เขาให้เวลาตัวเองตั้งสตินานหลายวินาทีแล้วชั่งใจขณะมองหญิงสาวห่างๆ ว่าควรเข้าไปทักทายเธออย่างไรดี
นิ้วมือข้างซ้ายที่ไม่สวมแหวนใดๆ ทำให้ชายหนุ่มจึงเบาใจอย่างประหลาด อย่างน้อยมันเป็เครื่องยืนยันเบื้องต้นว่าเธอยังไม่มีเ้าของถึงขั้นหมั้นหมายหรือแต่งงานตามที่ไอ้โปรดบอกจริงๆ
ท่าทางและการเคลื่อนไหวอันสง่าของหญิงสาวแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม เพียงแต่เวลา 4 ปี ทำให้คนสวยหวานยิ่งมีเสน่ห์ เรือนผมสีดำขลับยาวเกือบถึง่เอวของเธอยังโดดเด่นชวนมองยิ่งขึ้น
…เอวคอดสวยภายใต้ชุดเดรสรับกับสะโพกผายยังคงน่าโอบรัดเช่นเดิม
นรารินดูเหมือนผู้หญิงคนเดิมที่เขารู้จัก หากแต่ความเสียใจครั้งหนึ่งที่เธอฝากไว้เตือนให้เขาชั่งใจคิดทบทวนดีๆ อีกครั้งว่าเป็เธอคนเดิมที่เขาเคยรู้จักจริงหรือไม่
ยัยคนใจร้าย!
เขาเผลอมองเธอด้วยใบหน้าบูดบึ้งขณะตรึงร่างไว้ด้วยสายตาขุ่นมัว
“อย่าเพิ่งไป!” ชายหนุ่มตามติดๆ หลังรอจนกระทั่งเธอจ่ายเงินตรงหน้าเคาน์เตอร์ด้วยสายตาหวาดระแวงเขาตลอดเวลา
หญิงสาวหยุดจ้ำเท้าแล้วหันไปเผชิญหน้าตรงๆ เมื่อชายหนุ่มไม่ยอมหยุดตามเสียที
“อยู่ที่นี่เหรอ” เขาเงยหน้ามองตึกสูงระฟ้า นึกดีใจลึกๆ ที่หญิงสาวประสบความสำเร็จย้ายมาอยู่ในสถานที่เกือบเรียกได้ว่าหรูหราเช่นนี้ได้
บ้าฉิบ!
นรารินหลุบตาแน่น เขารู้จนได้ว่าเธออยู่ที่นี่!
“พี่ปัณมีอะไรอยากคุยกับอิงมั้ยคะ”
“เราน่ะ… ใจร้ายขึ้นเยอะเลยนะ” เขายกแขนขึ้นกอดอกพลางเอ่ยคำพูดปรามาสทำหญิงสาวหน้าตึง
เธอสะบัดหน้าหนีอีกครั้งแต่ถูกเขาฉวยคว้าข้อมือไว้ทัน
“คุยกันก่อน”
“คุยอะไรอีกคะ อิงเคยบอกไปแล้วไงว่าเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก” เธอย้ำชัด ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากกลั้นลมหายใจอัดแน่นเต็มปอดก่อนระบายออก
“อย่าทำเหมือนเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอย่างนั้นสิ” เขาเอ่ยคล้ายมีความขอร้องอ้อนวอนในน้ำเสียง
หญิงสาวชั่งใจ …นั่นสินะ ทำไมเธอต้องทำเหมือนใจร้ายกับเขานัก ตอนแยกจากกันก็แยกจากด้วยดีไม่ใช่หรือมีแต่เธอที่พูดจาไม่รักษาน้ำใจ ตัดขาดจากเขาอย่างคนไร้หัวใจขณะที่ตัวเองเ็ปเจียนตาย
“พี่ปัณอยากคุยอะไรกับอิงเหรอคะ” น้ำเสียงหญิงสาวอ่อนลง ไม่มีเหตุผลที่เธอต้องหนีหน้าเขาในวันนี้ ลูกไม่ได้อยู่ตรงนี้กับเธอด้วย บางทีหากคุยกันอีกครั้ง พูดจาดีๆ ทักทายกันตามประสาคนเคยคุ้นเคย เขาอาจจะยอมผละจากเธอดีๆ ก็ได้ และนับจากนี้คงไม่จำเป็ต้องเจอกันอีกแล้ว
เขาฉวยถุงผ้าบรรจุขนมกับโซจูในมือหญิงสาวไปถือไว้เอง
“อยากดื่มใช่มั้ย งั้นไปดื่มด้วยกันนะ พี่มีเื่อยากคุยกับอิงเยอะเลย” สีหน้ากับน้ำเสียงอ้อนวอนทำให้เธอปฏิเสธไม่ลง
ปริณธวัฒน์รู้ว่านรารินกำลังลังเลเขาจึงฉวยโอกาสนั้นดึงหญิงสาวไปยังรถที่จอดอยู่หน้าร้านอาหารไม่ไกลจากเขตคอนโดมิเนียมนัก
เขายังใช้รถคันเดิมที่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองหลังจากเรียนจบทำงานครบ 2 ปี ชายหนุ่มใช้ข้าวของคุ้มค่าเสมอแม้มีเงินทองใช้เหลือเฟือ หากเดาไม่ผิดตอนนี้เขาคงอยู่คอนโดมิเนียมแห่งเดิมเช่นกัน… แต่คงไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว
ชายหนุ่มดันคนร่างบางเข้าไปภายในรถสปอตหรูหราสีบรอนซ์วาว แล้วย้ายตัวเองไปยังตำแหน่งคนขับ
แทบไม่เคยมีผู้หญิงคนในใช้รถคันนี้ร่วมกับเขาเพราะปวริศาชอบขับรถด้วยตัวเองมากกว่า เวลาพวกเขาไม่ค่อยตรงกัน อีกทั้งที่ทำงานไปคนละทางจึงต่างคนต่างใช้รถส่วนตัวของตัวเอง ดังนั้นแล้วนรารินจึงเป็ผู้หญิงที่เขาเคยไปรับไปส่งด้วยรถคันนี้บ่อยที่สุดกระทั่งปัจจุบัน
หญิงสาวนั่งตัวแข็งทื่อ ยังแทบไม่อยากเชื่อว่าเธออยู่ภายในรถกับผู้ชายที่หลีกเลี่ยงไม่ยอมเจอตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ย้ายกลับมาเมืองไทยนานหรือยัง” เขาถามขณะสายตาจับไปยังถนนเบื้องหน้า สบายใจอย่างประหลาดที่พาหญิงสาวขึ้นมาบนรถด้วยสำเร็จอีกทั้งนรารินไม่มีท่าทีต่อต้านเลยสักนิด
“5 เดือนกว่าแล้วล่ะค่ะ” เธอวางมือบนหน้าตัก มองไปยังถนนเบื้องหน้าเช่นเดียวกัน
เขารู้ระแคะระคายอะไรเกี่ยวกับตัวเธอบ้างหรือเปล่านะ หญิงสาวนึกระแวง อย่ารู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลยโดยเฉพาะเื่ลูก