” พูดจบตะวันก็ส่งยิ้มเป็มารยาทให้กับคุณณี พอเธอเห็นแบบนั้นก็ได้แต่นึกในใจว่า หากได้เขามาเป็ลูกเขยคงดีเพราะคนหนุ่มที่ทั้งดูดีและทำงานเก่งแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” เธอพูดก่อนที่จะหันไปเรียกพนักงานเพื่อคิดเงินค่าเครื่องดื่ม แต่ตะวันก็พูดขึ้นมาซะก่อน
“เดี๋ยวผมจ่ายให้เองครับ” เมื่อพนักงานเดินมาถึงตะวันยื่นเงินสดให้พนักงานทันที
“ขอบคุณนะคะคุณตะวัน เป็คนหนุ่มที่นิสัยดีจริง ๆ” คุณณีมองการกระทำของตะวันพร้อมกับเอ่ยชมเขาออกมาอย่างลืมตัว ตะวันค้อมหัวลงเล็กน้อยแล้วยิ้มบาง ๆ ส่งให้เธอเป็เชิงว่าน้อมรับคำชมนั้น คุณณีลุกขึ้นเตรียมจะไป ตะวันก็ลุกขึ้นยืนตาม
“เดินทางปลอดภัยนะครับ” เขาพูด คุณณีส่งยิ้มให้แล้วเดินออกจากร้านไป ตะวันมองตามหลังเธอไป แต่สายตาเขาก็ไปสะดุดเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินออกไปก่อนคุณณีแค่นิดเดียว เธอเป็ผู้หญิงตัวเล็กน่ารัก สวมชุดเดรสสีขาว ในมือเธอถือแก้วชานมไข่มุกอยู่และกำลังตั้งใจกินอย่างมีความสุข ตะวันมองตามเธอจนเผลอยิ้มออกมา ตอนนั้นมีพนักงานนำเงินทอนมาให้เขาพอดี ทำให้เขาหุบยิ้มลงแล้วหันไปรับเงินทอน เสร็จแล้วก็ก้มมองนาฬิกาข้อมือ พบว่านี่มันบ่ายสามโมงยี่สิบแล้ว แต่คลินิกสัตว์ปิดบ่ายสามโมงครึ่ง ทำให้ตะวันรีบเก็บของแล้วไปรับไข่ตุ๋นที่คลินิกสัตว์ทันที ใช้เวลาไม่นานตะวันก็กลับมาถึงบ้าน เมื่อไขกุญแจเข้าบ้านไฟที่ชั้นล่างทั้งหมดก็เปิดเองโดยอัตโนมัติ ภายในบ้านถูกตกแต่งสไตล์โมเดิร์น โทนสีดำ-ขาว-น้ำตาล เปิดประตูเข้ามาจะเจอบันไดที่อยู่ทางซ้ายมือเป็บันไดขึ้นชั้นสองและมีห้องน้ำอยู่ใต้บันได ทางขวามีประตูเชื่อมกับโรงจอดรถ ตรงมาเป็โถงใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอนจะเจอกับชุดโซฟารับแขก เลี้ยวมาทางขวาคือโต๊ะกินข้าวและห้องครัว ใกล้กับห้องน้ำมีประตูที่เปิดออกไปเจอสระว่ายน้ำอยู่กลางลานนอกตัวบ้าน มีที่นอนอาบแดดทางด้านซ้ายของสระ และโต๊ะนั่งกินข้าวในร่มทางด้านขวาของสระ เมื่อพาไข่ตุ๋นเข้าบ้านมาแล้วตะวันปิดประตูลง ก้มลงปลดตะขอสายจูงของไข่ตุ๋น เ้าตัวดีเดินตรงไปที่ห้องน้ำอย่างรู้งานเพราะเมื่อไหร่ที่กลับมาจากข้างนอกต้องล้างเท้าทุกครั้ง ตะวันเห็นแบบนั้นก็ยิ้มขึ้นมาอย่างนึกเอ็นดูในความแสนรู้ของไข่ตุ๋น หลังจากเขาล้างเท้าให้เสร็จไข่ตุ๋นก็รีบวิ่งกระดิกหางอย่างมีความสุขไปที่ครัวทันที ตะวันเดินตามไปเพื่อเตรียมมื้อเย็นสำหรับหนึ่งคนและหนึ่งตัว แต่สักพักเขาก็รู้ตัวว่าลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ ทำให้ต้องวางมือจากการทำอาหารแล้วเดินออกไปที่รถ เมื่อหยิบโทรศัพท์มาแล้วและกำลังจะเปิดประตูเข้าบ้าน เขาก็ได้ยินเสียงรถแล่นมาจอดหน้าบ้านหลังข้าง ๆ ตะวันหันไปมองเพียงครู่เดียวก่อนจะเปิดประตูเข้าบ้านไป
