บริกไม่ได้เล่ารายละเอียดถึงการที่ทหารต้องถูกฆ่าเพราะไร้อาวุธต่อสู้ อาหารไม่มีคุณภาพพอที่จะกินเข้าไปแต่มันก็หมดไปในที่สุด เพราะมันไม่มีอะไรจะกินกันจริงๆ หรือการที่จะต้องนอนกลางดิน ไม่มีรั้วรอบขอบชิดที่จะป้องกันชีวิตได้เลยและไม่ได้เอ่ยถึงพวกทหาร ที่กลายเป็เป้าะุของเขาเอง
“แล้วทำไมคุณถึงออกเสียล่ะคะ..ตอนนั้นคุณยังหนุ่มอยู่นี่?”
ทรูดี้เลิกที่จะอำพรางความสนใจใคร่รู้อีกต่อไป เมื่อหล่อนยันร่างขึ้นนอนฟังในท่าที่สบายขึ้น
ผ้าปูที่นอนยับย่นอยู่ใต้สะโพก เนินทรวงที่ตึงเต่งเคร่งครัดย้อยลงมาตามสันกระดูกซี่โครง ยอดทรวงสะท้านไหวยามที่ทรูดี้เปลี่ยนอิริยาบถ บริกชะงักไปชั่วครู่กับคำถามที่หล่อนตั้งขึ้น ฝ่ามือโลมไล้อยู่กับเนินทรวงอย่างใจลอย
“มันมีการลอบโจมตีเกิดขึ้น กองกำลังของผมถูกตีโอบล้อมเข้ามาทุกด้าน ยังจำได้ตอนที่ลูกะุเฉียดถากไหล่ไป ผมะโบอกให้ทุกคนระวังตัวแล้วตัวเองก็หมดสติไป พอฟื้นขึ้นมาก็พบว่ามีหมอเข้ามายืนอยู่ข้างตัว มีทั้งมีดผ่าตัดทั้งปากคีบอยู่ในมือ กำลังจะผ่าเอาะุออกจากไหล่ ตัวผมเองนอนอยู่บนผ้าใบผืนแคบๆ ผืนหนึ่งเท่านั้น แมลงวันตอมหึ่งไปหมด..หมอเอาะุเม็ดหนึ่งเข้าไปสอดไว้ระหว่างฟัน สั่งให้ผมกัดไว้ โรงพยาบาลสนามแบบนั้น ไม่มียาสลบหรอก...”
“ตอนที่เขาจรดมีดผ่าเอาะุออก ก็ตอนนั่นแหละที่ผมคิดขึ้นมาได้ ว่าตัวเองไม่ได้้าทั้งเงิน ทั้งา..ก่อนจะหมดสติไปอีกครั้งหนึ่ง จำได้ว่าผมได้สบถสาบานไว้ว่า ถ้ารอดชีวิตจากการผ่าตัดครั้งนี้ ผมจะออกไปให้พ้นจากที่นั่นทันที ชีวิตของผมมีค่ามากกว่าเงินที่พวกมันให้หลายเท่านัก”
“แล้วคุณทำได้หรือเปล่าคะ?”
“ที่ว่าผมรอดมาได้น่ะหรือ..ไม่หรอก..ผมตายไปเลยต่างหาก”
บริกล้อเลียนคำถามของหล่อน
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันหมายความว่า หลังจากนั้นคุณลาออกจริงๆ หรือเปล่าต่างหาก”
“ออกสิ..พอขยับตัวได้ก็ลาออกเลย..เดินทางไปสเตทแล้วก็กลับมาปักหลักอยู่ที่นี่ไงล่ะ..จบแล้ว..”
เขาตวัดร่างหล่อนเข้าสู่อ้อมแขนและเริ่มซอนไซ้ลงไปบนเนินทรวงอย่างรุนแรง
แต่ทรูดี้ ดูจะยังติดใจกับเื่ที่เขาเล่าให้ฟังมากกว่า จึงปล่อยให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรไปตามใจชอบแต่ปากก็ยังเอ่ยถามต่อว่า
“พอคุณกลับมาแล้ว คุณกลับไปหาปู่อีกหรือเปล่าคะ?”
