Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 52 : เสียงเรียก

    ความสงบไม่ได้พังลงด้วยเสียงกรีดร้อง


    มันไม่ได้แตกออกเหมือนกระจก ไม่ได้ถูกกระชากออกจากมือพวกเขาอย่างรุนแรง ไม่ได้มาพร้อมเสียงปืน เสียงคำราม หรือเงาของฝูงที่กระโจนเข้ามาจากพายุหิมะ


    มันค่อย ๆ เสียรูป


    เหมือนน้ำแข็งบางบนผิวบ่อน้ำที่ยังดูเรียบอยู่จากไกล ๆ แต่ใต้ผิวนั้นเริ่มมีรอยร้าวเล็ก ๆ วิ่งผ่านอย่างเงียบงัน รอยร้าวที่ไม่มีใครเห็นจนกว่าจะเหยียบลงไป และเมื่อรู้ตัวอีกที พื้นที่คิดว่าแข็งพอก็ไม่เหลือให้ยืนแล้ว


    สถานีพักรถร้างยังนิ่งอยู่ใต้แสงก่อนรุ่งสาง


    กองไฟกลางพื้นคอนกรีตเหลือเพียงถ่านแดงจาง ๆ ฝังอยู่ใต้เถ้าสีเทา เปลวไฟสุดท้ายคงดับไปสักพักแล้ว แต่ความอุ่นที่มันเคยมอบให้ยังติดอยู่ในห้องเหมือนความทรงจำของคืนก่อน กลิ่นควันไม้แห้งค้างอยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นน้ำมันเครื่องเก่า กลิ่นผ้าชื้น กลิ่นสนิมจากชั้นวางของพัง ๆ และกลิ่นหิมะที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างแตก มันเป็นกลิ่นของสถานที่ที่เคยถูกสร้างเพื่อให้คนหยุดพักระหว่างทาง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงซากหนึ่งบนถนนที่ไม่มีใครรับประกันว่าจะพาไปถึงที่ไหน


    ป้ายพลาสติกเหนือเคาน์เตอร์เก่าเอียงลงข้างหนึ่ง ตัวอักษรซีดจนอ่านไม่ออกว่าครั้งหนึ่งเคยขายกาแฟร้อนหรือแซนด์วิชราคาถูก ตู้แช่เครื่องดื่มริมผนังหยุดทำงานมานานจนกระจกด้านในเป็นฝ้าขาวขุ่น ขวดพลาสติกเปล่าบางขวดยังกลิ้งอยู่ใต้ชั้นวางเหมือนถูกทิ้งกลางวันธรรมดา ๆ ไม่ใช่หลังโลกพัง ไฟฉุกเฉินเหนือประตูห้องน้ำกะพริบเป็นครั้งคราว แต่แสงของมันอ่อนเกินกว่าจะไล่ความมืดออกไปได้จริง ทุกครั้งที่มันติดขึ้นชั่ววูบ เงาของชั้นวางกับกระเป๋าสัมภาระจะยืดยาวไปบนพื้น แล้วหดกลับเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะตื่นหรือไม่


    เครื่องเล่นเพลงเก่าของแจ็กซ์วางอยู่บนลังพลาสติกแตกใกล้กองไฟ


    เมื่อคืนมันเคยร้องเพลง


    เพลงที่ไม่สมบูรณ์ เพลงที่มีเสียงแทรก เสียงสะดุด และจังหวะหายไปบางช่วง แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเป็นเพลง เพลงแรกในหลายคืนที่ทำให้คนในรถคันนั้นจำได้ว่าก่อนโลกกลายเป็นสีขาวของหิมะ สีดำของเลือด และสีเทาของควันไฟ มนุษย์เคยมีสิทธิ์ฟังอะไรที่ไม่ใช่เสียงเตือนภัย


    ตอนนี้เพลงหยุดไปแล้ว


    ไม่ใช่หยุดแบบจบเพลง


    มันหยุดเหมือนเครื่องจักรเล็ก ๆ ตัดสินใจหมดแรงกลางประโยคสุดท้าย เหลือเพียงเสียงมอเตอร์ด้านในหมุนฝืด ๆ เป็นจังหวะแผ่วมาก ราวกับหัวใจของสิ่งของเก่าที่ไม่ยอมตายดี


    กึก


    กึก


    กึก


    เสียงนั้นเบาจนถ้าเป็นคืนปกติคงไม่มีใครสนใจ แต่ในสถานีพักรถที่เงียบเกินไป เสียงเล็ก ๆ กลับดังเหมือนเข็มโลหะขูดอยู่หลังเปลือกตา


    คาเอลได้ยินมันก่อนจะรู้ว่าตัวเองตื่นแล้ว


    เขาลืมตาขึ้นในความมืดสลัว ร่างกายยังนอนอยู่ใต้ผ้าห่มหนาที่ดึงมาจากท้ายรถ แต่ความหนาวลอดผ่านทุกชั้นผ้าเข้ามาถึงผิวอยู่ดี ลมหายใจของเขาออกมาเป็นไอขาวบาง ๆ ก่อนจางหายไปเหนือใบหน้า เพดานตรงหน้าเป็นแผ่นคอนกรีตแตกร้าว มีคราบน้ำแข็งเกาะตามรอยแยกเป็นเส้นขาวเล็ก ๆ เหมือนเส้นเลือดของอาคารที่หยุดเต้นไปแล้ว


    เขาไม่ขยับในทันที


    เพราะวินาทีแรกหลังตื่น เขายังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน


    สถานีพักรถ


    หิมะ


    รถ


    กองไฟ


    ทีม


    คำเหล่านั้นค่อย ๆ กลับมาเรียงตัวในหัวอย่างช้า ๆ แต่ก่อนที่มันจะเรียงครบ เสียงอีกเสียงหนึ่งก็แทรกเข้ามาจากที่ที่ลึกกว่าความทรงจำ


    ครืด


    ครืด


    ปัง


    ประตูโลหะปิด


    เสียงนั้นไม่ได้ดังอยู่ในห้องนี้ แต่ร่างกายเขาตอบสนองเหมือนมันดังอยู่ข้างหูจริง ๆ กล้ามเนื้อที่คอเกร็งขึ้น ฝ่ามือใต้ผ้าห่มกำแน่นโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจติดอยู่ในอกครึ่งจังหวะ ก่อนเขาจะบังคับตัวเองให้สูดอากาศเข้าอีกครั้ง


    กลิ่นควันไม้


    กลิ่นผ้าชื้น


    กลิ่นน้ำมันเครื่อง


    ไม่ใช่กลิ่นเลือดในแนวประตู


    ไม่ใช่ B7


    ไม่ใช่ตอนนั้น


    คาเอลบอกตัวเองซ้ำ ๆ โดยไม่ออกเสียง แล้วค่อย ๆ คลายนิ้วมือออกทีละนิ้ว ข้อนิ้วแข็งจากความเย็นและจากการกำแน่นนานเกินไป เขารู้สึกถึงเล็บที่จิกฝ่ามือจนเจ็บตื้น ๆ ความเจ็บเล็กน้อยนั้นช่วยดึงเขากลับมาที่ร่างกาย ดึงจากเสียงประตูในหัวกลับมาสู่พื้นคอนกรีตเย็น ๆ ใต้ตัว กลับมาสู่เสื้อผ้าที่ชื้นเหงื่อ กลับมาสู่โลกที่ยังไม่ยอมให้เขาหลับอย่างคนปกติ


    รอบตัวเขา ทุกคนยังอยู่


    แจ็กซ์หลับอยู่ข้างผนังด้านซ้าย ตัวงอใต้ผ้าห่มครึ่งผืนราวกับพยายามเก็บความร้อนที่ไม่พอ มือข้างหนึ่งยังจับประแจไว้หลวม ๆ ทั้งที่หลับไปแล้ว ข้อนิ้วเปื้อนน้ำมันจนดำ คราบเดียวกันลากเป็นเส้นอยู่บนแก้มกับข้างจมูก ใบหน้าเขาดูเด็กลงเวลาหลับ แต่ความอ่อนล้าทำให้ขอบตาลึกเกินวัย ทุกครั้งที่นิ้วเขากระตุก ประแจจะกระทบพื้นเบา ๆ


    กริก


    เสียงเล็ก ๆ นั้นเหมือนยืนยันว่าแม้ในฝัน แจ็กซ์ก็ยังไม่ยอมปล่อยสิ่งที่คิดว่าจะใช้ซ่อมโลกได้


    มิเลียนั่งพิงเสาเก่าไม่ไกลจากคาเอล เธอหลับตา แต่ไม่เหมือนหลับลึก ศีรษะเอนไปด้านข้างเล็กน้อย มือหนึ่งกอดผ้าห่มไว้แน่น อีกมือวางใกล้ปืนพกมากพอจะหยิบได้ทันทีถ้ามีเสียงผิดปกติ ผมของเธอหลุดจากที่รวบลงมาปรกแก้ม แสงสีเทาจางจากหน้าต่างแตกแตะใบหน้าเธออย่างแผ่วเบา เผยรอยเหนื่อยที่กลางวันอาจถูกซ่อนด้วยการยืนตรง การสั่งงาน หรือการดูแลคนอื่น แต่ตอนหลับมันไม่มีที่ให้ซ่อน


    คาเอลมองเธอนานกว่าที่ตั้งใจ


    เมื่อคืน เธอนั่งอยู่ใกล้เขากว่าหลายคืนที่ผ่านมา เสียงเพลงของแจ็กซ์ไม่ดังพอจะกลบพายุข้างนอก แต่ดังพอจะกลบช่องว่างบางอย่างระหว่างพวกเขาได้ชั่วคราว มีช่วงหนึ่งที่เขาหัวเราะจริง ๆ เบามากจนแทบไม่ใช่เสียงหัวเราะ แต่เขาจำได้ว่ามันหลุดออกมาจากร่างกายก่อนสมองจะอนุญาต และมิเลียมองเขาเหมือนเห็นบางอย่างที่เธอกลัวว่าจะหายไปนานแล้ว


    เขาอยากพูดอะไรสักอย่างกับเธอ


    ไม่ใช่คำใหญ่ ไม่ใช่คำสารภาพ ไม่ใช่คำสัญญาในโลกที่ไม่มีใครรับประกันพรุ่งนี้ได้


    แค่อะไรบางอย่างที่บอกว่าเขายังจำวิธีเป็นคนคนหนึ่งได้


    แต่ทุกครั้งที่คิดจะเริ่มคำพูด สมองอีกส่วนก็แทรกขึ้นมาอย่างเย็นเฉียบ


    ระยะทางจากสถานีพักรถถึงเส้นทางเหนือถัดไปประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตร หากถนนไม่ถูกปิด


    น้ำมันเหลือพอวิ่งได้ราวหนึ่งร้อยสี่สิบถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกิโลเมตร ขึ้นกับสภาพหิมะ


