ค่ายกลจากต่างโลก ก็ย่อมมีความต่างโลก ซึ่งแตกต่างจากค่ายกลที่เจียงฟางหลานเคยดูหรือเคยได้ยินมาบ้าง ค่ายกลที่เขานึกถึง จะเป็ค่ายกลของทหารยามจัดทัพสู้ศัตรู แต่ค่ายกลจากต่างโลก จะเป็ค่ายกลที่คล้ายในเกมเล็กน้อย
ค่ายกลในโลกลมปราณของอาจารย์กู่ มีลักษณะที่เรียบง่ายมาก ดูเผินๆ ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเป็ค่ายกลด้วยซ้ำ เพราะมันเป็เพียงก้อนหินก้อนเดียวขนาดประมาณฝ่ามือของเขาเท่านั้น เพียงแต่อาจารย์กู่ใช้กำลังภายในเขียนรูปแบบค่ายกลสลักลงไปในเนื้อหินข้างในแล้ว ดังนั้นเมื่อมองจากภายนอกจะไม่เห็นความแตกต่างจากหินธรรมดาเลย จะมีเพียงเ้าของหินและอาจารย์กู่เท่านั้นที่รู้ว่าหินก้อนไหนคือก้อนหลักของค่ายกล
“เตรียมก้อนหินจำนวนมาก ขนาดใดก็ได้ตามใจชอบ แต่แนะนำให้หาก้อนหินขนาดเล็กและรูปทรงไม่โดดเด่น” เจียงฟางหลานอ่านกระดาษแนะนำวิธีสร้างค่ายกลที่แนบมาด้วยของอาจารย์กู่
“จากนั้นนำก้อนหินที่รวบรวมไว้ทั้งหมดนำมากองรวมกับก้อนหินหลัก และส่งพลังปราณเข้าไปปลุกค่ายกล จะทำให้ขั้นแรกของการสร้างค่ายกลทำงาน หินที่รวบรวมมาจะทำการประสานเชื่อมต่อกับหินหลัก” เขาอ่านคำแนะนำต่อ
“หลังจากนั้นก็หาที่ที่ไม่สะดุดตา เก็บหินก้อนหลักไว้ หินก้อนนี้จะเป็แกนหลักของค่ายกล” จากที่เขาคำนวณแล้วค่ายกลนี้สามารถสร้างพื้นที่ในค่ายกลครอบคลุมพื้นที่ของเขาทั้ง25ไร่ได้ทั้งหมด สุดยอดไปเลย!
“นำก้อนหินก้อนอื่นๆ ที่ประสานเชื่อมต่อเรียบร้อยไปวางเป็จุดๆ รอบพื้นที่ที่้าครอบคลุม แต่ละก้อนห่างกันได้ไม่เกิน 50 เมตร ไม่กำหนดรูปร่างในการวางหิน วางได้ตามใจ ค่ายกลจะครอบคลุมตามพื้นที่ที่วางหินไว้...” เจียงฟางหลานนิ่งไป เขากำลังคิดว่าเขาจะต้องหาก้อนหินกี่ก้อนกันนะ?