“เปล่า ท่านตายเพราะเส้นเืในสมองแตกเสียก่อน เขาจัดการฝังศพท่านไปเรียบร้อยก่อนหน้าที่ผมจะกลับไปถึงสักเดือนเห็นจะได้”
เขารวบมือที่วางทาบอยู่บนทรวงอกขึ้นมาจูบไล่ไปทีละนิ้ว ไล้ลิ้นอยู่ตรงจุดอ่อนไหวใจกลางมือ ได้ยินเสียงหล่อนครางออกมาเบาๆ
“แล้วเื่บริษัทของท่านล่ะคะ”
ทรูดี้ปล่อยให้ร่างเลื่อนลงไปนอนอยู่กลางเตียง
“เื่เงินของท่านนะคะ?”
“เขาก็ยกให้กับหลานชายอีกคนน่ะสิ”
“เป็ญาติผมเอง”
แม้ว่ามันจะไม่ตรงต่อความจริงนัก แต่บริกก็รำคาญกับคำถามต่างๆ ที่ทรูดี้สรรหามาถามนัก อีกประการหนึ่ง มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของหล่อนด้วย..!
“ญาติคนที่คุณกำลังจะไปพบในนิวยอร์กใช่ไหมคะ?”
ทรูดี้ยังคงถามต่ออยู่นั่นเอง
“ใช่ คนเดียวกันนั่นแหละ”
บริกผลักร่างเธอให้นอนหงายลง ดูจะเป็วิธีเดียวที่จะทำให้ทรูดี้สงบปากสงบคำลงได้ และยามที่เขาซุกไซ้ริมฝีปากลง ก็ยังััได้ถึงอาการแข็งขืนที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่บริกไม่ใส่ใจแล้ว โลมเล้าเนินทรวงหนักมือขึ้นก่อนจะโถมทับลงบนตัว ไล้จูบไปทั่วใบหน้า ได้ยินเสียงหล่อนกระซิบพล่าๆ อยู่ข้างหู
“คุณนี่มันตัณหาจัดจริงๆ นะ บริก แมคคอร์ด”
แต่น้ำเสียงนั้นก็ยังบอกความพึงพอใจอยู่ไม่น้อย และเขาก็หัวเราะอยู่กับคำประณามด้วยอารมณ์รักของทรูดี้ออกมาเบาๆ
สรรพสำเนียงที่บ่งบอกถึงความสับสนจอแจทั้งหลาย เป็เสียงที่เขาลืมไปแล้ว ว่ามันเป็สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองใหญ่ เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์จากยวดยานพาหนะที่หลั่งไหลไปตามท้องถนนราวสายน้ำเสียงแตร เสียงเป่าปากเรียกแท็กซี่ กับศัพท์สำเนียงน้ำเสียงของผู้คนที่พูดจากันด้วยภาษาที่แตกต่างออกไป เหล่านี้เปรียบเสมือนเสียงกลองที่เข้ามารัวอยู่ในหู อากาศภายในตัวเมืองก็ร้อนรุ่มไปทั่ว หลังจากที่เพิ่งผ่านความเย็นของอากาศูเามา
ดวงอาทิตย์สาดแสงแรงกล้าลงต้องพื้นถนนที่ปูลาดด้วยคอนกรีต ตึกรามบ้านช่องดูราวถูกอบอยู่ด้วยไอร้อนในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันและกลิ่นอายเสียจากรถยนต์ แม้จะมีฮอทดโครเมียมกับไส้กรอกตั้งขายอยู่ตรงหัวมุมถนน แต่กลิ่นอายของมันก็ไม่ได้ชวนกินเลยแม้แต่น้อย
บริกก้มตัวลอดเข้าไปในรถแท็กซี่คันที่โดยสารมา ขณะที่คนขับนับเงินทอนอย่างเนือยๆ ควานมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหาเศษเงินทอน มันเป็เล่ห์เหลี่ยมเก่าๆ ที่เอามาใช้เพื่อเป็การเพิ่มทิปให้กับตัวเอง ด้วยการปล่อยให้ผู้โดยสารเสียเวลายืนคอยเงินทอนอยู่อย่างนั้น
“แกเสียเวลาเองนะเพื่อน”
บริกพูดห้วนๆ กับคนขับ
“ฉันน่ะมีเวลาเหลือเฟือทั้งวันเลยละ”
ธนบัตรใบสุดท้ายจึงได้ประสมเข้ากับเงินทอนเมื่อส่งมาให้บริก
