ในฝันฉีเมี่ยวอยู่ในคฤหาสน์ลอยฟ้าคฤหาสน์ล้อมรอบด้วยูเาสามด้าน ด้านหนึ่งเป็น้ำที่มีน้ำตกไหลรินมาจากท้องฟ้า สายน้ำพรั่งพรูจากหุบเขาอย่างต่อเนื่อง
ท้องฟ้าสดใสผืนน้ำสะท้อนเมฆขาว ฉีเมี่ยวเดินไปริมน้ำ แต่แล้วกลับยืนบนน้ำได้เมื่อเดินไปถึงริมฝั่งก็อยู่ในสวนดอกไม้กลิ่นหอมสะพรั่งที่แปลกที่สุดคือดอกไม้นานาพันธุ์แข่งขันประชันความงามโดยไม่แบ่งแยกฤดูกาล
ฉีเมี่ยวพูดคุยกับผีเสื้อที่บินว่อนร่อนระเริงท่ามกลางดอกไม้เก็บดอกไม้เรียงร้อยเป็มงกุฎดอกไม้สวมบนศีรษะจากนั้นเดินไปในหอที่ครึ่งหนึ่งอยู่ในสายหมอกข้างหลัง
ในยามนี้เองหอเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมากะทันหัน ชุดกระโปรงของนางติดประกายไฟ เปลวไฟพุ่งขึ้นมาทันทีนางใกรีดร้องวิ่งพล่าน แต่ยังถูกไฟไหม้กลืนกินร่างกายความสิ้นหวังอย่างที่สุดทำให้นางใจนกรีดร้องลั่น
“เมี่ยวเอ๋อร์ เมี่ยวเอ๋อร์”มือใหญ่ข้างหนึ่งแตะหน้าผากของนาง จากนั้นจับมือนางไว้ เปี่ยมด้วยการปลอบโยน
ฉีเมี่ยวลืมตาขึ้นใบหน้าผอมแห้งขยายใหญ่ตรงหน้า ทำให้นางใกรีดร้องอีกครั้ง
“ไม่ต้องกลัวๆ ข้าอยู่นี่ ฝันร้ายใช่หรือไม่”
เสียงนี้แหบพร่าอ่อนแรงอย่างยิ่งเป็ไป๋ซีอวิ๋นสามีที่เพิ่งแต่งงานของนาง
ฉีเมี่ยวหอบหายใจชั่วครู่ถึงส่ายหน้า“ข้าไม่เป็ไร เพียงฝันร้ายเท่านั้น”
ไป๋ซีอวิ๋นใช้แขนกึ่งค้ำยันร่างกายตะแคงข้างกายนางมือขวาจับมือนางไว้อย่างปกป้องเต็มที่ “ฝันถึงอะไรใจนเป็เช่นนี้”
“ฝันว่าข้าถูกไฟคลอกตาย” ฉีเมี่ยวหลับตาลงความหวาดกลัวในฝันยังคงอยู่
ไป๋ซีอวิ๋นกลับเม้มปากแน่นเมื่อนางพูดประโยคนี้ครู่ใหญ่ถึงพูดว่า “เ้าเพียงได้รับาเ็เป็ไข้ จึงฝันร้ายเท่านั้นเ้าเป็ซื่อจื่อฮูหยิน จะถูกไฟคลอกตายได้อย่างไร ภายหลังอย่าได้พูดไร้สาระ”
“ข้ารู้” ฉีเมี่ยวยิ้มพูดว่า “ท่านกินอาหารกลางวันหรือยังข้าจะไปจัดเตรียม”
กำลังจะลุกขึ้นก็ถูกไป๋ซีอวิ๋นโอบเอวสองคนล้มลงบนเตียงด้วยกัน “ไม่ต้องไป อีกเดี๋ยวก็จะกินอาหารเช้าแล้ว”
“อา?”