“เมื่อวางก้อนหินทั้งหมดเสร็จแล้ว ให้ส่งพลังปราณไปกระตุ้นก้อนหินหลักอีกครั้งเพื่อปลุกค่ายกลให้ตื่น ค่ายกลนี้เป็ค่ายกลระดับต่ำ มีอายุการใช้งาน100ปี เหมาะสำหรับผู้มีพลังขั้นก่อกำเนิดและขั้นรากฐาน”
เจียงฟางหลานอ่านวิธีสร้างค่ายกลเสร็จแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาหนึ่งซึ่งเป็ปัญหาใหญ่ที่สุดของเขา นั่นก็คือ เขายังไม่มีพลังปราณ ในเมื่อไม่มี ก็ไม่สามารถส่งพลังปราณเข้าไปปลุกค่ายกลให้ทำงานได้... สุดท้ายก็วนกลับไปจุดเดิม ก็คือ ต้องรวบรวมพลังปราณบริสุทธิ์ให้ได้ก่อน ความหวังของเขาก็อยู่ที่คลิปสตรีมของอาจารย์กู่และตำราที่ได้มาแล้วล่ะ
เจียงฟางหลานสำรวจของแถมที่ได้มาต่อ ซึ่งก็คือสร้อยที่สลักค่ายกลป้องกันภัยระดับต่ำไว้ สามารถป้องกันการโจมตีระดับรากฐานได้ห้าครั้ง หรือระดับสูงกว่าได้ระดับเดียวและครั้งเดียว ตัวสร้อยเป็สายเชือกสีน้ำตาลเส้นเล็กที่เหนียวมากๆ เหนียวขนาดที่เขาลองใช้กรรไกรตัดแต่ก็ตัดไม่ขาด ทำให้เขาไม่ต้องกังวลว่าจะเผลอทำมันขาด สร้อยเชือกเส้นนี้ร้อยด้วยก้อนหยกสีเขียวมรกตสวยงามขนาดประมาณเม็ดลูกอมหนึ่งก้อน และถ้าเพ่งมองดีๆ จะเห็นรอยสลักค่ายกลจางๆ อยู่ในเนื้อหิน
เจียงฟางหลานหยิบสร้อยมาใส่ทันที ค่ายกลประเภทนี้ไม่ต้องใส่พลังปราณลงไป มันจะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อรับรู้ถึงภัยที่เข้ามาใกล้ประชิดตัว
“เป่าเปา สร้อยค่ายกลป้องกันภัยนี่จะป้องกันได้ขนาดไหน?” เจียงฟางหลานเอ่ยถามเป่าเปา
‘สร้อยค่ายกลป้องกันภัยระดับต่ำ ป้องกันได้ถึงขั้นรากฐานหรือสูงกว่าเล็กน้อย ถ้าเทียบกับโลกนี้ แบบเบาๆ ก็คือต่อให้โฮสต์โดนรถชนโฮสต์ก็ปลอดภัยแต่รถกระเด็นน่ะครับ’
เจียงฟางหลาน : “...”
เป่าเปา : ^^
เจียงฟางหลาน : ชูนิ้วโป้งให้
.........
เก้าโมงเจียงฟางหลานก็ได้รับโทรศัพท์จากเฉาฮั่นว่ามาถึงหน้าบ้านแล้ว เขารีบเดินออกไปรับ
“สวัสดีครับพี่เจียง” เฉาฮั่นเอ่ยทักทายขณะเดินเข้ามาในบ้าน จากนั้นก็แนะนำผู้ช่วยทั้งสองคนที่เขาพามาด้วย “ผู้หญิงคนนี้คือเสิ่นฉงหย่าครับ ผู้ช่วยของผมเอง ส่วนผู้ชายคนนี้คือลู่ฉวินเซียว เป็นักตกแต่งภายในครับ พี่เจียงสามารถบอกความ้าในการแต่งบ้านกับเขาได้เลย”
“สวัสดีครับ ผมเจียงฟางหลานครับ” เขาแนะนำตัว
ทั้งสี่คนเดินเข้ามายังห้องรับแขกที่เจียงฟางหลานเตรียมไว้รับรองแขก “เดี๋ยวผมไปยกน้ำชามาให้นะครับ” อีกสามคนโบกไม้โบกมือปฏิเสธว่าไม่ต้อง แต่เจียงฟางหลานก็ยังไปยกน้ำชามาให้อยู่ดี พร้อมกล่าวปฏิเสธการช่วยเหลือของเฉาฮั่น เขาเป็เ้าของบ้านก็ต้องดูแลแขก นี่เป็เื่ปกติ
“ขอโทษนะครับ ผมมีแต่ชาธรรมดา” เจียงฟางหลานเอ่ย ปกติแล้วแต่ละบ้านมักจะมีชาชั้นดีที่เอาไว้ต้อนรับแขกโดยเฉพาะ แต่เขามีเพียงชาดีธรรมดาที่ซื้อมาจากตลาดเท่านั้น จึงแอบขัดเขินอยู่บ้าง
“ไม่เป็ไรค่ะ/ไม่เป็ไรครับ” ทั้งสามเอ่ยพร้อมกัน พวกเขารู้ว่าเจียงฟางหลานเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่และที่บ้านหลังนี้ก็ยังไม่พร้อมจะอยู่อาศัยเท่าไหร่นัก
โชคดีที่ทั้งสามคนมีความอ่อนน้อมค่อนข้างมาก มีความคิดความสามารถและไม่หยิ่ง อีกทั้งทั้งสามคนยังสนิทสนมกันทำให้การทำงานของพวกเขาเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ ความคิดสร้างสรรค์และความรวดเร็ว เปิดรับความคิดของเจียงฟางหลานอย่างเต็มที่
“ได้ยินว่าคุณ้าให้บ้านของคุณเป็แนวโบราณใช่ไหมครับ?” ลู่ฉวินเซียวเอ่ยถาม
“ครับ ผมอยากให้ออกแบบและตกแต่งไปในแนวโบราณ แต่ผสมผสานความเป็ปัจจุบันลงไป ผมไม่เกี่ยงเื่วัสดุที่ใช้ ขอแค่ให้เข้าธีมและแข็งแรงใช้งานได้จริงก็พอครับ”
ขณะที่เจียงฟางหลานคุยอยู่กับลู่ฉวินเซียว เฉาฮั่นกับเสิ่นฉงหย่าก็ไปเดินสำรวจดูจุดต่างๆ ของบ้านอีกครั้ง เมื่อทั้งคู่กลับมา ก็มาพูดคุยปรึกษากับเจียงฟางหลาน
อันที่จริงงานนี้ไม่ยาก เพราะคงแบบบ้านเดิมไว้ แต่จะสร้างใหม่ทั้งหมด และภายนอกภายในก็จะตกแต่งด้วยธีมและวัสดุแบบโบราณๆ ไม่ใช่แนวโมเดิร์นแบบส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
“ถ้าบ้านหลังนี้สร้างเสร็จ สามารถใช้ถ่ายละครได้เลยนะคะเนี่ย” เสิ่นฉงหย่าเอ่ยขึ้นพร้อมกลั้วหัวเราะอย่างตลกกับความคิดของตัวเอง
เจียงฟางหลาน : “...”
คนรวยมักจะมีความคิดแปลกๆ เจียงฟางหลานก็ถูกทั้งสามคนมองว่าเป็คนแปลกๆ ไปแล้ว แม้ความจริงจะไม่รวย แต่พวกเขาไม่รู้นี่นา และอีกไม่นานเจียงฟางหลานก็จะรวยจริงๆ
เฉาฮั่นพูดคุยตกลงค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ที่ประเมินออกมาเป็ตัวเลขกลมๆ ประมาณ 500,000 YC ให้เจียงฟางหลานฟัง
เงินจำนวนนี้มองได้สองแบบ ถ้ามองแบบชาวบ้าน เงินจำนวนนี้เยอะมาก มากขนาดที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมี ขนาดเจียงฟางหลานคนเก่ายังได้เงินเดือนเพียง 7,000 YC หักลบค่าใช้จ่ายยังมีเงินใช้ส่วนตัวไม่ถึง1,000 YC ถือว่ายากจนมาก แต่ถ้าจะซื้อบ้านในเมือง แม้จะเป็เมืองเล็กๆ ก็ยังต้องใช้เงินมากกว่านี้อีก แค่อพาร์ทเมนท์สองห้องนอนสองห้องน้ำก็ 500,000 ขึ้นไปแล้ว และมองแบบคนรวย เงินจำนวนนี้ยังไม่พอซื้ออพาร์ทเมนท์ห้องเล็กๆ ห้องเดียวในเมืองหลวงด้วยซ้ำ