รถ Honda HR-V ของบัวเข้ามาจอดที่หน้าบ้านน้ำขิงแต่ยังไม่มีใครลงจากรถ มีแค่เสียงคนคุยกันลอดออกมา
“โหหห บ้านสวยทุกหลังเลยอะแกกก” ซันนี่ที่นั่งอยู่ด้านหลังพูดด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจกับบ้านแต่ละหลังในหมู่บ้านสิริดาราจนบัวเริ่มรู้สึกหมั่นไส้
“ลงรถได้แล้วย่ะ มัวแต่วี๊ดว้ายอยู่ได้” บัวพูดด้วยน้ำเสียงดุ ๆ ก่อนจะเริ่มยิ้มกว้างขึ้น “รีบเข้าไปดูข้างในเลยดีกว่า วี๊ดดด” บัวที่ตอนแรกทำเสียงดุก็กลายเป็ส่งเสียงตื่นเต้นไปด้วยอีกคน แต่แล้วเธอก็เหลือบไปเห็นคน คนหนึ่งเดินเข้าไปในบ้านหลังข้าง ๆ ก่อนที่ประตูจะปิดลง ความอยากรู้ทำให้บัวเอ่ยถามกับน้ำขิงที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ
“ขิงเ้าของบ้านข้าง ๆ แกนี่ใครอะ” ซันนี่ที่นั่งอยู่ด้านหลังพอได้ยินบัวถามแบบนั้นก็เกิดสนใจ จึงค่อย ๆ ชะโงกหน้ามาตรงกลางระหว่างบัวกับน้ำขิง
“ไม่รู้อะฉันก็ยังไม่เคยเจอเขาเลย แต่เมื่อเช้าพ่อบอกว่าเป็ผู้ชายนะ” คำตอบของน้ำขิงทำเอาซันนี่ตาลุกวาว บัวได้ฟังก็พยักหน้าช้า ๆ “ทำไมหรอ” น้ำขิงที่เห็นท่าทางของบัวก็เอ่ยถาม
“ก็เมื่อกี้ฉันเห็นคนเข้าไปในบ้านก็พอจะเดาได้ว่าเป็ผู้ชายอะ สูงปรี๊ดขนาดนั้น” บัวตอบคำถามของน้ำขิงก่อนจะหันไปเห็นซันนี่ที่ตอนนี้เอาหน้าแนบกระจกรถ เพื่อพยายามเพ่งมองเข้าไปที่บ้านข้าง ๆ บัวเอื้อมมือไปตีที่แขนของซันนี่ดังเพี้ยะ ทำให้ซันนี่หันมามองตาขวางใสบัว “ทำอะไรของแก” บัวถาม
“ฉันก็อยากเห็นมั่งสิยะ ว่าเพื่อนบ้านของยัยขิงเนี่ยจะน่ากิน...เอ้ย!! น่ารักขนาดไหน” ซันนี่พูดพลางทำท่าทางดี๊ด๊า ตอนพูดถึงเพื่อนบ้านของน้ำขิง ทำให้น้ำขิงที่นั่งฟังอยู่ก็เกิดความคิดร้ายกาจที่อยากจะแกล้งซันนี่ขึ้นมา
“อืม...ถ้าฉันจำไม่ผิดตอนพ่อเล่าให้ฟังเมื่อเช้า เหมือนจะเป็คุณลุงคนหนึ่งนะ” น้ำขิงแกล้งหลอกซันนี่ว่าเพื่อนบ้านของเธอคนนี้คือคุณลุงคนหนึ่ง ซันนี่ที่ได้ฟังก็ทำหน้าเหย๋อ้าปากค้างไปเลย บัวที่มองตาน้ำขิงก็เหมือนจะรู้กันว่ามันเป็แผนแกล้งซันนี่ เธอเลยเสริมทัพเข้าไปอีก
“จะว่าไปก็เหมือนจะใช่นะขิง เมื่อกี้ฉันแอบเห็นมือเหี่ยว ๆ ด้วยอะ แต่ดูเหมือนเขาจะถือไม้เท้าอยู่นะอาจจะเป็ฝรั่งรุ่นคุณตาก็ได้” ซันนี่ที่ได้ยินแบบนั้นก็แทบจะเชื่อสนิท จนไปสังเกตเห็นว่ารถที่จอดอยู่หน้าบ้านที่ดูไม่เหมาะสำหรับคนแก่สักเท่าไหร่ ทำให้ซันนี่ยิ้มออกมาอย่างนึกปลอบใจตัวเอง