“เ้านอนหลับไปทั้งคืน”
ฉีเมี่ยวไม่นึกว่าตนเองจะหลับไปนานถึงเพียงนี้
“เมื่อวานท่านกินยาหรือไม่ กินอะไรบ้าง”
ไม่นึกว่านางตื่นมาไม่ห่วงอาการาเ็บนเท้าของตนกลับห่วงใยเขาก่อน
ไป๋ซีอวิ๋นอมยิ้มอย่างอ่อนโยนแน่นอนว่ารอยยิ้มนั้นเยือกเย็นอยู่บ้างในสายตาของฉีเมี่ยว “เมื่อวานท่านหมอหลี่ที่จวินอี้เชิญมาเข้าจวนมาแล้วบนเท้าเ้ายังเจ็บมากหรือไม่”
“ดีขึ้นมากแล้ว”ฉีเมี่ยวลุกขึ้นนั่งตรวจสอบอาการาเ็บนเท้า กลับมิได้หายดีอย่าง ‘น่ามหัศจรรย์’ เช่นเคย!
หรือเืของนางสูญเสียประสิทธิภาพในการรักษาแล้ว?
ฉีเมี่ยวยังคงได้กลิ่นหอมอ่อนๆที่โชยออกมาจากบนร่างนาง อาจเพราะเมื่อวานตัวร้อนเหงื่อออกมากคราวนี้ระหว่างเคลื่อนไหวได้กลิ่นดอกไม้ที่แรงขึ้นจากคอเสื้อที่เปิดออก
กลิ่นนี้ยังไม่จางหายไปแต่อาการาเ็บนเท้ากลับไม่ดีขึ้น
ฉีเมี่ยวรู้สึกสงสัยคว้ามือของไป๋ซีอวิ๋นมา หลังจากตรวจรักษาสองมือของเขาเห็นอาการป่วยของเขาไม่ได้แย่ลง คราวนี้ถึงโล่งใจ สองวันก่อนนางเพิ่งแต่งงานเห็นท่าทางนั้นยังนึกว่าเขาจะขี่นกกระเรียนขึ้น์ทันที
“ข้าไปดูในห้องครัวเล็กหน่อย เตรียมสิ่งที่เหมาะสมกับร่างกายของท่านอีกทั้งยาที่ท่านหมอหลี่ผู้นั้นสั่งจ่าย ข้าก็ต้องไปดูหน่อย”ขอเพียงเขายังมีชีวิตอยู่ อนาคตของนางก็มีความหวังมิฉะนั้นไป๋หย่งชุนจะกินนางทั้งเป็แล้ว
“เท้าเ้าาเ็เช่นนั้นยังลงพื้นทำอะไร มีแม่ครัวอยู่ในห้องครัวเล็กแล้ว” ไป๋ซีอวิ๋นซาบซึ้งยิ่งนัก ยื่นแขนโอบเอวดึงนางให้นอนลง “เ้าเพิ่งหายไข้ ร่างกายยังอ่อนแอ พักผ่อนก่อน”
นางไหนเลยจะอ่อนแอตื่นขึ้นมาก็มีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าไม่เป็ไรจริงๆ” กระดูกไหล่ของเขาปูดนูนให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่นางอยู่บ้าง ฉีเมี่ยวรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้นขยับถอยอย่างแข็งทื่อเล็กน้อย “ท่านดูสิ ข้าไม่เป็ไรจริงๆ”
“อย่าขยับ”
ไป๋ซีอวิ๋นโอบเอวของฉีเมี่ยวอย่างเอาแต่ใจเขาป่วยอยู่ไม่มีแรงมากเท่าใด ฉีเมี่ยวย่อมหลุดพ้นได้อย่างง่ายดาย แต่นางกลับอาลัยอาวรณ์อ้อมกอดที่ไม่กว้างขวางของคนผู้นี้อยู่บ้างเช่นเดียวกับเมื่อเจอเขาครั้งแรก นางอดหลั่งน้ำตาไม่ได้มีความรู้สึกของชะตากรรมฉุดรั้ง
ฉีเมี่ยวสรุปว่าเป็เพราะเ้าของร่างเดิมกับไป๋ซีอวิ๋นรู้จักกันมานานแล้ว
สองคนพักผ่อนชั่วครู่บ่าวก็ยกกล่องอาหารเข้ามา วางโต๊ะเล็กไว้บนเตียงฉีเมี่ยวกับไป๋ซีอวิ๋นนั่งตรงข้ามกัน กินข้าวเสร็จเงียบๆ ปิงเหลียนก็ถือชามยามา
ไป๋ซีอวิ๋นรับน้ำแกงยาดำขลับกำลังจะดื่มกลับถูกฉีเมี่ยวขวางไว้
“อย่าเพิ่งกิน เอามาให้ข้าดูหน่อย”
ยื่นชามเล็กเครื่องเคลือบสีขาวเขียนลายทองประณีตให้ฉีเมี่ยวอย่างลังเลไป๋ซีอวิ๋นยิ้มพูด “มีอะไรน่าดู”
ฉีเมี่ยวยื่นปลายจมูกเข้าใกล้ชามดมกลิ่นจากนั้นชิมเล็กน้อยก่อนที่ไป๋ซีอวิ๋นจะรู้ตัว
“เด็กโง่! เ้าทำอะไร!”ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้ว อยากจะแย่งชามจากนาง แต่เพราะแขนไม่มีแรงจึงช้าไปครึ่งจังหวะ
ที่จริงหลายปีมานี้เขาอาศัยจิตใจแน่วแน่ฝืนตนเองเคลื่อนไหวมาโดยตลอดแต่ยังรู้สึกว่าแรงบนร่างน้อยลงเรื่อยๆ คนก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีจิตใจแน่วแน่เกรงว่าคงนอนติดเตียงกลายเป็คนไร้ความสามารถตั้งนานแล้ว
“ข้าชิมหน่อยว่าอร่อยหรือไม่”ฉีเมี่ยวส่งชามกลับไปให้ไป๋ซีอวิ๋น พูดยิ้มๆ ว่า “ท่านรีบกินเถอะความร้อนกำลังพอดี” ยาที่ท่านหมอหลี่สั่งจ่ายมีฤทธิ์อ่อนยิ่งนักแทบเหมือนกับยาที่นางสั่งคนไปซื้อ
ไป๋ซีอวิ๋นดื่มยาขมปี๋รวดเดียวหมดเงียบๆเพิ่งวางชามลงก็ได้ยินเสียงบ่าวตรงทางเดิน “ท่านโหว ซื่อจื่อเพิ่งกินยายามนี้ยัง...”
ไม่ทันพูดจบก็ได้ยินเสียงม่านไข่มุกห้องด้านนอกกระทบกัน
ไป๋หย่งชุนสวมเสื้อคลุมยาวสีม่วงเข้มสวมกวาน[1]ทองคำเดินมือไพล่หลังมาแม้ร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่บ้าง แต่ยังคงสง่างามไม่น้อย
เขามุ่งสู่ห้องด้านในโดยไม่ได้สนใจสาวใช้ข้างกายขัดขวางเห็นไป๋ซีอวิ๋นกับฉีเมี่ยวอยู่บนเตียงป๋าปู้ สองคนนั่งตรงข้ามกันตรงกลางกั้นด้วยโต๊ะเล็ก ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเบนสายตาไปยังขาเรียวอันงดงามของนางที่กระโปรงไหมโปร่งคลุมไว้ครึ่งหนึ่งใต้โต๊ะเล็กสองเท้าดอกบัวขาวหิมะไม่ได้สวมรองเท้าและถุงเท้าเพราะแผลลวกภายใต้การขับให้เด่นของผ้าปูแดงเข้มกับกระโปรงยาวสีชมพูอ่อน แลดูยั่วยวนอย่างยิ่ง
ฉีเมี่ยวรีบซ่อนเท้าไว้ใต้ชายกระโปรงด้วยความรีบร้อนหัวเข่ากระแทกโต๊ะ เจ็บจนนางสูดหายใจ
ไป๋ซีอวิ๋นคลุมผ้าห่มบางบนเท้าของฉีเมี่ยว
ั้แ่รู้ว่าไป๋หย่งชุนมีความคิดเช่นนั้นกับลูกสะใภ้ไป๋ซีอวิ๋นก็ต้องสะกดกลั้นความโกรธเต็มอกบัดนี้เขากลับบุ่มบ่ามบุกเข้าห้องด้านในเช่นนี้
“ท่านพ่อ” ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาแตกหักอย่างแท้จริงไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้วทักทาย
เมื่อเขาฝืนกลั้นความโกรธใบหน้าซีดเผือดผอมแห้งยิ่งแลดูบิดเบี้ยว
“อืม” ไป๋หย่งชุนเพียงขานรับส่งๆก็เดินมาถึงข้างเตียง “ฉีซื่อ แผลลวกเป็อย่างไรบ้าง”
ในฐานะพ่อสามีบุ่มบ่ามเข้าห้องนอนลูกชายกับลูกสะใภ้เช่นนี้แล้วยังกล้าเข้ามาพูดคุยข้างเตียงซ้ำยังข้ามหัวลูกชายจ้องแต่ลูกสะใภ้ แทบอยากจะใส่คนเข้าไปในดวงตา
เขาเห็นไป๋ซีอวิ๋นเป็อะไร!