ขณะเขาก้าวขึ้นไปบนบาทวิถี คนขับแท็กซี่ก็กระชากรถออกจากที่ไปแล้วและกำลังบังคับให้เข้าสู่เส้นทางจราจร บริกแหงนหน้าขึ้นมองอาคารที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า มันคือที่ตั้งของบริษัทแซงเงอร์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งอยู่บนชั้นที่ 23 ทั้งชั้น
“เราสร้างตึกสูงๆ ทั่วทั้งนิวยอร์กแหละ คาวบอย”
เสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นราวจะล้อเลียน อาจจะเพราะเห็นขันกับท่าทางของเขา
บริกเหลือบตามองไปยังหนุ่มวัยรุ่น ที่กำลังหัวเราะกับเพื่อนๆ อย่างขบขันในวาจาของตัวเองและสังเกตเห็นว่า มีคนกำลังจ้องมองดูหมวกฟางปีกกว้างที่เขาสวมอยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น รวมทั้งรองเท้าหนังสีน้ำตาลกับชุดเสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างชาวตะวันตกสีเขียวเข้ม เหมือนสีเขียวทึบของป่าไม้ ซึ่งทำให้ใครต่อใครต่างหันมามองดูเขาราวสัตว์ประหลาด เขาอาจไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก ถ้าจะแต่งชุดยาวรุ่มร่ามแบบเช็คทั้งหลายจากตะวันออกกลาง..บริกสันนิษฐานอยู่ในใจ
เมื่อก้าวเข้าไปในตัวอาคาร เขาก็เดินตรงไปยังลิฟต์ ประตูบานเลื่อนเปิดออกทันทีที่มีเสียงกริ่งและตัวอักษรคำว่า “ขึ้น” ก็ปรากฏขึ้นบนแผงด้านหน้า บริกเดินเข้าไปในลิฟต์กดปุ่มอัตโนมัติไว้ มีคนเดินเข้ามาอีกกลุ่มหนึ่ง ในจำนวนนั้นมีสาวน้อย 2 คนรวมอยู่ด้วย บริกถอดหมวกออกจากศีรษะ เพื่อให้มีพื้นที่กว้างพอที่จะเบียดเข้าไปได้เพิ่มขึ้น แม่สาวผมสีน้ำตาลเข้มเข้ามายืนอยู่ข้างตัว มองเขาด้วยสายตาที่บอกความพิศวง อายุของเธอดูจะยังไม่สำเร็จการศึกษาด้วยซ้ำ แต่ บริกเดาเอาว่า คงจะประมาณ 20 เห็นจะได้ เวลานี้ใครๆ ก็ดูจะหนุ่มสาวกว่าเขาไปเสียทั้งนั้น ทำให้นึกไปว่า ทำไมเด็กสาววัยแค่ 20 จึงดูแก่ไปได้ อาจจะเป็เพราะวัยของเขานั่นเอง และเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ริมฝีปากของเขาก็เหยียดออกเป็รอยยิ้ม
“คุณมาจากเท็กซัสหรือคะ?”
สาวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้จริงๆ ว่าเขาเป็ใคร มาจากไหน ร่างของเธอเตี้ยๆ เล็กๆ เหมือนทรูดี้ ศีรษะยังไม่ถึงไหล่เขาเสียด้วยซ้ำ
“ไอดาโฮ”
เขาตอบสั้นๆ
“ไอดาโฮ..”
สาวน้อยทวนชื่อนั้น จากท่าที่เธอแสดงออกทำให้บริกเดาได้ว่า เธอไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเมืองนี้ควรจะอยู่ที่ไหน และทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้..
ทำไมนะ..ผู้คนที่อยู่ในนิวยอร์กจึงไม่ยอมรับรู้กันเสียทีว่า ยังมีรัฐต่างๆ อีกถึง 49รัฐที่กระจายออกไปทั่วประเทศ คนบ้าใบ้บางคนอาจจะเผลอคิดไปด้วยซ้ำว่า ไอดาโฮเป็ชื่อเรียกพันธุ์ฝรั่งก็ได้..!