“อย่ามามั่วย่ะ พวกหล่อนแหกตาดูคุณตาที่ไหนจะขับรถแบบนี้กันยะ” น้ำขิงที่เห็นว่าซันนี่ไม่เชื่อแต่ด้วยความหัวไวเธอก็หาข้ออ้างหนึ่งขึ้นมาได้
“แล้วถ้าเขาไม่ได้ขับเองล่ะ แกคิดว่าที่เขามาอยู่เมืองไทยเขาอยู่กับใครล่ะ ถ้าไม่ใช่ว่าได้สาวไทยเป็เมียอะ” ซันนี่ฟังก็หุบยิ้มลง และจนถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย น้ำขิงกับบัวที่เห็นท่าทางของซันนี่ก็ได้แต่แอบขำกันอยู่สองคน
“ไม่ต้องเสียใจไปนะแก ไปเข้าไปในบ้านกันดีกว่าไหน ๆ ก็มาถึงบ้านก่อนเวลาเตรียมของกินตั้งครึ่งชั่วโมง เพื่อไม่ให้เพื่อนว่างจนนั่งเหงาใจ ไปช่วยฉันจัดของดีกว่า” น้ำขิงพูดพร้อมกับรอยยิ้มสดใส ซันนี่ที่ได้ยินแบบนั้นก็คิดว่า มันเป็ความหวังดีที่ไม่ได้ช่วยอะไรเธอสักเท่าไหร่เลย มีแต่คนเสนอที่ได้ประโยชน์ ฝากไว้ก่อนเถอะชิ!
“ขอบใจนะยะ” ซันนี่ขอบคุณด้วยท่าทีประชดนิด ๆ ทั้งสามคนเปิดประตูลงจากรถ ช่วยกันถือของกินที่ซื้อมาเข้าไปในบ้าน น้ำขิงไขกุญแจเข้าไปในบ้านทำให้ไฟที่ชั้นหนึ่งติดเองอัตโนมัติ เธอเดินเข้าบ้านมาตามด้วยบัวและซันนี่
“โหยัยขิงบ้านแกสวยไม่ใช่เล่นเลยนะ” ซันนี่พูดขึ้นหลังจากเดินเข้ามาถึงห้องโถงกลางบ้าน พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ
“จริง ไว้ถ้าฉันทำโปรเจคที่พ่อสั่งสำเร็จฉันขอบ้านในนี้สักหลังเป็รางวัลแทนเงินดีกว่า” บัวเสริม ตอนนี้เธอกำลังทำโปรเจคตัวใหม่ของบริษัทนำเข้าสินค้าเกาหลีที่พ่อของเธอเป็เ้าของ
“ไม่ใช่แค่สวยนะ แต่เขายังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ทั้งดีแล้วก็ทันสมัยที่สุดด้วยนะแก เห็นพ่อบอกว่าระดับผู้นำหลาย ๆ ประเทศยังเคยมาติดต่อเพื่อเช่าพักเวลามาที่ประเทศไทย นั่นก็แสดงว่าปลอดภัยแบบ 300% เลย” น้ำขิงพูด
“ปังมาก!” ซันนี่พูดพร้อมกับยกมือมาป้องปากด้วยสีหน้าตกตะลึง
“แล้วที่เราจะทำหมูย่างเกาหลีกัน ระบบรักษาความปลอดภัยจะแจ้งเตือนไหมอะขิง” บัวเอ่ยถามน้ำขิงพลางมองขึ้นไปบนเพดานที่มีเครื่องจับควันไฟติดอยู่
“ไม่มีปัญหาเดี๋ยวเราไปนั่งกันที่โต๊ะข้างนอกนั่นไง” น้ำขิงพูดก่อนจะชี้ไปที่ประตูกระจกที่เปิดออกไปจะเป็พื้นที่ outdoor มีโต๊ะให้สำหรับนั่งทำงานหรือนั่งกินข้าว และมีเคาน์เตอร์ครัวพร้อมอ่างล้างจานอยู่ข้างนอกด้วย