ฉีเมี่ยวกัดฟันกรอดบังคับตนเองไม่ให้ขว้างถ้วยชาบนโต๊ะใส่หน้าไป๋หย่งชุน เบนสายตาออกไม่ไปมองเขาทำเป็ไม่ได้ยินเขาพูด
ไป๋ซีอวิ๋นเอ่ยว่า“หาเก้าอี้ให้ท่านโหว ยกชา” ก่อนจะหันมาพูดกับไป๋หย่งชุน“ท่านพ่อ เชิญนั่ง”
ปิงเหลียนกับอ้ายเหลียนยกเก้าอี้พนักพิงโค้งมาวางไว้ข้างม่านฉลุโค้งระหว่างห้องด้านในกับห้องด้านนอกไป๋หย่งชุนถึงไปนั่งอย่างไม่มีทางเลือก พูดว่า “จาวเกอเอ๋อร์ร่างกายดีขึ้นบ้างแล้วฉีซื่อเป็คนนำโชคโดยแท้ เมื่อนางแต่งเข้ามา เ้าก็ดีขึ้นมาก ซ้ำยังลุกมากินข้าวได้แล้ว”
น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยฟังไม่ออกว่าห่วงใยด้วยซ้ำ ราวกับเสียใจว่าเหตุใดไป๋ซีอวิ๋นไม่ตาย แต่ถ้าไม่ตายเขาก็ต้องพยายามทำให้โมโหจนตาย
ฉีเมี่ยวเองก็มองไป๋ซีอวิ๋น
ไป๋ซีอวิ๋นยังคงมีสีหน้าเ็า“ขอบคุณท่านพ่อที่เป็ห่วง ท่านพ่อยุ่งอยู่กับธุระอย่าได้ล่าช้าเื่สำคัญ บัดนี้จวนโหวยังต้องพึ่งท่านพ่อค้ำชู ท่านรีบไปทำธุระเถิดร่างกายนี้ของข้าเป็ตามที่ท่านพูด เริ่มดีขึ้นแล้ว เชื่อว่าไม่นานก็จะหายดี”
ไป๋หย่งชุนได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ้มอย่างเสียดสี“ใช่แล้ว พ่อรอให้เ้าหายดี”
เขาเน้นเสียงคำว่า‘หายดี’ อย่างชัดเจนในหูของฉีเมี่ยวฟังได้ชัดว่าเป็คำพูดที่มีความหมายตรงกันข้าม
นี่มันครอบครัวเช่นไรไหนเลยจะมีพ่อคนใดเป็เช่นนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะนางเห็นไป๋ซีอวิ๋นอดทนเช่นนี้รู้ว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาแตกหัก นางจะต้องสั่งคนทุบตีไล่เขาออกไป
“ท่านพ่อใส่ใจลูก ไหนเลยลูกจะไม่รู้”ไป๋ซีอวิ๋นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ พูดขึ้นว่า “ท่านพ่อท่านแม่บอกว่าท่านตรวจสอบเื่กาน้ำชาแล้วไม่รู้สืบได้หรือไม่ว่าผู้ใดใช้เล่ห์เหลี่ยม”
“ข้ามาเพื่อเื่นี้พอดี”ไป๋หย่งชุนมองใบหน้าด้านข้างอันงดงามนุ่มนวลของฉีเมี่ยวมองผมยาวที่ยุ่งเล็กน้อยของนางละไล้ไปตามลำคอคดเคี้ยวสยายถึงหน้าอก ผิวขาวราวหิมะทำให้คนเกิดความคิดชั่ววูบที่อยากจะย่ำยีทิ้งร่องรอยไว้บนนั้น