แต่เงินจำนวนนี้กลับนำมาสร้างบ้านใหม่ของเจียงฟางหลานได้เป็หลัง จะมองว่าถูกก็ถูก จะแพงก็แพง เจียงฟางหลานเป็คนขอให้ใช้วัสดุที่ดี แข็งแรงและเหมาะสมเอง ดังนั้นเงินจำนวนนี้ไม่ถือว่ามากอะไรเลย ยิ่งเขามีเงินจากการเป็สตรีมเมอร์ ทำให้สิ่งที่เขาไม่ขาดแคลนที่สุดตอนนี้ก็คือเงินยังไงล่ะ เขายังคิดว่าเงินจำนวนแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ
เจียงฟางหลานรับราคานี้ได้ และให้เริ่มดำเนินการทันที
ทันทีของเจียงฟางหลานก็คือพรุ่งนี้ แต่เฉาฮั่นกระตือรือร้นมาก เมื่อขออนุญาตจากเจียงฟางหลานได้ เขาก็โทรเรียกให้ช่างต่างๆ เข้ามาเลย ซึ่งพวกเขาสแตนบายรออยู่ที่หน้าบ้านแล้ว
เจียงฟางหลาน : “...”
ช่างที่มาเป็คนของการไฟฟ้าและการประปา พร้อมกับคนจากหลงลวี่ซาน พวกเขามาถึงก็เริ่มทำงานของตัวเองไม่ยอมเสียเวลาสักนิด
“ไม่ผิดหวังจริงๆ” เขาพึมพำออกมาเบาๆ สมกับเป็บริษัทใหญ่จริงๆ
เป็เพราะเจียงฟางหลานไม่กำหนดเวลา แต่ขอให้เสร็จเร็วที่สุด เื่เงินก็ไม่มีปัญหา เฉาฮั่นจึงดำเนินการทันที
เจียงฟางหลานโอนเงิน 200,000YC เป็ค่ามัดจำและค่าดำเนินการให้เฉาฮั่น
............
เจียงฟางหลานมองเงินในบัญชีที่เหลือ 400 YC : “...”
เมื่อเช้าเขายังเป็คนร่ำรวยอยู่เลย ตอนเที่ยงก็กลับมาเป็คนจนแล้วเหรอเนี่ย ยังไม่ทันได้เสพสุขเลย!
บ่นไปก็เท่านั้น เขาต้องขยันทำงานให้มากขึ้น จะขายผิงกั่วไปตลอดก็ไม่ได้ เพราะผิงกั่วหมดต้นแล้ว หรือจะไปซื้อมาขายดีนะ เงินดีขนาดนี้ ทำที่ไหนก็ไม่รวยเท่าที่นี่หรอกบอกเลย
แต่เจียงฟางหลานไม่อยากขายของเดิมๆ ไปตลอด เขาอยากขายอย่างอื่นบ้าง และไลฟ์อย่างอื่นที่ไม่น่าเบื่อ ถึงตัวเองจะเป็คนน่าเบื่อก็ตาม
เมื่อมีคนนอกเข้ามาเยอะขนาดนี้ แถมยังมาจอดรถเต็มหน้าบ้านของเจียงฟางหลาน ย่อมไม่สามารถหลุดรอดสายตาของคนในหมู่บ้านไปได้ ตอนนี้คนในหมู่บ้านก็รู้แล้วว่าเจียงฟางหลานกลับมาแล้ว
ไม่นาน เจียงฟางหลานก็ได้เจอหน้า ‘ญาติผู้น่ารัก’ ของเขา
ญาติผู้น่ารัก หรือป้าใหญ่ ผู้อาสาดูแลบ้านให้เจียงฟางหลาน เรียกร้องเงินทุกเดือนเพื่อมาดูแลบ้าน เดี๋ยวก็หลังคารั่ว รั้วพัง ท่อน้ำแตก ไฟไหม้ครัว แต่ละอย่างใช้เงินเป็พันทั้งนั้น และมีเหตุอย่างนี้เกิดขึ้น ‘ทุกเดือน’ สลับกันมาตลอด