    อาหารเหลือไม่ถึงสองวันถ้านับลูน่าเต็มส่วน


    ระบบทำความร้อนในรถทำงานไม่เสถียร หากอุณหภูมิลดต่ำกว่านี้ ลูน่าเป็นคนแรกที่เสี่ยง


    นิกซ์อาการแย่ลงเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนเร็ว


    แจ็กซ์อดนอนต่อเนื่อง เสี่ยงพลาดตอนซ่อม


    มิเลียใช้พลังดึงกลับหลายครั้งเกินไป ร่างกายเธอเหนื่อยกว่าที่เธอยอมรับ


    โวร่าตื่นยามนานเกินกำลังปกติ แต่ยังทำเหมือนไม่เป็นอะไร


    ถ้าต้องลดน้ำหนักรถ—


    คาเอลหลับตาลงทันที


    หยุด


    คำสั่งนั้นไม่ได้ออกจากปาก แต่หนักพอจะทำให้กรามเขาเกร็ง


    อย่าหายเข้าไปในตัวเลข


    เสียงของมิเลียในความทรงจำเบากว่าเสียงประตู แต่คมกว่า มันไม่ได้ตะโกน ไม่ได้บังคับ ไม่ได้สั่งให้เขาหยุดคิด มันเพียงวางตัวอยู่ระหว่างเขากับสิ่งที่เขากำลังกลายเป็น เหมือนมือที่ยื่นมาจับขอบผาไว้ก่อนที่เขาจะก้าวลงไปโดยไม่รู้ตัว


    คาเอลลืมตาอีกครั้งแล้วหันไปมองอีกฝั่งของกองไฟ


    โวร่านั่งอยู่ตรงนั้น


    เธอไม่ได้หลับ หรือถ้าหลับก็เป็นการหลับแบบคนที่ไม่เคยยอมตัดการรับรู้จากโลกจริง มือข้างหนึ่งวางบนด้ามดาบสั้นที่พาดอยู่ข้างตัว ปลายนิ้วแตะโลหะเป็นจังหวะช้ามาก ดวงตาของเธอมองไปทางประตูหลังสถานีพักรถ ผมสีเงินที่หลุดจากการรวบสะท้อนแสงก่อนรุ่งเป็นเส้นเย็น ใบหน้าของเธอยังนิ่งเหมือนเดิม แต่ใต้ความนิ่งนั้นมีความอ่อนล้าที่ปกปิดไม่หมด ไหล่เธอต่ำลงกว่าปกติเล็กน้อย สันกรามตึงเหมือนกำลังเคี้ยวความหนาวไว้ไม่ให้มันเข้าไปถึงข้างใน


    ข้างตัวเธอ ลูน่านอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันครึ่งหนึ่ง


    เด็กหญิงตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับโลกที่กำลังกลืนทุกอย่างรอบตัว ผ้าห่มหนาจนเธอดูเหมือนก้อนเล็ก ๆ มีเพียงใบหน้าครึ่งหนึ่งโผล่ออกมา แก้มยังมีคราบเขม่าจาง ๆ ผมยุ่งติดหน้าผาก ริมฝีปากแห้งแตกนิด ๆ จากอากาศหนาว ลมหายใจของเธอสั้นและเบา เด็กอายุเก้าขวบไม่ควรหายใจเหมือนคนที่กลัวการนอนหลับ แต่ลูน่าหายใจแบบนั้นมาตั้งแต่พวกเขาเก็บเธอขึ้นรถ


    เมื่อคืนเธอนอนบนไหล่โวร่า


    ภาพนั้นยังค้างอยู่ในหัวคาเอลอย่างประหลาด เด็กหญิงที่เพิ่งไว้ใจโลกได้น้อยที่สุดกลับเลือกไหล่ของคนที่พูดน้อยที่สุดเป็นที่หลับ โวร่านั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นหมอนแข็ง ๆ ท่ามกลางความหนาว และแจ็กซ์ก็พยายามทำตัวเหมือนไม่เห็นทั้งที่เห็นชัดเจนที่สุด


    ตอนนั้นมันทำให้คาเอลรู้สึกอุ่น


    ตอนนี้มันทำให้เขากลัว


    เพราะทุกครั้งที่ทีมเริ่มมีสิ่งที่ดูเหมือนบ้าน โลกก็มักจะจำมันได้เร็วเกินไป


    ลูน่าขยับ


    ตอนแรกเป็นเพียงการกระตุกเล็ก ๆ ใต้ผ้าห่ม ไหล่บาง ๆ สั่นเหมือนเธอหนาว โวร่าก้มมองทันที แต่ยังไม่ขยับ นิกซ์ซึ่งนั่งเฝ้ายามใกล้หน้าต่างแตกอีกด้านหันศีรษะนิดหนึ่ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะหูโดยไม่รู้ตัว


    นิกซ์ตื่นอยู่เช่นกัน


    เด็กหนุ่มนั่งพิงตู้แช่เก่าที่หยุดทำงานไปแล้ว เขากอดเข่าข้างหนึ่งไว้ มืออีกข้างกุมหูด้านซ้ายเหมือนพยายามกดเสียงบางอย่างไม่ให้ทะลุออกมาจากกะโหลก แสงอ่อนจากภายนอกเผยเส้นสีคล้ำใต้ผิวบริเวณคอที่เต้นผิดจังหวะเป็นบางครั้ง ราวกับมีรากไม้เล็ก ๆ พยายามหาทางขึ้นไปใต้ผิวมนุษย์ เขาดูเหมือนยังอยู่ตรงนี้ แต่บางส่วนของเขากำลังฟังโลกอีกใบหนึ่งที่ไม่มีใครในห้องได้ยิน


    คาเอลเห็นนิกซ์ขมวดคิ้ว


    ลูน่าพึมพำ


    “ไม่ใช่ทางนั้น…”


    เสียงเด็กหญิงเบามากจนเกือบกลืนไปกับเสียงมอเตอร์ของเครื่องเล่นเพลง


    โวร่าก้มลงใกล้ขึ้น


    คาเอลยันตัวลุกโดยไม่ส่งเสียงมากนัก ฝ่ามือแตะพื้นคอนกรีตเย็นจัด ความหนาวกัดผ่านผิวจนเขารู้สึกเหมือนวางมือบนแผ่นเหล็กที่แช่น้ำแข็งมาทั้งคืน สถานีพักรถยังคงนิ่ง ไม่มีเสียงจากด้านนอก ไม่มีเงา ไม่มีแรงสั่น ไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน


    มีเพียงเสียงลม


    เสียงเครื่องเล่นเพลง


    และเสียงเด็กคนหนึ่งที่ตอบใครบางคนในฝัน


    ลูน่าหายใจเข้าแรงขึ้น


    “หนาว…”


    โวร่าดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวเด็กโดยสัญชาตญาณ เธอดึงสูงเกินไปจนเกือบปิดจมูกลูน่า แล้วชะงัก ค่อย ๆ ลดลงทีละนิดอย่างระวังเกินเหตุ ท่าทางนั้นไม่เข้ากับคนที่เคลื่อนไหวในสนามรบได้แม่นราวเงา ดาบและเลือดดูเหมาะกับมือเธอมากกว่าผ้าห่ม แต่ตอนนี้มือที่มีรอยแผลและคราบเย็นจับขอบผ้าห่มเหมือนกำลังจับของที่แตกได้


    ลูน่าไม่สงบ


    เปลือกตายังปิดอยู่ แต่ดวงตาใต้ผิวบางขยับไปมาเร็วขึ้น นิ้วเล็ก ๆ กำขอบผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วซีด ริมฝีปากสั่น ก่อนเสียงหนึ่งจะหลุดออกมา


    “มันเรียกหนู…”


    คำพูดนั้นทำให้ความเงียบในห้องหนาขึ้นทันที


    ไม่มีใครขยับหนึ่งวินาที


    สองวินาที


    นิกซ์ค่อย ๆ ลดมือลงจากหู แต่ยังไม่หันกลับมา เขามองออกไปนอกหน้าต่างแตก ดวงตาแดงก่ำจับอยู่กับลานจอดรถที่ถูกหิมะกลบจนดูเหมือนไม่เคยมีรถคันใดวิ่งผ่าน


    โวร่าเรียกเสียงต่ำ


    “ลูน่า”


    เด็กหญิงไม่ตอบ


    มิเลียลืมตาขึ้นในเวลาเกือบเดียวกันกับที่คาเอลขยับเข้าใกล้ เธอไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แค่ใช้สายตามองลูน่า มองโวร่า มองคาเอล แล้วลุกขึ้นช้า ๆ ผ้าห่มเลื่อนลงจากไหล่ เสียงผ้าขูดพื้นเบามากแต่ในความเงียบมันดังพอให้แจ็กซ์พลิกตัวครึ่งหนึ่งก่อนนิ่งไปอีกครั้ง


    ลูน่าพูดอีก


    “ไม่ไป… หนูไม่อยากไป…”


    คราวนี้เสียงไม่ได้เหมือนละเมอทั่วไป


    มันมีจังหวะของการปฏิเสธ


    จังหวะของคนที่กำลังฟังข้อเสนอจากใครบางคน


    มิเลียนั่งลงอีกด้านของลูน่า ระยะห่างระหว่างเธอกับโวร่าแคบจนไหล่เกือบแตะกัน แต่ทั้งคู่ไม่สนใจความใกล้นั้น ทุกอย่างในห้องเหมือนหดเหลือเพียงเด็กหญิงตรงกลาง


    “ลูน่า” มิเลียเรียกอ่อนมาก “ได้ยินฉันไหม”


    เด็กหญิงขยับริมฝีปาก


    “ใต้…”


    คาเอลหยุดหายใจไปครึ่งจังหวะ


    นิกซ์หันกลับมาในที่สุด ใบหน้าเขาซีดลงทันทีเหมือนคำเดียวกันนั้นไปกระแทกบางอย่างในหัว


    แจ็กซ์ตื่นเต็มตาแล้ว เขาค่อย ๆ ดันตัวลุก ประแจในมือตกกระแทกพื้นดังแกรก เขาสะดุ้งกับเสียงของตัวเอง แล้วรีบก้มเก็บเหมือนกลัวเสียงนั้นจะปลุกอะไรบางอย่างมากกว่าปลุกคนในห้อง


    “เกิดอะไรขึ้น” เขากระซิบ


    ไม่มีใครตอบ เพราะลูน่าพูดต่อ


    “มา…”


    เสียงของเธอเบาลง


    “หนาว…”


    ลมหายใจของเด็กหญิงเป็นไอขาวจาง ๆ ทั้งที่เธออยู่ใกล้กองไฟที่สุด


    “ไม่เจ็บ…”