ลิฟท์ครางกระหึ่มก่อนจะหยุดลง ประตูเปิดออกเบาๆ
“ขอโทษครับ ถึงชั้นของผมแล้ว”
บริกแหวกทางผ่านสาวน้อยที่กำลังใกับอากัปกิริยาของเขาอยู่
ด้วยความเคยชิน บริกยกหมวกที่ถืออยู่ในมือขึ้นสวมอีกครั้ง เมื่อออกมาพ้นลิฟต์ก็พบประตูอยู่ตรงหน้า มันคือประตูกระจกที่มีตราประจำตระกูล เขียนด้วยลวดลายสีดำเดินลายทองงดงาม ประกอบด้วยตัวหนังสือที่มีข้อความว่า “แซงเงอร์ ดิสเคาท์ สโตร์” ใต้ลงมาเป็คำว่า “คอปอเรท เฮด ควอเตอร์”
บริกบังเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่ง มันเป็ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาเลย นับแต่วันที่ผ่านพ้นสนามรบมา กรามขบกันเป็สัน แววเหี้ยมๆ ปรากฏขึ้นอย่างเยือกเย็น
เขาก้าวเท้ายาวๆ ด้วยท่าทางไม่รีบเร่ง ขณะเดินตรงไปยังประตูบานที่เปิดเข้าไปสู่แผนกประชาสัมพันธ์และต้อนรับ ผลักบานประตูให้เปิดออกและเดินเข้าไปภายใน ผู้หญิงผิวดำท่าทางคล่องแคล่วคนหนึ่ง นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ท่าทางเธอดูจะเป็เ้าหน้าที่ผู้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รักสวยรักงาม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน มีแววฉลาดเฉลียวอย่างเห็นได้ชัด รอยยิ้มที่เธอส่งให้เขาดูอ่อนโยนสุภาพก็จริง แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
“ให้ดิฉันช่วยอะไรได้บ้างคะ?”
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลฟังรื่นหูนัก
หมวกบนศีรษะถูกถอดลงมาถืออยู่ในมืออีกครั้ง ขณะเขาเดินตรงเข้าไปหาเธอที่โต๊ะทำงาน
“ผมขอพบแม็กซ์ แซงเงอร์ หน่อยครับ”
เธอกวาดสายตาสำรวจตรวจตราไปทั่วเรือนร่างของเขาทันที คิ้วขมวดบางๆ บอกความไม่แน่ใจ
“ท่านประธานบริษัทน่ะหรือคะ?”
“คนนั้นแหละ”
รอยยิ้มขันๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของบริก อันที่จริงเขาก็ไม่ใช่ลักษณะของคนที่จะมาขอพบประธานของบริษัทจริงๆ เสียด้วย
“คุณนัดไว้ก่อนหรือเปล่าคะ?”
“เปล่า..”
“โอ..ถ้าอย่างนั้นเห็นจะต้องเสียใจด้วยค่ะ มิสเตอร์แซงเงอร์มีภารกิจยุ่งมาก ท่านไม่พบใครที่ไม่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าก่อนหรอกค่ะ ดิฉันจะติดต่อกับเลขานุการท่านให้ก็ได้นะคะถ้าคุณ้า แล้วเธอจะนัดเวลามาให้ว่าท่านจะให้คุณเข้าพบท่านได้เมื่อไหร่ค่ะ”
เขาถูกไล่อย่างสุภาพที่สุดและบริกก็ยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็นที่สุดเช่นกัน แตะขอบหมวกลงบนเครื่องโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานเธอ
“คุณเรียกเข้าไปหาแม็กซ์แล้วก็บอกเขาว่า บริก แมคคอร์ดมา เขาจะออกมาหาผมเอง”
หลังจากนั้นโดยไม่สนใจว่าจะมีปฏิกิริยาใดเกิดขึ้น บริกผละจากโต๊ะ เดินเรื่อยๆ ไปตามความกว้างของห้องนั้น ซึ่งตกแต่งไว้ด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบสมัยใหม่ด้วยชุดแก้วกับโครเมียม รวมทั้งพื้นที่ปูไว้ด้วยพรมราคาแพง เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างเมื่อมองลงไปจะเห็นใจกลางเมืองแมนฮัตตัน สีเขียวที่ค่อนไปทางด้านทิศเหนือคือเซ็นทรัล ปาร์ค เขายืนเอามือซุกกระเป๋าด้วยท่าทางที่มั่นใจในตัวเอง มือข้างที่ถือหมวกเท้าสะเอวไว้