“โอเคงั้นยกของกินไปข้างนอกเลยเนอะ” บัวถาม น้ำขิงก็พยักหน้าให้เป็คำตอบ ทั้งสามคนเริ่มจัดแจงวัตถุดิบทั้งหมด ไม่นานทุกอย่างก็พร้อมกิน น้ำขิงมองไปบนท้องฟ้าที่ตอนนี้เริ่มมืดแล้ว ยิ่งอากาศเย็นครึ้มฝนยิ่งทำให้เหมาะกับการนั่งกินหมูย่างที่สุด บัวเทน้ำอัดลมลงในแก้วทั้งสามใบที่ใส่น้ำแข็งไว้ แล้วส่งแก้วให้กับเพื่อนทั้งสอง จากนั้นก็ชูแก้วของตัวเองขึ้น
“เอาล่ะ วันนี้เป็วันฉลองขึ้นบ้านใหม่แก ฉันขอให้แกได้งานไว ๆ แล้วก็ได้ทำในสิ่งที่แกฝันให้สำเร็จนะขิง” บัวพูด
“ฉันก็ขอให้แกมีความสุขกับการใช้ชีวิต แล้วก็ได้เจอผู้ชายดี ๆ เข้ามาในชีวิตสักสามสี่คน เผื่อว่าถ้าแกได้คนใดคนหนึ่งเป็แฟน คนที่เหลือจะได้ตัดใจมาหาฉัน ให้ได้มีแฟนกับเขาบ้าง สาธุ” ซันนี่พูด ก่อนจะทำท่าไหว้ไปบนอากาศ
“ขอให้ฉันได้เจอบ้างสักคนนะสาธุ ๆ” บัวที่ฟังก็สาธุตามซันนี่ไปอีกคน น้ำขิงที่มองอยู่ก็ถึงกับยิ้มพลางส่ายหน้ากับท่าทางของทั้งคู่ ที่จากอวยพรเธอกลายเป็ขอพรเื่ความรักไปซะแล้ว
“พอได้ฟังคำอวยพรของพวกแกเนี่ยฉันก็ชื่นใจเลย ขอบคุณนะสำหรับคำอวยพร” น้ำขิงพูดแต่ลงเสียงหนักท้ายประโยคพร้อมกับยิ้มจนตาหยีให้เพื่อนรักเชิงประชดประชัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณนะ ที่พวกแกอยู่ข้าง ๆ ฉัน ฉันดีใจนะที่เราได้มาเป็เพื่อนกันและอยู่ด้วยกันมาั้แ่ปีหนึ่ง จนเรียนจบแม้ว่าแยกย้ายกันไปทำงานแล้วแต่ก็ตาม มาวันนี้ก็มาชนแก้วแล้วกินกันให้ท้องอืดไปเลยยย” น้ำขิงพูดจบทั้งสามคนก็ยกแก้วขึ้นมาชนก่อนจะเริ่มกินหมูย่าง ฝนที่ตั้งเค้ามาสักพักก็เริ่มตกลงมา ทั้งสามนั่งกินไปก็พูดคุยกันไปเรื่อย ๆ จนเวลาล่วงเลยมาถึงประมาณหนึ่งทุ่ม ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักใน่แรกก็เริ่มเบาลง ทั้งสามคนช่วยกันเก็บของและล้างจานจนเสร็จ ซันนี่เดินมานั่งที่โต๊ะตัวเดิมพร้อมกับในมือมีถุงขนมที่ซื้อมาจากในห้างมานั่งกินต่อ บัวเดินตามมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“โอโหกินขนาดนี้ไหนแกบอกว่า่นี้กำลังคุมน้ำหนักไง” บัวพูด
“ก็วันนี้เลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ยัยขิงทั้งที ไหน ๆ ก็กินของอ้วนแล้วก็ต้องกินให้เต็มที่สิยะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยลด” ซันนี่พูดพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นแบบสวย ๆ ตามสไตล์ของเธอ
“แกจะลดไปทำไมอะฉันว่าแค่นี้ก็ดูดีแล้วนะ” น้ำขิงที่กำลังล้างผลไม้อยู่ที่อ่างล้างจานก็หันมาพูดพร้อมกับสีหน้าสงสัย แต่ก่อนซันนี่มีน้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์ไปสักหน่อยแต่พอปีสี่เธอก็เริ่มหันมาดูแลตัวเองจนหุ่นดีเพราะอยากเป็นายแบบ ซึ่งน้ำขิงก็มองว่ามันก็ดูดีแล้ว