    โวร่ากำขอบผ้าห่มแน่นขึ้นจนผ้ายับ


    มิเลียแตะแก้มลูน่าเบา ๆ เด็กหญิงตัวเย็นผิดปกติ ไม่ใช่เย็นแบบคนหนาวธรรมดา แต่เย็นเหมือนเลือดถอยเข้าไปลึกเกินผิว มิเลียเงยหน้ามองคาเอล สายตาของเธอไม่ได้ถามออกมา แต่เขาได้ยินคำถามนั้นชัดเจน


    นี่คือการได้ยินใช่ไหม


    หรือแค่ฝันร้าย


    หรือเราเริ่มแยกสองอย่างนั้นไม่ออกแล้ว


    คาเอลอยากตอบว่าเป็นฝัน


    อยากเชื่อว่าเด็กคนหนึ่งที่ผ่านความตาย ผ่านเมืองร้าง ผ่านการถูกไล่ล่า ผ่านการนอนบนรถที่สั่นสะเทือนกลางหิมะ แค่ฝันถึงเสียงที่ไม่มีอยู่จริง


    แต่สมองของเขาเริ่มสังเกตสิ่งอื่นก่อนหัวใจจะเลือกคำปลอบ


    หิมะนอกหน้าต่างตกเบาเกินไป


    ไม่ใช่เบาแบบลมสงบ แต่เบาเหมือนเกล็ดหิมะถูกแขวนไว้ในอากาศชั่วขณะก่อนตกลงต่อ เสียงลมผ่านรอยแตกของกระจกไม่ได้เปลี่ยนตามทิศเหมือนที่ควร มันวนกลับมาเป็นจังหวะเดิมทุกสิบสองหรือสิบสามวินาที ราวกับมีใครเอาเสียงหนึ่งช่วงมาตัดต่อซ้ำแล้วปล่อยวนอยู่ในโลกจริง


    บนโต๊ะข้างกองไฟ แผนที่ที่คาเอลขีดเส้นทางเมื่อคืนถูกน้ำจากเพดานหยดลงมาจนหมึกเลอะ เส้นสีดำไหลเป็นทางยาวจากตำแหน่งสถานีพักรถขึ้นไปทางเหนือ แต่เมื่อเขามองดี ๆ แนวหมึกที่เลอะกลับบิดเล็กน้อยไปยังจุดเดียวกับประตูหลังของอาคาร


    ลูน่าหายใจเข้า


    ออก


    เข้า


    ออก


    จังหวะนั้นไม่ตรงกับหัวใจของเด็ก


    ไม่ตรงกับคนหลับ


    มันตรงกับลม


    คาเอลรู้สึกเลือดตัวเองดังขึ้นในหู


    ประตูหลังห่างจากลูน่าประมาณสิบสามก้าว


    โวร่านั่งใกล้พอจะคว้าทันในครึ่งวินาที


    มิเลียอยู่ด้านขวา ถ้าลูน่าลุกเร็วเกินไป เธอจะปิดทางออกได้ในสามก้าว


    แจ็กซ์อยู่ไกล แต่มีไฟฉายกับประแจ


    นิกซ์ได้ยินบางอย่าง แต่ไม่มั่นคงพอเป็นจุดนำทาง


    ถ้าลูน่าเดินออกไป เธอจะไปถึงประตูหลังภายในสิบวินาที ถ้าไม่ถูกหยุด


    ถ้าประตูเปิด เสียงลมจะกลบเสียงฝีเท้าเด็ก


    ถ้าสิ่งที่เรียกเธออยู่ใต้หิมะ ระยะระหว่างประตูกับแนวต้นสนอาจไม่ใช่ระยะปลอดภัย แต่เป็นกับดักเปิดโล่ง


    ถ้าปล่อยให้เธอออกไปคนเดียว โอกาสที่ฝูงจะตามทีมลดลงหรือเพิ่มขึ้น—


    ความคิดสุดท้ายนั้นทำให้คาเอลสะดุ้งกับตัวเอง


    หยุด


    เขากัดฟันจนกรามเจ็บ


    มันน่ากลัวตรงที่สมองของเขาไม่ได้ตั้งใจโหดร้าย


    มันแค่คำนวณ


    มันเอาเด็กคนหนึ่งเข้าไปวางในช่องของสมการโดยไม่ถามหัวใจเขาก่อน


    เขามองลูน่า มองมือเล็ก ๆ ที่กำผ้าห่ม มองเท้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้า มองใบหน้าเปื้อนคราบเขม่าของเด็กที่เมื่อคืนยังหัวเราะเบา ๆ กับมุกโง่ ๆ ของแจ็กซ์ แล้วความคิดเมื่อครู่ก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีอะไรขมจัดไหลขึ้นมาที่คอ


    ไม่ใช่อีก


    เขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองคิดแบบนั้นอีก


    ลูน่าลืมตา


    ดวงตาของเธอเปิดขึ้นช้า ๆ แต่ไม่ได้มองคนตรงหน้า เธอมองผ่านโวร่า ผ่านมิเลีย ผ่านเพดานแตก เหมือนสายตาจับอยู่ที่บางสิ่งไกลกว่ากำแพงสถานีพักรถ ไกลกว่าป่าสน ไกลกว่าถนนที่พวกเขาต้องไปต่อ แววตาเธอเปียกน้ำตา แต่ไร้การรับรู้แบบคนตื่นเต็มที่


    “มันเรียกหนู” เธอพูด


    ชัดเจน


    ชัดเจนเกินกว่าทุกคนจะทำเป็นไม่ได้ยิน


    แจ็กซ์กลืนน้ำลายดังแผ่ว เขาไม่เล่นมุก ไม่มีแม้แต่สีหน้าที่พยายามทำเป็นเบาสมอง มีเพียงมือที่กำประแจแน่นขึ้นและตาที่เลื่อนไปมาระหว่างลูน่า นิกซ์ และประตูหลัง


    โวร่าถามเสียงต่ำ


    “ใคร”


    ลูน่าไม่ตอบคำนั้น


    เธอหันหน้าไปทางประตูหลัง


    แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น


    การเคลื่อนไหวของเธอไม่ได้เหมือนคนละเมอที่เดินเปะปะ เด็กหญิงขยับผ้าห่มออกอย่างระวังเกินไป ค่อย ๆ ดันตัวขึ้นบนเข่า มือเล็ก ๆ คลำไปที่รองเท้าบูตข้างตัว เธอไม่ได้ใส่มัน


    เธอถือมันไว้


    คาเอลรู้สึกเหมือนมีมือเย็นเฉียบบีบอก


    ลูน่ากำลังพยายามไม่ให้เสียงดัง


    เธอไม่ได้แค่ถูกดึงไปโดยไม่รู้เรื่องทั้งหมด


    เธอเป็นเด็กที่ตื่นครึ่งหนึ่งและคิดว่าถ้าจะออกไป ต้องไม่ปลุกคนอื่น


    โวร่าขยับทันที


    แต่ลูน่าหันกลับมาก่อน


    เธอไม่ได้มองทุกคน


    เธอมองโวร่า


    แค่เสี้ยววินาทีเดียว


    เหมือนเด็กคนหนึ่งอยากจำหน้าใครบางคนไว้ก่อนเดินออกไปในที่ที่ตัวเองกลัว


    โวร่าคว้าข้อมือลูน่าไว้


    เร็ว เงียบ แม่นยำ


    แต่แรงจับไม่ได้รุนแรงเท่าตอนเธอจับศัตรู มันเป็นแรงของคนที่กลัวจะทำให้เด็กเจ็บ แม้การปล่อยจะอันตรายกว่า


    ลูน่าสะดุ้งแรงเหมือนถูกกระชากกลับจากที่ไกลมาก ดวงตายังไม่โฟกัสเต็มที่ น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ


    “ปล่อยหนู…”


    เสียงเล็กนั้นทำให้ห้องเย็นลงกว่าเดิม


    โวร่าไม่ปล่อย


    “ไม่”


    ลูน่าส่ายหน้า รองเท้าบูตหล่นจากมือข้างหนึ่งกระแทกพื้นเบา ๆ


    “หนูต้องไป”


    “ไม่”


    “มันบอกว่า…” เด็กหญิงสะอื้นทั้งที่ยังเหมือนครึ่งหลับ “ถ้าหนูอยู่ พี่จะเจ็บอีก”


    ปลายนิ้วของโวร่าที่จับข้อมือเธอแข็งขึ้น


    ไม่มีใครพูด


    เพราะทุกคนรู้ว่าประโยคนั้นไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า


    ทุกคนเจ็บจริง


    แจ็กซ์หลับทั้งถือประแจ นิกซ์เลือดซึมจากจมูกบ่อยขึ้น มิเลียฝืนใช้ความมั่นคงของตัวเองจนดวงตาเหนื่อยล้า คาเอลนอนเหมือนคนที่พร้อมตื่นขึ้นมาปิดประตูอีกบานเสมอ และโวร่าไม่เคยนอนแบบคนที่เชื่อว่ามีใครจะเฝ้ายามแทนได้


    ลูน่าเห็นหมด


    เด็กเห็นในแบบของเด็ก


    ไม่เข้าใจกลยุทธ์ ไม่เข้าใจเรโซแนนซ์ ไม่เข้าใจไฮฟ์ ไม่เข้าใจว่าความผิดปกติที่เกิดกับเธอมีชื่ออะไรในไฟล์ทดลองหรือรายงานของคนตาย


    เธอเห็นแค่ว่า ตั้งแต่เธอขึ้นรถมา ทุกคนเหนื่อยขึ้น


    ทุกคนเจ็บขึ้น


    เสียงจึงไม่ต้องโกหกมาก


    มันแค่เอาความจริงบางส่วนมาเรียงใหม่ให้เด็กคนหนึ่งเชื่อว่าการหายไปของเธอคือของขวัญ


    ลูน่าพูดต่อ เสียงแทบแตก


    “ถ้าหนูไปเอง…พวกพี่จะได้นอนใช่ไหม”


    แจ็กซ์หันหน้าหนี


    ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะเขาไม่มีสีหน้าพอสำหรับประโยคนั้น มือที่ถือประแจยกขึ้นแตะหน้าผากเหมือนกำลังปิดอะไรบางอย่างไม่ให้ไหลออกมา


    มิเลียยกมือขึ้นปิดปากครึ่งหนึ่ง ดวงตาเธอสั่น แต่เธอไม่ร้อง เธอเพียงค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ลูน่าขึ้นอีกนิด เหมือนอยากให้เด็กเห็นว่ามีคนอยู่ใกล้ก่อนที่คำพูดใดจะตามทัน


    คาเอลนิ่งไป


    เพราะประโยคของลูน่าพุ่งไปโดนที่ที่เขาปิดไว้แน่นที่สุด


    ถ้าฉันสั่งปิดประตู คนสี่ร้อยกว่าคนจะรอด


    ถ้าฉันทิ้งเจ็ดสิบกว่าคนไว้ข้างหลัง คนที่เหลือจะได้มีโอกาส


    ถ้าฉันตัดส่วนหนึ่งออกจากสมการ ส่วนใหญ่จะเดินต่อได้


    ตรรกะที่ถูกต้อง


    ตรรกะที่ไร้เมตตา


    ตรรกะที่เขาเกลียดเพราะมันช่วยชีวิตคนได้จริง


    โวร่าเงียบอยู่นานพอให้ลมข้างนอกแทรกเข้ามาในช่องว่างนั้น


    แล้วเธอพูด


    “มันโกหก”