เท่าที่เขาดู แม้บ้านจะพัง หลังคาจะรั่ว ครัวจะไหม้จริงๆ แต่เงินที่ป้าใหญ่ได้ไปบอกว่าเพื่อ ‘ซ่อมบ้าน’ กลับไม่ได้เอาไปซ่อมจริงๆ ร่องรอยชำรุดทุกส่วนยังอยู่เหมือนเดิม และยิ่งแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ
เวลา 3 ปีที่ได้เงินจากเขา รวมๆ แล้วก็เกินครึ่งแสน ถ้าไม่นับรวมกัน เดือนละพันสองพันก็ว่าเยอะแล้ว แต่เจียงฟางหลานคนเดิมไม่ทันนึก คิดว่าป้าใหญ่หวังดีดูแลให้จริงๆ และเงินจำนวนนี้ถ้าเหลือก็ถือเป็สินน้ำใจให้ป้าใหญ่ที่ช่วยดูแลบ้านให้ ไม่คิดเลยว่าจะเป็หลุมพรางกับดักของคนใจร้ายใกล้ตัว
นี่คงรู้ข่าวแล้วว่าเขากลับมา ถึงได้รีบมาขนาดนี้ เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าป้าใหญ่ที่ ‘แสนดี’ ของเขาคนนี้จะแก้ตัวว่ายังไง
“หลานเอ๋อร์ หลานกลับมาบ้านั้แ่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกป้าใหญ่ล่ะ?” เข้าประตูมาเจอหน้าเขาปุ๊บ ป้าใหญ่หลี่เชาฮุย หรือชื่อเดิมเจียงเชาฮุยก็เอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทันที
แม้น้ำเสียงจะอ่อนโยนแต่สายตากลับระแวดระวังสงสัย คงจะกลัวเขาทวงถามเื่เงินซ่อมบ้านสินะ
“เพิ่งกลับมาน่ะครับ ผมไม่อยากรบกวนป้าหรอก” ไม่อยากรบกวนและไม่อยากให้ป้ามารบกวนผมด้วยครับ
“รบกวนอะไรกัน ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น หลานเห็นบ้านหรือยัง ดูสิ แค่ป้าไม่มาทำความสะอาดไม่กี่วันก็สกปรกขนาดนี้แล้ว ป้าต้องจ้างคนมาทำความสะอาดทุกเดือนเลยนะ” พอหลี่เชาฮุยได้ยินว่าชายหนุ่มเพิ่งกลับมา ก็คิดว่าเพิ่งกลับมาวันนี้ จึงเอ่ยแก้ตัวเื่บ้านทันที
“ดูสิ อาทิตย์ที่แล้วก็เพิ่งมาทำความสะอาดไป ป้ามาดูบ้านให้ทุกอาทิตย์เลยนะ แต่พวกสัตว์ชอบแอบเข้ามาทำหลังคาพังตลอด พวกนกเนี่ยตัวดี หนูกับแมวก็ชอบมาวิ่งไล่กันในบ้านจนข้าวของแตกหักเสียหาย ผ่านไปไม่กี่วันก็สกปรกเหมือนเดิมอีกแล้ว แย่จริงเชียว” เธอบ่นความยากลำบากให้เจียงฟางหลานฟัง
“เหรอครับ” เจียงฟางหลานี้เีพูดอะไรกับญาติคนนี้ แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ คิดว่าเขาโง่ขนาดไหนกันถึงได้มองไม่ออกว่าบ้านมันร้างมาตั้งนานแล้ว ไม่ได้ทำความสะอาดอาทิตย์เดียวฝุ่นคงไม่จับตัวเป็ชั้นหนาขนาดนี้หรอก จะโกหกก็ให้มันเนียนๆ หน่อยได้ไหม ไปเรียนมาใหม่นะครับป้า