“ก็มันอยากได้งานเดินแบบเปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังนะสิ เนี่ยพอผู้จัดการมันบอกว่าทางเ้าของงานเขาอยากให้ลดน้ำหนัก 10 กิโล ภายในสามอาทิตย์ ถ้ามันทำได้เขาจะจ้างเลย” บัวตอบ น้ำขิงที่ได้ฟังก็ถึงกับตาโต
“โหตั้งสิบกิโลภายในสามอาทิตย์เนี่ยนะ ซันนี่แกจะไหวหรอ แล้วนี่ลดมาแค่ไหนแล้วเนี่ย” น้ำขิงทวนคำพูดของบัวอีกครั้งก่อนจะหันไปถามซันนี่
“หนึ่งอาทิตย์ก็ลดไป 3 กิโลแล้วจ้ะ นี่ใคร...ซันนี่นะคะมีอะไรที่ซันนี่ทำไม่ได้บ้าง” ซันนี่ตอบด้วยความภาคภูมิใจกับการลดน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จไปเกือบครึ่งทางแล้ว
“การมีแฟนไงคะคุณซันนี่” บัวพูดลากเสียงยาวเพื่อแกล้งซันนี่
“กล้าที่จะพูดนะคะนังคุณบัวววว! แหม๋แกก็ไม่มีแฟนเหมือนกันนั่นแหละย่ะ” ซันนี่พูดก่อนจะเบะปากใส่บัว น้ำขิงที่นั่งมองการกระทำของทั้งสองคนก็ถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วหยิบผลไม้ที่หั่นเสร็จแล้วใส่จานต่อ ก่อนจะเหลือบไปเห็นถุงต้นไม้ที่วางอยู่ใกล้กับบันได น้ำขิงถือจานผลไม้มาวางที่โต๊ะก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“แกถุงต้นไม้ที่หน้าประตูนั่นของใครอะ” น้ำขิงถามขึ้นทั้งสองคนที่กำลังคุยกันอยู่เงียบ ๆ ก็หยุดลง
“อ๋อฉันลืมบอกแกไป คือพ่อฉันได้ต้นไม้มาหลายต้น เห็นว่าเป็ต้นไม้นำโชคอะ พอเขารู้ว่าแกย้ายบ้านใหม่ก็เลยฝากมาให้ เป็ของขวัญขึ้นบ้านใหม่อะ มีสองต้นนะของแกต้นหนึ่งส่วนอีกต้นหนึ่งให้แกไปผูกมิตรกับข้างบ้าน” บัวหันมาตอบ
“เออแกก็เอาไปให้เขาเลยสิ ฉันอยากเห็นหน้าคนข้างบ้านอะ” ซันนี่เสริม ทำให้น้ำขิงที่ได้ฟังก็คิดอยู่สักครู่เพราะนี่มันก็เย็นแล้ว เธอหยิบมือถือขึ้นมาดูก็เห็นว่าตอนนี้เวลาหนึ่งทุ่มยี่สิบห้าแล้ว แต่คงจะไม่เป็ไรก็แค่ไปทักทายแล้วเอาของให้ ถ้างั้นเอาไปให้เลยก็ได้เดี๋ยวลืมแล้วต้นไม้จะเฉากันพอดี เมื่อคิดได้ดังนั้นน้ำขิงก็ชวนทั้งสองไปเป็เพื่อน
“งั้นแกสองคนไปเป็เพื่อนฉันหน่อยดิ” ทั้งสองคนได้ยินก็มองหน้ากัน
“ไม่” ซันนี่พูด น้ำขิงที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าเหวอ “แกต้องลองไปทำความรู้จักกับคนอื่นด้วยตัวเอง แต่แกไม่ต้องกลัวเดี๋ยวฉันกับยัยบัวจะแอบดูอยู่ที่ริมรั้ว ถ้าเกิดอะไรผิดปกติฉันจะสวมิญญาจาพนมเอง” ที่ซันนี่ทำแบบนี้เพราะอยากให้น้ำขิงมีความกล้าที่จะทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าอีกครั้ง