    ลูน่าส่ายหน้า น้ำตาไหลลงถึงคาง


    “แต่ทุกคนเจ็บจริง ๆ”


    คราวนี้โวร่าเงียบ


    เพราะเถียงไม่ได้


    เธอไม่ได้บอกว่าไม่จริง ไม่ได้พูดว่าพวกเขาสบายดี ไม่ได้โกหกแบบผู้ใหญ่ที่คิดว่าคำปลอบนุ่ม ๆ จะช่วยเด็กจากความจริง


    ทุกคนเจ็บจริง


    และบางทีนั่นทำให้โวร่ายิ่งไม่รู้ว่าควรพูดอะไร


    เธอเป็นคนที่รู้วิธีหยุดคมมีดก่อนถึงลำคอ รู้วิธีอ่านมุมมืด รู้วิธีฆ่าโดยไม่ให้เกิดเสียง แต่ไม่มีใครเคยสอนเธอว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเด็กคนหนึ่งบอกว่าตัวเองควรหายไปเพื่อให้คนอื่นได้นอน


    มือของโวร่าค่อย ๆ เปลี่ยนจากจับข้อมือเป็นจับมือทั้งมือ


    มือของเธอมีรอยแผลหลายเส้น มีความแข็งของคนที่จับอาวุธมานาน มีความเย็นจากการเฝ้ายามทั้งคืน


    มือของลูน่าเล็กมาก


    เย็นมาก


    “เจ็บก็อยู่” โวร่าพูด


    ลูน่ากะพริบตา


    “หนาวก็อยู่”


    เสียงของโวร่าไม่หวาน ไม่อ่อนโยนในแบบที่คนทั่วไปใช้กับเด็ก แต่มันหนักแน่นเหมือนหินที่วางลงตรงหน้า


    “กลัวก็อยู่”


    ลูน่าหายใจสะอื้น


    โวร่าก้มมองเธอ


    “แต่ไม่เดินออกไปคนเดียว”


    ลูน่ามองเธอเหมือนพยายามเข้าใจคำง่าย ๆ นั้น


    “ทำไม…”


    โวร่าหยุดไปครู่หนึ่ง


    นานพอให้คาเอลคิดว่าเธออาจไม่มีคำตอบจริง ๆ


    และถ้าจะพูดกันตามตรง โลกแบบนี้ก็อาจไม่มีคำตอบที่ดีพอเช่นกัน


    ทำไมเด็กคนหนึ่งถึงต้องอยู่ในโลกที่ตามล่าเธอ


    ทำไมมนุษย์ถึงต้องอยู่ต่อทั้งที่เจ็บ หนาว และกลัว


    ทำไมต้องสู้ ทั้งที่ไม่มีใครรับประกันว่าสู้แล้วจะไม่ถูกพรากไป


    คำถามพวกนี้ไม่ใช่คำถามของเด็กคนเดียว มันเป็นคำถามของทุกคนในห้อง เพียงแต่ลูน่าเป็นคนพูดออกมาด้วยเสียงที่ไม่มีเกราะป้องกัน


    โวร่ามองเธออยู่นาน


    แล้วตอบ


    “เพราะฉันยังอยู่ตรงนี้”


    ไม่มีคำอธิบายมากกว่านั้น


    ไม่มีสัญญาว่าปลอดภัย


    ไม่มีประโยคว่าทุกอย่างจะดีขึ้น


    มีเพียงการมีอยู่ของเธอในระยะที่มือลูน่ายังจับได้


    สำหรับเด็กคนหนึ่งที่ถูกโลกทิ้งไว้ข้างหลัง บางทีนั่นอาจมากพอให้หายใจต่ออีกหนึ่งครั้ง


    ลูน่ากะพริบตาช้า ๆ เหมือนบางส่วนของเธอเริ่มกลับมา น้ำตายังไหล แต่แรงดึงในร่างเหมือนอ่อนลงเล็กน้อย


    คาเอลยังไม่ทันผ่อนลมหายใจ เสียงลมด้านนอกก็เปลี่ยนไป


    ไม่ใช่ดังขึ้น


    แต่จังหวะเปลี่ยน


    กึก


    กึก


    กึก


    เครื่องเล่นเพลงยังหมุนฝืดอยู่


    แต่นอกเหนือจากเสียงนั้น ใต้พื้นอาคารมีอีกจังหวะหนึ่งซ้อนอยู่ ต่ำและช้าจนแทบไม่ใช่เสียง ราวกับมีบางสิ่งเคลื่อนผ่านหิมะหนาด้านนอก แล้วหยุดฟังเป็นช่วง ๆ


    นิกซ์ยืนขึ้นช้า ๆ มือกุมหูทั้งสองข้าง ใบหน้าซีดจนแทบไร้สี เลือดสีเข้มไหลจากจมูกซ้ายลงมาถึงริมฝีปาก เขาไม่ได้เช็ด ราวกับสมาธิทั้งหมดถูกใช้ไปกับการฟังสิ่งที่คนอื่นไม่ควรได้ยิน


    มิเลียเห็นเลือดก่อน


    “นิกซ์”


    “อย่า…” เขาพูดเบามาก “อย่าเพิ่งแตะผม”


    มือของมิเลียหยุดอยู่กลางอากาศ ห่างจากไหล่เขาไม่ถึงครึ่งฝ่ามือ


    ระยะห่างนั้นเล็กมาก


    แต่เต็มไปด้วยความกลัวที่ไม่มีใครอยากพูด


    นิกซ์หลับตา หายใจแรงขึ้น


    “มันไม่ได้เรียก”


    คาเอลหันไปมองเขา


    “หมายความว่าไง” แจ็กซ์ถาม เสียงแห้งผิดปกติ


    นิกซ์ลืมตา ดวงตาแดงก่ำและเปียกเหมือนคนกำลังพยายามกลั้นความเจ็บมากกว่ากลั้นน้ำตา


    “มันกำลังนับ”


    ความเงียบตกลงหนักจนเหมือนได้ยินเถ้าถ่านยุบตัวในกองไฟ


    นิกซ์มองลูน่า แล้วมองทุกคนทีละคน


    “ไม่ใช่นับเลขแบบเรา มันเหมือน…จังหวะ เหมือนชีพจร เหมือนมันรู้ว่ามีอะไรอุ่น ๆ อยู่ในนี้กี่ก้อน”


    แจ็กซ์หน้าซีดลง


    “อุ่น ๆ นี่หมายถึงเราใช่ไหม”


    นิกซ์ไม่ตอบ


    และนั่นเป็นคำตอบที่แย่ที่สุด


    โวร่ายังคงจับมือลูน่าไว้ แต่สายตาเลื่อนไปทางประตูหลัง ดวงตาที่อ่อนลงเมื่อครู่แข็งกลับมาเหมือนมีดที่ถูกดึงออกจากฝัก เธอปล่อยมือลูน่าอย่างช้า ๆ ไม่ใช่ปล่อยทิ้ง แต่ค่อย ๆ วางมือนั้นลงบนผ้าห่ม


    ลูน่ากำชายเสื้อเธอทันทีโดยไม่รู้ตัว


    โวร่าหยุด


    เพียงเสี้ยววินาทีเดียว


    คาเอลเห็นเสี้ยววินาทีนั้นชัดกว่าเสียงทั้งหมด


    สำหรับโวร่าคนเก่า การเลือกควรเรียบง่าย


    ภัยอยู่ด้านนอก


    ดาบต้องอยู่ที่มือ


    เด็กต้องอยู่ข้างหลัง


    แต่ตอนนี้มือเล็ก ๆ จับชายเสื้อเธอไว้ และการเดินออกจากวงนั้นไม่เรียบง่ายเหมือนเดิมอีกแล้ว


    คาเอลลุกขึ้น หยิบปืนพกจากลังใกล้กองไฟ


    น้ำหนักของปืนธรรมดากดลงในฝ่ามืออย่างจริงเกินไป เขารู้จำนวนกระสุนโดยไม่ต้องตรวจ


    เจ็ดนัดในแม็กกาซีน


    อีกหนึ่งแม็กกับกระสุนหลวมไม่กี่นัดในกระเป๋า


    เสียงปืนจะดังมากในความเงียบแบบนี้ เสียงอาจเดินทางไปไกลกว่าที่เขาต้องการ เรียกสิ่งที่ยังไม่ได้รู้ตำแหน่งพวกเขาให้รู้ตำแหน่ง แต่ถ้าสิ่งที่อยู่ใต้หิมะเข้ามาใกล้ประตู ความเงียบก็ไม่มีค่ามากกว่าชีวิตคนในห้อง


    รถยังไม่พร้อมเต็มที่ แจ็กซ์บอกก่อนหลับว่าต้องเช็กสายเชื้อเพลิงกับระบบทำความร้อน ถ้าขับออกไปตอนนี้มีโอกาสดับกลางทาง


    แต่ถ้าอยู่ต่อ พื้นใต้พวกเขาอาจไม่ใช่พื้น


    ประตูหลังห่างจากลูน่า สิบสามก้าว


    จากลูน่าถึงรถ ยี่สิบสี่ก้าว


    จากโรงรถถึงถนนหลัก หกสิบเมตร


    หากสิ่งใต้หิมะรับแรงสั่นจากเครื่องยนต์ มันจะรู้ทันทีเมื่อพวกเขาสตาร์ต


    หากรอจนสว่าง ทัศนวิสัยดีขึ้น แต่ศัตรูอาจเข้าใกล้พอจะปิดทางออก


    ถ้า—


    มิเลียพูดเบา ๆ


    “คาเอล”


    แค่ชื่อของเขา


    แต่พอ


    เขาหันไปมองเธอ


    มิเลียไม่ได้บอกให้เขาหยุดคิด ไม่ได้บอกว่าอย่าคำนวณ เธอเพียงมองเขาด้วยสายตาที่ไม่ยอมปล่อยให้เขาเดินเข้าไปในที่นั้นคนเดียว


    “อย่าตัดสินใจเร็วเกินไป” เธอพูด


    คำพูดนั้นไม่ใช่การขวาง


    มันคือมือที่วางบนขอบผาอีกครั้ง


    คาเอลพยักหน้า


    “ฉันรู้”


    แต่เขาไม่แน่ใจว่าเธอเชื่อหรือไม่


    เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเชื่อไหม


    “แจ็กซ์” คาเอลเรียก


    แจ็กซ์สะดุ้งเหมือนรอคำนี้อยู่แล้ว


    “รถอีกนานแค่ไหน”