เขาเริ่มปากแห้งลิ้นแห้งแม้นั่งบนเก้าอี้พนักพิงโค้ง ร่างกายกลับโน้มไปข้างหน้า “ฉีซื่อ เ้าวางใจได้ ข้าจะต้องทวงคืนความยุติธรรมให้เ้า”
ฉีเมี่ยวยังคงนิ่งเงียบ
ถ้านางไม่ได้เท้าเปล่าเพราะเพิ่งทายายังไม่ทันได้พันแผลนางจะต้องลงพื้นไปไล่คน แล้วอยู่ให้ห่างจากเฒ่าบ้ากามหน่อย
แต่ยามนี้ขอเพียงนางเคลื่อนไหวก็จะทำให้เขาเห็นสองเท้าของนาง
นางไม่พูดไป๋หย่งชุนยังคิดว่าสตรีนางนี้มีนิสัยสุขุมอ่อนโยนเขินอายง่าย ในใจชื่นชอบยิ่งนักตั้งใจจะเข้าใกล้ ไป๋ซีอวิ๋นก็ขวางอยู่ตรงกลาง ยามนี้หากตั้งใจเข้าใกล้ชัดเจนเกินไปย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้คนนินทาจึงทำได้เพียงเท่านี้
“เอาเถอะ พรุ่งนี้ข้ามาเยี่ยมเ้าอีก”ไป๋หย่งชุนพูดกับไป๋ซีอวิ๋น
“ไม่รบกวนท่านพ่อ”
ไป๋หย่งชุนเดินมือไพล่หลังออกไป
ถึงหน้าประตูยังไม่ลืมเหลียวมองยิ้มให้ฉีเมี่ยว
ฉีเมี่ยวขยะแขยงสายตาเช่นนั้นของเขาจนเกือบจะอาเจียนอาหารเช้าออกมา
ไป๋ซีอวิ๋นโกรธจัดจนอยากฆ่าคนเดิมทีใช้ยาถูกต้องร่างกายดีขึ้นเล็กน้อย คราวนี้รู้สึกหัวใจเต้นเร็วแรง
ฉีเมี่ยวสังเกตเห็นความตึงเครียดของเขารีบสั่งสาวใช้เก็บโต๊ะเล็กไป เมื่อในห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคนคราวนี้ถึงนั่งข้างไป๋ซีอวิ๋นที่นอนตะแคง “ซื่อจื่อ ท่านโกรธ?”
ไป๋ซีอวิ๋นไม่ได้เคลื่อนไหว
“ซื่อจื่อ ถ้าท่านรู้สึกว่าสิ่งที่พ่อสามีทำไม่เหมาะสมจริงๆ ก็รีบหายดีเถอะ” ขอเพียงเขาดีขึ้น นางก็มีที่พึ่ง
คำพูดให้กำลังใจของนางไป๋ซีอวิ๋นฟังแล้วกลับโศกเศร้ายิ่งนัก
เขารู้ยามนี้เขาไม่เป็ไร
แต่อีกสี่ปีครึ่งล่ะ?
ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีเขาปกป้องนางได้เพียงสี่ปีครึ่ง เพราะความตายเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากเขาตายแล้ว นางยังจะเดินตามเส้นทางเดิมในชาติก่อนหรือไม่
นึกถึงตรงนี้ไป๋ซีอวิ๋นเผยแววตาเ็า พลิกตัวลุกขึ้นเรียกปี้ย่วน “เ้าไปหอจวี้เสียน แจ้งคุณชายลั่ว บอกว่าขอให้เขาส่งคนที่ข้า้ามาโดยเร็วที่สุด”
ปี้ย่วนทำความเคารพก่อนรีบร้อนออกไป
ฉีเมี่ยวก็ถามว่า“ท่านซื้อคนอีกแล้ว?”
[1] กวานคำเรียกของเกี้ยวหรือมงกุฎที่ใช้รวบผมของผู้ชายจีนในสมัยโบราณ