เพราะตอนปี 1 น้ำขิงเจอกับเื่ที่ไม่ค่อยดีมาก่อนมันทำให้เธอกลัวคนแปลกหน้าไปเป็ปี แต่โชคดีที่มีบัวกับซันนี่ที่คอยอยู่ข้าง ๆ ทำให้น้ำขิงเริ่มดีขึ้นและทั้งสองคนก็วางแผนที่จะให้น้ำขิงเริ่มทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านด้วยตัวเอง และนี่คือเื่ที่ทั้งสองนั่งคุยกันก่อนที่น้ำขิงจะถามถึงถุงต้นไม้
“ใช่ แล้วฉันก็จะสวมิญญาจีจ้าด้วย รับรองไม่ว่ามันจะเป็ใครก็สู้เราสองคนไม่ได้” บัวพูดพลางออกท่าทางสาวนักสู้หันหลังชนกับซันนี่ที่ทำท่า ‘ช้างกูอยู่ไหน’ ที่เป็ตำนานของจาพนม ทำให้น้ำขิงหลุดขำออกมาเล็กน้อยและมันช่วยให้เธอผ่อนคลายมากขึ้นจากตอนแรก น้ำขิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“งั้นก็ไปกัน” พูดจบเธอก็เดินเข้าไปในบ้าน ซันนี่กับบัวเดินตามหลังไป น้ำขิงหยิบถุงต้นไม้ขึ้นมาแล้วเดินไปเปิดประตู เหมือนฟ้าฝนจะเป็ใจเพราะตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว น้ำขิงเดินไปที่หน้าประตูบ้านหลังข้าง ๆ โดยมีบัวกับซันนี่ยืนเป็กำลังใจอยู่ที่ด้านในรั้วบ้านของเธอ น้ำขิงหันมามองหน้าเพื่อนรักทั้งสอง ก็ได้รอยยิ้มกลับมาเป็การบอกว่าไม่ต้องกังวล เมื่อเห็นแบบนั้นน้ำขิงก็หันกลับมาที่ประตูแล้วยื่นมือไปกดกริ่งหน้าบ้านสองครั้งและรออย่างตื่นเต้น ตาจ้องมองไปที่ประตู
แกร๊ก!
เสียงลูกบิดประตูดังขึ้น น้ำขิงสะดุ้งโหยงจนเกือบทำถุงต้นไม้หลุดมือ นั่นทำให้เธอต้องก้มหน้ามาดูว่ามันยังอยู่ดีรึป่าวพอเห็นว่าต้นไม้ไม่เป็อะไรเธอก็เหลือบไปเห็นเท้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า แล้วก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“เอ่อ สวัสดีค่ะฉันเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านข้าง ๆ เลยเอาของมาให้ค่ะ” น้ำขิงลนลานรีบพูดออกไปก่อนที่จะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองคนตรงหน้า แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจที่เพื่อนบ้านของเธอก็คือเขา ‘ผู้ชายที่ร้านชานมไข่มุก’ นั่นทำให้เธอนึกขึ้นได้ที่ว่าเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน ก็คือตอนที่เขาจูงหมาขึ้นรถยังไงล่ะ แต่เพราะตอนนั้นเธอมัวสนใจแค่ความน่ารักของเ้าหมาเลยไม่ได้มองเขาให้ชัด ๆ แต่ตอนนี้พอได้เห็นเขาใกล้ ๆ แบบนี้ก็ทำให้รู้ว่าเขาเป็ผู้ชายที่ดูดีเลยทีเดียวทั้งหน้าตา ทั้งชุดที่ใส่ ทั้งหุ่นที่ดีราวกับนายแบบ แต่ติดอย่างเดียวคือสายตาดุ ๆ นั่น เพื่อนบ้านของฉันเขาเป็คนแบบไหนกันนะ