    “ถ้าตอบแบบที่ทำให้นายสบายใจ—”


    “ตอบจริง”


    แจ็กซ์เม้มปาก รีบคว้ากระเป๋าเครื่องมือขึ้นสะพาย


    “สิบห้านาทีถ้าโชคเข้าข้างฉัน สามสิบนาทีถ้าโลกยังเกลียดเราแบบสม่ำเสมอ สี่สิบนาทีถ้ารถคันนี้ตัดสินใจว่ามันอยากตายตรงนี้”


    “เอาให้ได้สิบห้า”


    แจ็กซ์พยักหน้า ริมฝีปากกระตุกเหมือนจะเล่นมุก แต่สุดท้ายไม่มีมุกออกมา เขาเพียงก้มเก็บประแจแล้ววิ่งไปทางโรงรถด้านข้าง เสียงฝีเท้าเขาดังถี่บนพื้นคอนกรีต ก่อนหายไปหลังประตูเหล็กครึ่งบาน


    “มิเลีย อยู่กับลูน่า” คาเอลพูด


    มิเลียมองเขา


    “นายจะออกไปดู”


    มันไม่ใช่คำถาม


    คาเอลตอบด้วยการตรวจแม็กกาซีนแล้วเสียบกลับเข้าไป


    “ไม่ไกล”


    “คำว่าไม่ไกลของนายไม่เคยน่าไว้ใจเท่าไร”


    เขาหยุดไปครู่หนึ่ง


    ประโยคนั้นควรเป็นมุกเบา ๆ ได้ในโลกอื่น แต่ในโลกนี้มันมีน้ำหนักของคนที่เคยเห็นเขาเดินเข้าไปใกล้ขอบสิ่งที่ดึงกลับไม่ได้มากขึ้นทุกวัน


    “ฉันจะอยู่ในระยะที่ได้ยินเสียงพวกเธอ” เขาพูด


    มิเลียมองเขานานขึ้น


    แล้วพยักหน้าเพียงเล็กน้อย


    “งั้นฟังด้วย”


    โวร่าลุกขึ้นทันที


    “ฉันไปด้วย”


    ลูน่ากำชายเสื้อเธอแน่นขึ้น


    โวร่าก้มมองมือเล็ก ๆ นั้น


    ไม่มีใครเร่งเธอ


    แม้ทุกคนรู้ว่าเวลาไม่มาก


    เด็กหญิงเงยหน้ามองโวร่า ดวงตายังชื้นน้ำตา


    “พี่อย่าไป”


    คำขอเล็ก ๆ นั้นทำให้บางอย่างในโวร่าชะงัก


    คาเอลเห็นปลายนิ้วของเธอเกร็ง เธอไม่ได้กลัวสิ่งข้างนอก แต่กลัวการดึงชายเสื้อออกจากมือเด็กมากกว่า


    มิเลียนั่งลงข้างลูน่า วางมือเบา ๆ บนไหล่เธอ


    “ฉันอยู่กับเธอ”


    ลูน่าหันไปมองมิเลีย เหมือนพยายามตัดสินใจว่าความอบอุ่นแบบนี้แทนคนตรงหน้าได้ไหม


    “ถ้ามันเรียกอีก…”


    “เราจะได้ยินเธอก่อน” มิเลียตอบทันที


    คำว่าเราทำให้มือของลูน่าค่อย ๆ คลายลง


    โวร่าจับนิ้วเล็ก ๆ ทีละนิ้วแล้วค่อย ๆ วางกลับลงบนผ้าห่ม การเคลื่อนไหวของเธอระวังจนดูเจ็บ เธอไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม เพียงหันหลังไปหยิบดาบสั้นกับเสื้อคลุม


    คาเอลเดินไปทางประตูหลัง


    นิกซ์ขยับเหมือนจะตามมา


    “อยู่กึ่งกลาง” คาเอลพูดโดยไม่หันไป “ถ้าได้ยินอะไร บอกทันที”


    นิกซ์หยุด สีหน้าเขาบอกว่าเขาเกลียดตำแหน่งนั้น เพราะมันหมายถึงการยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ได้ยินมากกว่าคนอื่น


    “ผมไม่อยากเป็นตัวนำทางให้มัน” เขาพูดเบามาก


    คาเอลหันกลับไปมองเขา


    “นายเป็นนิกซ์ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน”


    เด็กหนุ่มนิ่งไปหนึ่งวินาที


    เหมือนชื่อของตัวเองเป็นเชือกเส้นเล็ก ๆ ที่ถูกโยนข้ามความมืดมาให้ เขาจับมันไว้ด้วยการพยักหน้า แม้มือยังสั่นอยู่


    คาเอลผลักประตูหลังออก


    ลมเย็นแทงเข้ามาทันที


    มันไม่ใช่แค่ลมหนาวธรรมดา มันเหมือนมีดบาง ๆ ที่ซ่อนอยู่ในอากาศ ตัดผ่านเสื้อผ้าหนา ๆ เข้าไปถึงผิวหนัง กลิ่นหิมะสด กลิ่นไม้สนเปียก กลิ่นเหล็กขึ้นสนิมของถังน้ำมันหลังสถานี และกลิ่นบางอย่างใต้ดินที่ไม่ชัดว่าเป็นดินแช่แข็งหรือเนื้อเน่าที่ถูกเก็บไว้ในความหนาวนานเกินไปไหลเข้ามาพร้อมกัน


    ด้านนอกยังไม่สว่างจริง


    ท้องฟ้าเหนือแนวต้นสนเป็นสีเทาดำ มีเส้นสีเงินจาง ๆ ตรงขอบไกลบอกว่ารุ่งเช้ากำลังพยายามมาถึง แต่โลกเหมือนไม่อยากตื่น หิมะปกคลุมลานหลังสถานีพักรถเป็นผืนเรียบ ถังขยะพลาสติกแตกครึ่งจมอยู่ใต้หิมะจนเหลือเพียงขอบ สายไฟขาดจากเสาเล็ก ๆ แกว่งเบา ๆ ตามลม แนวต้นสนด้านหลังยืนเป็นเงาสูงดำ เรียงตัวนิ่งเหมือนกำแพงของสิ่งมีชีวิตที่เฝ้ามองโดยไม่กะพริบ


    คาเอลก้าวลงไปในหิมะ


    เสียงยวบใต้รองเท้าดังขึ้นเบา ๆ


    ความเย็นซึมผ่านรองเท้าอย่างรวดเร็ว หิมะสูงเกือบถึงหน้าแข้ง เขาย่อตัวเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ สายตากวาดไปตามพื้นใกล้ประตู ถังน้ำมันเก่า เศษป้ายล้ม แนวผนังด้านซ้าย มุมอับด้านขวา และเงาใต้ชายคา


    ไม่มีรอยเท้า


    ไม่มีรอยกรงเล็บ


    ไม่มีเลือด


    ไม่มีอะไรเลย


    แต่นั่นเองที่ผิด


    ถ้ามีอะไรอยู่ข้างนอกจริง มันควรทิ้งร่องรอยบางอย่าง


    ถ้าไม่ทิ้ง แปลว่ามันไม่ได้อยู่บนผิวหิมะ


    โวร่าก้าวออกมาตามหลัง เธอไม่ถาม เขยิบแยกไปด้านซ้ายสองเมตร มือยังไม่ชักดาบ แต่ท่าทางต่ำลงจนพร้อมพุ่งได้ในครึ่งจังหวะ ดวงตาของเธอไม่ได้มองจุดเดียว มันกวาดพื้นที่เป็นวงกว้างเงียบ ๆ เหมือนเงาที่มีดวงตา


    คาเอลเดินห่างจากประตูไม่เกินสิบเมตร


    ทุกก้าวเขาฟังพื้นใต้เท้า


    หิมะปกติจะยุบตามน้ำหนัก


    แต่บางครั้งพื้นด้านล่างตอบสนองช้ากว่าจังหวะร่างกายเล็กน้อย


    เขาหยุดตรงจุดหนึ่งใกล้ถังน้ำมัน


    บนผิวหิมะมีรอยยุบเล็ก ๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ


    ไม่เหมือนรอยเท้า


    ไม่เหมือนกิ่งไม้ตก


    เหมือนจากด้านล่างมีอะไรดันขึ้นมา หยุดฟัง แล้วถอยกลับลงไปก่อนทะลุผิว


    คาเอลใช้ปลายปืนเขี่ยหิมะออกอย่างระวัง


    ใต้ชั้นหิมะมีโพรงเล็ก ๆ เฉียงลงไปด้านล่าง พื้นโพรงเรียบเกินธรรมชาติ ราวกับบางสิ่งที่ลำตัวยาวและแข็งเลื้อยผ่านไปโดยไม่ทำให้ผิวด้านบนแตกเต็มที่


    โวร่ามองตาม


    “กี่จุด”


    คาเอลไม่ตอบทันที


    เขาลุกขึ้นช้า ๆ แล้วมองลานหลังใหม่


    ตอนแรกมันยังดูเหมือนผืนหิมะเรียบ


    แต่เมื่อสายตาเริ่มจับรูปแบบ ความผิดปกติก็ค่อย ๆ ปรากฏ เหมือนรอยหมึกที่ซึมขึ้นจากกระดาษ


    จุดหนึ่งใต้ป้ายโฆษณาล้ม


    อีกจุดใกล้เสาไฟ


    อีกจุดตรงแนวหิมะที่นำไปสู่ต้นสน


    ระยะห่างไม่เท่ากัน แต่ไม่ใช่สุ่ม


    มันเหมือนบางสิ่งเคลื่อนใต้ผิวหิมะเป็นช่วง ๆ


    เคลื่อน


    หยุด


    ฟัง


    เคลื่อนต่อ


    หยุดอีกครั้ง


    คาเอลรู้สึกคอแห้ง


    “มันไม่ได้มาเพื่อโจมตีทันที”


    โวร่าพูดเสียงต่ำ


    “ยัง”


    คำสุดท้ายแทบไม่มีเสียง


    แต่พอจะทำให้คาเอลกำปืนแน่นขึ้น


    เขาเดินต่อไปอีกสองก้าวไปยังจุดใกล้แนวต้นสนที่สุด หิมะตรงนั้นเรียบกว่าจุดอื่น เรียบเกินไป เหมือนถูกปาดกลับให้เนียนหลังจากมีบางอย่างผ่านไป


    ใต้ฝ่าเท้าเขา พื้นยุบลงครึ่งจังหวะ


    ไม่มาก


    แค่พอให้ร่างกายรู้ก่อนสมอง


    โวร่าดึงเขากลับทันที มือเธอคว้าแขนเขาแรงจนเสื้อย่น คาเอลถอยตามแรงโดยไม่ฝืน หิมะตรงตำแหน่งที่เขาเพิ่งยืนอยู่ค่อย ๆ ยุบลงอย่างช้า ๆ


    ช้าเกินไป


    เหมือนพื้นไม่ได้พังเพราะน้ำหนัก


    แต่มันเหมือนบางสิ่งใต้ผิวเพิ่งรู้ว่ามีคนอยู่ตรงนั้น แล้วเลื่อนตัวออกไปอย่างระมัดระวัง


    ไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมา


    ไม่มีเสียงคำราม


    ไม่มีการโจมตี


    มีเพียงแนวยุบยาวใต้หิมะที่เคลื่อนออกไปทางป่า แล้วหยุดนิ่ง


    คาเอลยกปืนเล็ง


    นิ้วแตะไก


    เขาเห็นเพียงหิมะ


    แต่สมองเห็นเส้นทางที่เป็นไปได้ เห็นมุมยิง เห็นระยะทะลุของกระสุนในหิมะหนา เห็นความไร้ประโยชน์ของการยิงถ้าไม่รู้ความลึก เห็นโวร่าที่ยืนใกล้เกินไปหากสิ่งนั้นตอบสนองต่อแรงสั่น เห็นประตูหลังที่ยังเปิดอยู่ เห็นลูน่าด้านใน เห็นสถานีพักรถที่ไม่ใช่ที่หลบภัยอีกต่อไปแต่เป็นกล่องที่มีพื้นบางกว่าที่คิด


    เขาลดปืนลงเล็กน้อย


    “มันถอย”


    โวร่าไม่ลดสายตาจากแนวต้นสน


    “หรือมันอยากให้เราคิดแบบนั้น”


    คาเอลไม่ตอบ


    เพราะเขาคิดเหมือนกัน


    เสียงจากโรงรถด้านในดังขึ้น แจ็กซ์สบถเบา ๆ ตามด้วยเสียงโลหะกระแทกใต้ท้องรถ สถานีพักรถด้านในยังอยู่ในระยะได้ยิน แต่เสียงเหล่านั้นบางลงในลมหนาว เหมือนอาคารทั้งหลังค่อย ๆ ถูกถอยออกไปจากโลกของพวกเขา


    “คาเอล”


    เสียงโวร่าทำให้เขาหัน


    เธอก้มลงชี้ที่หิมะอีกจุดหนึ่งใกล้กำแพง


    มีรอยยุบเรียงกันเป็นสามจุด


    ไม่ใช่เส้นทางไปป่า


    แต่เป็นเส้นทางจากป่ามาหาประตูหลัง


    มันเคยเข้ามาใกล้กว่าที่พวกเขาคิด


    คาเอลรู้สึกกระเพาะบีบแน่น


    “มันวนรอบเราเมื่อคืน”


    โวร่ามองประตูหลัง


    “ตอนที่เราฟังเพลง”


    คำพูดนั้นทำให้ความเย็นที่อยู่ในอากาศกลายเป็นสิ่งที่เข้ามาในอก


    เมื่อคืนพวกเขาหัวเราะ


    ลูน่านอนบนไหล่โวร่า


    แจ็กซ์พูดมุกเกี่ยวกับรถซ่อมตัวเอง


    มิเลียมองคาเอลเหมือนเขายังกลับมาเป็นคนได้


    และใต้หิมะ บางสิ่งอาจเคลื่อนรอบแสงกองไฟอย่างเงียบงัน ฟังเสียงเพลง ฟังเสียงหัวเราะ ฟังว่าใครอ่อนแอ ใครเหนื่อย ใครนอนตรงไหน ใครจะลุกถ้ามีเสียงเรียก


    คาเอลอยากยิงลงพื้นอีกครั้ง


    อยากทำให้ความเงียบแตกออกด้วยเสียงปืนเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขายังมีแรงตอบโต้


    แต่เขาไม่ยิง


    เพราะกระสุนมีราคา


    เสียงมีราคา


    ทุกอย่างมีราคา


    จากในสถานี เสียงลูน่าร้องดังขึ้น


    “พี่โวร่า!”


    โวร่าพุ่งกลับก่อนคาเอลหันเต็มตัว


    คาเอลตามติด ความหนาวของหิมะกระแทกหน้าแข้งทุกก้าว เขาเกือบลื่นตรงธรณีประตูเพราะน้ำแข็งที่ละลายแล้วจับใหม่ แต่ใช้มือยันกรอบประตูทัน ฝ่ามือกระแทกไม้เย็นจนเจ็บ


    ด้านในสถานีพักรถ ความวุ่นวายเกิดขึ้นโดยไม่มีเสียงมากเท่าที่ควร


    มิเลียกอดลูน่าไว้จากด้านหลัง แต่เด็กหญิงดิ้นแรงผิดปกติ ไม่ใช่แรงเหนือมนุษย์ ไม่ใช่การกลายพันธุ์ แต่เป็นแรงของคนที่ถูกความกลัวผลักทั้งร่างไปข้างหน้า มือเล็ก ๆ ไขว่คว้าไปทางประตูหลัง น้ำตาไหลเต็มหน้า ดวงตาเปิดอยู่แต่ยังเหมือนไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า


    นิกซ์ยืนห่างออกไป มือกุมหูทั้งสองข้าง เลือดกำเดาไหลลงถึงคาง สีหน้าเขาบิดเบี้ยวเหมือนเสียงบางอย่างแทงจากในกะโหลก


    “มันเรียกชื่อเธอ” นิกซ์พูดเสียงแหบ


    คาเอลหันไปมองเขา


    “ใคร”


    นิกซ์มองโวร่า


    “มันเรียกชื่อโวร่า”


    โวร่าชะงัก


    เพียงเสี้ยววินาทีเดียว


    แต่มากพอ


    ลูน่าทิ้งตัวลงต่ำทันที เข่ากระแทกพื้นคอนกรีตดังตุบก่อนกลิ้งตัวออกจากอ้อมแขนมิเลีย ความเคลื่อนไหวนั้นไม่ใช่ทักษะ แต่เป็นความสิ้นหวังของเด็กที่เชื่อว่าถ้าถูกจับไว้ ทุกคนจะตายเพราะเธอ มิเลียคว้าผ้าได้แต่ปลายนิ้ว ผ้าห่มหลุดติดมือเธอ ขณะที่ลูน่าพุ่งไปทางประตูหลังด้วยเท้าเปล่า


    “ลูน่า!”


    เสียงมิเลียดังขึ้นพร้อมคาเอลขยับ


    แต่โวร่าเร็วกว่าทุกคน


    ลูน่าวิ่งออกไปในหิมะ เท้าเปล่าแตะพื้นขาวเย็นจัดแล้วสะดุ้งทุกก้าว แต่ไม่หยุด เสียงร้องไห้ของเธอถูกลมฉีกจนเป็นชิ้น ๆ ผ้าคลุมบาง ๆ ที่เธอคว้าไปด้วยปลิวลากตามหลังเหมือนเงาของเด็กคนหนึ่งที่พยายามออกไปก่อนใครจะตื่นพอหยุดเธอ


    คาเอลยกปืนขึ้นขณะวิ่งออกตาม


    โลกทั้งใบแคบลงเหลือระยะ


    ลูน่าถึงแนวต้นสนในสิบสองวินาทีหากไม่ล้ม


    โวร่าถึงตัวเธอในสี่


    คาเอลห่างออกไปอีกสอง


    จุดยุบใต้หิมะด้านซ้ายอยู่ใกล้กว่าแนวต้นสน


    ถ้ายิงพื้นข้างหน้าเด็ก แรงเสียงอาจหยุดเธอ แต่เสี่ยงทำให้เธอล้ม และถ้าสิ่งใต้หิมะไวต่อแรงสั่น มันจะรู้จุดที่เธออยู่ทันที


    ถ้าปล่อยให้โวร่าคว้ากลางลาน เธอจะกลายเป็นเป้านิ่งหนึ่งวินาที


    ถ้า—


    ไม่


    ความคิดนั้นถูกตัดทิ้งก่อนจบ


    ไม่มีถ้าปล่อย


    ไม่มีการยอมให้เด็กคนหนึ่งกลายเป็นทางเลือกในสมการอีก


    โวร่าตามทันลูน่ากลางลานหลัง ห่างจากแนวต้นสนไม่ถึงสิบเมตร เธอไม่ชนเด็ก ไม่กระแทก ไม่ดึงล้มแบบศัตรู เธอพุ่งเข้าจากด้านข้าง กอดลูน่าไว้จากด้านหลัง แล้วหมุนตัวให้ตัวเองรับแรงล้มลงบนหิมะ หิมะกระจายขึ้นรอบทั้งคู่เป็นผงขาว ลูน่าดิ้น ร้องไห้ และพยายามคลานต่อทั้งที่โวร่ากอดไว้แน่น


    “ปล่อยหนู!”


    “ไม่”


    “ปล่อย หนูต้องไป!”


    “ไม่”


    เสียงโวร่าสั้นเหมือนเดิม แต่คราวนี้มันมีบางอย่างซ่อนอยู่ในคำเดียว ความกลัวที่ไม่ออกเสียง ความโกรธที่ไม่รู้จะหันไปหาใคร และความดื้อเงียบของคนที่ไม่ยอมให้โลกเอาสิ่งที่เพิ่งจับไว้ได้ไปอีกครั้ง


    ลูน่าหันหน้ากลับมาทั้งน้ำตา ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากสั่น


    “มันบอกว่าถ้าหนูไม่ไป ทุกคนจะตาย”


    โวร่ากอดเธอแน่นขึ้น


    “มันโกหก”


    “แต่ถ้าหนูอยู่ มันจะตามพวกพี่มาอีก” ลูน่าสะอื้นจนตัวโยน “หนูไม่ได้อยากไป… หนูกลัว… แต่ถ้าหนูไม่ไป มันจะมาอีก มันจะทำให้พี่เจ็บอีก”


    คาเอลหยุดห่างจากทั้งคู่ไม่กี่ก้าว ปืนยังยกอยู่ แต่สายตาเขากวาดพื้นรอบตัวพวกเธอมากกว่ามองเด็ก เขาเห็นหิมะด้านซ้ายยุบลงเล็กน้อย


    “โวร่า ด้านซ้าย”


    โวร่าไม่หันไปมอง แต่ร่างกายตอบสนองทันที เธอกอดลูน่าด้วยแขนข้างหนึ่ง อีกมือดึงดาบสั้นออก เสียงพลังงานต่ำครางเบา ๆ ในอากาศหนาว เธอหมุนตัวให้ตนเองอยู่ระหว่างลูน่ากับจุดยุบ


    หิมะนิ่ง


    หนึ่งวินาที


    สองวินาที


    แล้วพื้นด้านซ้ายห่างออกไปราวห้าเมตรยุบลงเป็นเส้นยาวรวดเร็ว


    คาเอลยิง


    เสียงปืนดังแห้งและหนัก ฉีกเช้ามืดออกเป็นชิ้น นกสีดำบางตัวแตกตื่นจากยอดสนไกล ๆ กระพือปีกขึ้นสู่ฟ้าสีเทา กระสุนเจาะลงไปในหิมะและดินแข็ง เศษหิมะกับดินดำกระจายขึ้น ไม่มีเลือด ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีร่างโผล่


    แต่แนวการยุบหยุดทันที


    แล้วถอยกลับไปทางป่า


    ไม่ใช่หนีแบบสัตว์ตื่นตระหนก


    ถอยอย่างรู้จังหวะ


    อย่างสิ่งที่เข้าใจว่าถูกเห็นแล้ว


    คาเอลเล็งตาม แต่ไม่ยิงนัดที่สอง


    กระสุนเหลือหก


    เสียงปืนหนึ่งนัดอาจพอแล้วที่จะบอกสิ่งอื่นไกลออกไปว่าพวกเขาอยู่ที่นี่


    “กลับเข้าไป” เขาพูด


    โวร่าอุ้มลูน่าขึ้นทั้งที่เด็กยังดิ้น เธอไม่ได้แบกเหมือนสัมภาระ ไม่ได้จับเหมือนนักโทษ เธอกอดเด็กไว้แน่นจนใบหน้าลูน่าซบกับไหล่เธอโดยไม่ตั้งใจ ลูน่ายังคงร้องไห้ ปลายนิ้วกำเสื้อโวร่าแน่นเหมือนทั้งผลักและยึดในเวลาเดียวกัน


    “หนูขอโทษ” ลูน่าร้องเสียงแตก “หนูขอโทษ หนูไม่ได้อยากทำให้ทุกคนตื่น หนูแค่อยากให้พวกพี่ได้นอน…”


    โวร่าไม่ตอบทันที


    เธอเดินฝ่าหิมะกลับไปที่ประตูหลัง ทุกก้าวหนักกว่าปกติเพราะต้องกอดเด็กไว้ให้แน่นพอ แต่ไม่แน่นจนทำให้เจ็บ หิมะเกาะชายเสื้อเธอเป็นก้อนขาว มือที่ถือดาบยังไม่เก็บเข้าฝัก


    ก่อนเข้าประตู ลูน่ากระซิบเสียงแทบขาด


    “พี่จะโกรธหนูไหม”


    โวร่าหยุด


    ไม่มาก


    แค่ครึ่งจังหวะ


    “ไม่”


    “ถ้าหนูได้ยินอีก…”


    “ไม่”


    “ถ้าหนูเดินไปอีกล่ะ…”


    โวร่ามองออกไปทางแนวต้นสน


    คาเอลเห็นด้านข้างใบหน้าของเธอในแสงเทาก่อนเช้า เห็นเกล็ดหิมะติดอยู่บนขนตา เห็นริมฝีปากที่กดแน่นเกินไป เห็นคนที่เคยเป็นอาวุธกำลังพยายามทำสิ่งที่อาวุธไม่ควรทำ


    สัญญา


    “ฉันจะตาม” โวร่าพูด


    ลูน่าเงียบไปหนึ่งวินาที


    แล้วร้องไห้หนักกว่าเดิม


    ไม่ใช่เพราะเจ็บมากขึ้น


    แต่เพราะบางครั้งคำปลอบไม่ได้ทำให้คนหยุดร้อง มันแค่ทำให้คนรู้ว่าร้องได้แล้ว


    ด้านในสถานีพักรถ ความอุ่นเล็กน้อยที่เหลือจากกองไฟดูเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไกลมาก แจ็กซ์โผล่ออกมาจากโรงรถ มือเปื้อนน้ำมันจนดำเกือบทั้งสองข้าง ใบหน้าเขาบอกว่าได้ยินเสียงปืนแล้วและเกลียดทุกความเป็นไปได้ที่ตามมา


    “ฉันมีข่าวดี ข่าวร้าย และข่าวแบบที่ถ้ารถเป็นคน ฉันจะจับมันเขียนพินัยกรรมตอนนี้เลย”


    คาเอลหันไป


    “ข่าวดี”


    “รถขยับได้”


    “ข่าวร้าย”


    “ระบบทำความร้อนยังไม่น่าไว้ใจ ล้อซ้ายเหมือนคนเมาที่บอกว่ายังกลับบ้านเองได้ และเครื่องยนต์มีเสียงแบบที่เครื่องยนต์ไม่ควรมีถ้ามันยังรักชีวิต”


    “ข่าวสุดท้าย”


    แจ็กซ์ยกมือเปื้อนน้ำมันขึ้นอย่างหมดหวัง


    “ถ้ามันตายกลางทาง มันจะตายด้วยศักดิ์ศรีน้อยมาก”


    ไม่มีใครหัวเราะ


    แจ็กซ์ลดมือลงช้า ๆ


    “โอเค ไม่ใช่เวลามุกจริง ๆ”


    มิเลียรับลูน่าจากโวร่าเพื่อดูเท้า เด็กหญิงเท้าแดงจัดจากความเย็น ผิวบางส่วนถลอกจากการวิ่งบนพื้นน้ำแข็ง เธอไม่ได้ร้องตอนมิเลียเช็ดด้วยผ้าอุ่นเท่าที่มี แต่ไหล่กระตุกทุกครั้งที่ผ้าสัมผัส ริมฝีปากเม้มแน่นเกินไปสำหรับเด็กที่บอกว่าไม่เจ็บ


    “เจ็บไหม” มิเลียถาม


    ลูน่าส่ายหน้า


    มิเลียมองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วไม่บังคับให้ยอมรับ เธอเพียงเช็ดช้าลงอีกนิด ห่อเท้าด้วยผ้าแห้ง ก่อนสวมรองเท้าบูตให้และผูกเชือกแน่นขึ้น


    โวร่ายืนข้างลูน่าโดยไม่พูด ไม่ขยับไปไหน


    คาเอลเห็นมือของเธอที่กำชายเสื้อตัวเองแน่นจนข้อนิ้วขาว


    ไม่มีเลือด


    แต่บางอย่างในตัวเธอถูกกรีดแล้ว


    นิกซ์ทรุดนั่งลงกับพื้นใกล้ประตูด้านใน เขาเช็ดเลือดกำเดาด้วยหลังมือ แต่เลือดยังซึมออกมาอีกเล็กน้อย ดวงตาเขาเลื่อนมาหาคาเอล


    “เสียงไม่ได้เรียกลูน่าคนเดียว”


    ทุกคนเงียบ


    นิกซ์กลืนน้ำลายเหมือนคำต่อไปมีหนาม


    “มันแค่เรียกเธอชัดที่สุด”


    คาเอลรู้สึกว่าห้องทั้งห้องแคบลง


    ไม่ได้เรียกคนเดียว


    ชัดที่สุด


    หมายความว่าสิ่งนั้นเลือกตามอะไรบางอย่าง


    ความเปราะบาง


    ความผิด


    ความกลัว


    หรือความถี่ของการได้ยินที่เพิ่งเปิดออก


    ลูน่าไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่ผู้ถูกทดลองที่รอดมาอย่างนิกซ์ ไม่ใช่คนที่มีระบบตอบสนองแบบคาเอล เธอเป็นเพียงเด็กที่อยากให้คนอื่นได้นอน


    และนั่นเพียงพอให้เสียงบางอย่างใช้เธอเป็นประตู


    มิเลียเงยหน้ามองคาเอล


    สายตาเธอมีคำถามมากมาย แต่ไม่มีคำถามไหนถูกพูดออกมา เพราะตอนนี้คำตอบทุกอย่างมีแต่จะทำให้หนักขึ้น


    คาเอลมองคนในสถานีพักรถทีละคน


    แจ็กซ์ มือยังถือเครื่องมือและกลิ่นน้ำมันติดเต็มตัว


    นิกซ์ มีเลือดติดริมฝีปากและดวงตาของคนที่กลัวตัวเอง


    มิเลีย มือของเธอยังจับรองเท้าเด็กอยู่เหมือนจับสิ่งมีชีวิตที่แตกได้


    โวร่า ยืนเหมือนเงาข้างลูน่า แต่เงานั้นมีมือที่สั่นเล็กน้อย


    ลูน่า ที่พยายามฝืนไม่หลับทั้งที่ตาปรือ เพราะกลัวว่าถ้าหลับจะเดินออกไปอีก


    สมองเขาเริ่มจัดเรียง


    ออกทันที


    ไม่รอให้ฟ้าสว่างเต็ม


    ไม่ใช้เส้นทางผ่านป่าทึบถ้าเลี่ยงได้


    ลูน่าต้องนั่งกลางรถ ห่างหน้าต่าง


    โวร่านั่งข้างเธอ


    นิกซ์อยู่ตำแหน่งที่ฟังรอบด้านได้ แต่ไม่ใกล้ลูน่าเกินไปถ้าเสียงตีกลับ


    มิเลียอยู่ด้านหน้า ใกล้พอจะพูดกับเขาเมื่อเขาหายไปในสนาม


    แจ็กซ์ขับเพราะรู้รถดีที่สุด แต่ต้องมีคนดูอาการเขาเพราะอดนอน


    กระเป๋าอาหารไว้ด้านในสุด ไม่ให้ต้องลงรถถ้าไม่จำเป็น


    อาวุธใกล้มือแต่ไม่วางใกล้ลูน่า


    ทางหนีจากเบาะหลัง—


    “คาเอล”


    มิเลียเรียกอีกครั้ง


    เขาหยุด


    เธอมองเขา ไม่ดุ ไม่ตัดสิน แต่เห็น


    เห็นว่าเขาเพิ่งจัดที่นั่งทุกคนเหมือนหมากบนกระดาน


    เห็นว่าเขาทำไปเพื่อปกป้อง


    และเห็นว่ามันทำร้ายเขาในเวลาเดียวกัน


    คาเอลสูดหายใจเข้า


    “เราออกจากที่นี่” เขาพูดช้าลง “แต่ไม่มีใครเป็นตัวล่อ ไม่มีใครเดินออกไปคนเดียว ถ้ามีอะไรเรียกใคร เราตอบด้วยกัน”


    ประโยคนั้นไม่ใช่แผนที่ดีที่สุดในเชิงกลยุทธ์


    แต่มันเป็นแผนที่เขายังพอทนมองตัวเองหลังพูดได้


    มิเลียพยักหน้า


    โวร่าก้มลงนั่งย่อตรงหน้าลูน่า


    เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตายังแดง


    “ถ้าหนูหลับ…” ลูน่าพูด “ถ้าหนูหลับแล้วได้ยินอีก พี่จะโกรธไหม”


    “ไม่”


    “ถ้าหนูเดินไปอีกล่ะ”


    โวร่ามองเธอนิ่ง ๆ


    “ฉันจะตาม”


    “แล้วถ้าพี่ตามไม่ทัน…”


    คำถามนั้นเบามาก


    แต่ทุกคนได้ยิน


    โลกเงียบไปครู่หนึ่ง


    เพราะคำถามนี้ไม่มีใครตอบได้โดยไม่โกหก


    โวร่าไม่พูดทันที เธอเพียงยื่นมือไปจับชายเสื้อของลูน่าไว้เบา ๆ


    ไม่ใช่ข้อมือ


    ไม่ใช่แขน


    ไม่ใช่การจับเพื่อกักขัง


    แค่ชายเสื้อ


    เบาพอที่เด็กจะยังรู้ว่าตัวเองไม่ได้ถูกล่ามไว้


    แน่นพอที่ถ้าเธอจะหลุดไป โวร่าจะรู้


    “งั้นฉันจะเริ่มตามตั้งแต่ตรงนี้” โวร่าพูด


    ลูน่ามองมือของเธอ


    น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง เธอยื่นมือเล็ก ๆ ไปจับชายเสื้อโวร่ากลับ


    ไม่มีใครพูดถึงมัน


    แต่ทุกคนเห็น


    และเพราะทุกคนเห็น ความเงียบจึงไม่ใช่ความว่างเปล่าอีกต่อไป มันกลายเป็นสิ่งที่กดอยู่บนอกทุกคน


    พวกเขาเก็บของเร็วที่สุดเท่าที่ร่างกายที่อดนอนและหนาวจัดจะทำได้ แจ็กซ์ลากเครื่องเล่นเพลงเก่ากลับขึ้นรถทั้งที่มืออีกข้างต้องถือกล่องเครื่องมือ คาเอลเห็นเขาเกือบทิ้งมันไว้ แล้วสุดท้ายย้อนกลับไปหยิบด้วยสีหน้าหงุดหงิดเหมือนโกรธตัวเอง


    “มันยังซ่อมได้” แจ็กซ์พึมพำเมื่อเห็นสายตาคาเอล


    คาเอลไม่ได้ถามว่าเขาหมายถึงเครื่องเล่นเพลง หรืออะไรอย่างอื่นที่ไม่มีใครซ่อมได้แล้ว


    มิเลียดับถ่านไฟที่เหลือด้วยหิมะ เสียงฉ่าเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมกลิ่นควันชื้นลอยฟุ้งขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย แสงแดงใต้เถ้าดับลงอย่างสมบูรณ์ ความอุ่นที่เหลืออยู่ในสถานีพักรถตายไปพร้อมกัน เหลือเพียงผนังเย็น พื้นเย็น และความทรงจำของคืนที่พวกเขาเคยหัวเราะจริง ๆ ก่อนบางสิ่งใต้หิมะจะจำตำแหน่งของเสียงหัวเราะได้


    ตอนทุกคนขึ้นรถ ฟ้ายังมืดอยู่


    แจ็กซ์สตาร์ตเครื่องยนต์ รถกระตุกแรงจนลูน่าสะดุ้ง เครื่องยนต์ไอเหมือนสัตว์แก่ที่ถูกปลุกให้วิ่งทั้งที่อยากตาย เสียงโลหะสั่นกระจายไปทั่วลาน สายพานบางอย่างครางสูงจนน่ากังวล กลิ่นน้ำมันไหม้จาง ๆ ลอยเข้ามาในห้องโดยสารทันที


    แจ็กซ์ตบพวงมาลัยเบา ๆ


    “อย่าทำฉันขายหน้าต่อหน้าเด็กนะ อย่างน้อยไปตายหลังออกจากที่นี่สักสิบกิโลก็ยังดี”


    “แจ็กซ์” มิเลียเรียกเสียงต่ำ


    “ใช่ ๆ ไม่พูดคำว่าตายต่อหน้าเด็ก ขอโทษ”


    ลูน่านั่งกลางเบาะหลัง ห่างหน้าต่างทั้งสองฝั่ง ผ้าห่มคลุมถึงไหล่ ใบหน้ายังเปื้อนน้ำตาและแดงจากความหนาว โวร่านั่งข้างเธอด้านซ้าย ดาบวางในตำแหน่งหยิบได้ทันที มือข้างหนึ่งยังจับชายเสื้อลูน่า ส่วนลูน่าก็จับชายเสื้อโวร่ากลับ นิ้วเล็ก ๆ กำแน่นจนผ้าขึ้นรอยยับ


    นิกซ์นั่งอีกฝั่งของเบาะหลังใกล้ประตูขวา เขาพยายามไม่มองลูน่านานเกินไป ไม่ใช่เพราะกลัวเธอ แต่เพราะกลัวว่าตัวเองอาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เสียงใช้ผ่านเข้ามาถึงเธอ เลือดกำเดาถูกเช็ดออกแล้ว แต่คราบแดงยังอยู่ใต้จมูก ดวงตาเขาจับอยู่กับพื้นรถ เหมือนพยายามฟังโดยไม่ยอมให้สิ่งที่ฟังรู้ว่าเขากำลังฟัง


    มิเลียนั่งด้านหน้า เธอปิดประตูช้า ๆ แล้ววางมือบนเข่าตัวเอง นิ้วสั่นเล็กน้อยจากความหนาวหรือจากภาพเมื่อครู่ คาเอลขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย


    ประตูปิดดังทึบ


    เสียงนั้นกระแทกในอกเขา


    ไม่ใช่ B7


    ไม่ใช่เสียงประตูโลหะที่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง


    ไม่ใช่


    แต่ร่างกายเขาไม่เชื่อทั้งหมด


    ลมหายใจของเขาติดไปเสี้ยววินาที มิเลียเห็น เธอไม่ได้เอื้อมมือมาแตะเขาทันที แค่วางมือของตัวเองบนคอนโซลกลาง ใกล้พอที่ถ้าเขาต้องการ เขาจะสัมผัสได้เอง


    คาเอลมองมือนั้น


    หนึ่งวินาที


    แล้วหันไปมองถนนข้างหน้า


    “ไป”


    แจ็กซ์เหยียบคันเร่งอย่างระวัง รถเคลื่อนออกจากโรงรถช้า ๆ ล้อซ้ายส่งเสียงครืดอย่างน่ากังวล ก่อนทั้งคันจะไหลผ่านลานหน้าสถานีพักรถ หิมะใต้ล้อถูกบดเป็นร่องดำชื้น เครื่องยนต์สั่นจนพื้นรถกระพือใต้เท้า ทุกคนเงียบเหมือนกลัวว่าเสียงของตัวเองจะทำให้รถแตกออกเป็นชิ้น ๆ


    “กลิ่นนี้ปกติไหม” นิกซ์ถามเสียงแห้ง


    แจ็กซ์นิ่งไปครึ่งวินาที


    “ในโลกที่ดี ไม่ปกติ”


    “แล้วตอนนี้”


    “ตอนนี้เราเรียกมันว่ากลิ่นแห่งความหวังคุณภาพต่ำ”


    ไม่มีใครหัวเราะ


    แต่ลูน่าหลับตาลงนิดหนึ่ง เหมือนเสียงของแจ็กซ์ แม้ไม่ขำ ก็ยังเป็นเสียงมนุษย์มากพอจะดึงเธอออกจากเสียงข้างนอกได้เล็กน้อย


    รถแล่นออกจากสถานีพักรถร้างไปในแสงเช้ามืด ถนนเบื้องหน้าถูกหิมะคลุมจนแทบไม่เห็นเส้นทางจริง ต้นสนสองข้างทางยืนดำและนิ่ง ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงสีขาว สีเทา และเงา ลมพัดเกล็ดหิมะข้ามฝากระโปรงรถเป็นสายยาว เสียงยางบดหิมะดังสม่ำเสมอเกินไปในความเงียบของรุ่งเช้า


    คาเอลมองกระจกข้าง


    สถานีพักรถค่อย ๆ ถอยห่างออกไป อาคารสีเทาจมอยู่กลางหิมะเหมือนซากสัตว์ใหญ่ที่ถูกทิ้งไว้ให้โลกกลืน ประตูหลังที่พวกเขาออกไปตรวจยังเปิดค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง แกว่งเบา ๆ ตามลม


    รอยเท้าเล็ก ๆ ของลูน่าหน้าประตูหลังเริ่มถูกหิมะใหม่กลบอย่างรวดเร็ว


    ทีละรอย


    ทีละรอย


    เหมือนโลกพยายามลบหลักฐานว่าเด็กคนหนึ่งเคยคิดจะเดินออกไปคนเดียวเพื่อให้คนอื่นได้นอน


    คาเอลกำขอบเบาะแน่นทั้งที่เขาไม่ได้ขับ


    เขามองรอยพวกนั้นจนแทบมองไม่เห็นถนนข้างหน้า


    ในกระจกหลัง ลูน่าพยายามฝืนลืมตา แต่เปลือกตาหนักเกินไป หัวเล็ก ๆ เอนไปทางโวร่าทีละนิด โวร่าไม่ขยับหนี ปล่อยให้ศีรษะเด็กแตะแขนของตัวเองอย่างเงียบ ๆ


    “พี่โวร่า…” ลูน่าพึมพำ


    “อืม”


    “ถ้าหนูตื่นมาแล้วพวกพี่หายไป…”


    เสียงเธอเบาจนเกือบหายไปกับเสียงเครื่องยนต์


    โวร่ามองออกไปนอกหน้าต่าง


    คาเอลเห็นเงาสะท้อนของเธอบนกระจก เห็นดวงตาที่ไม่กะพริบ เห็นปากที่ขยับช้า ๆ


    “ฉันอยู่”


    ลูน่าขยับนิ้ว กำชายเสื้อเธอแน่นขึ้น


    “สัญญาเหรอ…”


    โวร่าเงียบไปนานมาก


    นานพอให้คาเอลรู้สึกเจ็บแทน


    แล้วเธอตอบ


    “อืม”


    ลูน่าหลับไปทั้งน้ำตา


    ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน มือเล็ก ๆ ยังจับชายเสื้อของโวร่าไว้แน่น


    และมือของโวร่าก็ยังจับเธอไว้แน่นไม่ต่างกัน


    รถแล่นออกจากสถานีพักรถไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนอาคารเหลือเพียงเงาหม่นหลังม่านหิมะ แต่คาเอลยังมองกระจกหลังอยู่


    เพราะเขาเห็นบางอย่าง


    ตรงจุดที่ลูน่าเกือบเดินไป


    หิมะที่เพิ่งกลบรอยเท้าเล็ก ๆ จนเรียบแล้ว เริ่มยุบลงอย่างช้า ๆ


    เป็นแนวยาว


    ตามทิศทางเดียวกับรถ


    ไม่มีเสียง


    ไม่มีร่าง


    ไม่มีการโจมตี


    มีเพียงผืนหิมะที่ขยับเหมือนบางสิ่งใต้โลกสีขาวกำลังจำทางที่เด็กหญิงเลือกจะเดินได้อย่างแม่นยำ


    ใต้หิมะ บางสิ่งขยับตามจังหวะล้อรถ


    แล้วหยุดฟังอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185