“อะ-โอย~”
เสียงอวดครวญจากคนที่นอนบนพื้นดูเหมือนว่าพวกแป๊กจะเริ่มได้สติ
“ไงน่วมเชียวนะ” แป๊กมองค้อนเขาก่อนจะหันหน้าหนี “อย่ามายุ่งดิ”
“กูก็ไม่ได้อยากจะยุ่งหรอกแต่คนที่มึงหาเรื่องดันเป็นรุ่นน้องในสาขาถ้ามีปัญหาขึ้นมาพวกมึงนั่นแหละจะซวยเอา”
“เรื่องของพวกกูมั้ยล่ะอย่าเสือกให้มากไม่งั้นมึงจะโดนด้วย”
แป๊กเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะพากันเดินออกจากจุดนั้นจนลับสายตาไปฟาโรห์ได้แต่ถอนหายใจ ช่างเถอะ เหนื่อยกับพวกนี้เต็มทนแล้ว
“อ๊ะพี่ฟาโรห์นี่ครับ”
เสียงใสเอ่ยทักพอหันไปก็พบกับไทม์และบูมที่กำลังยืนถือถ้วยข้าวอยู่
“หวัดดีมาซื้อข้าวกินหรอ”
“ครับแล้วพี่ฟาโรห์ล่ะครับ”
“พี่มาทำธุระน่ะ เออใช่สิพี่มีเรื่องอยากจะถามพวกเราหน่อย จะได้มั้ย”
“เรื่องอะไรหรอครับ”
“เพื่อนเราน่ะที่ชื่อติม” ไทม์กับบูมหันมองหน้าก่อนจะพยักหน้าตกลง
ทั้ง 3 คนเดินมานั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนในมหาวิทยาลัย ตอนแรกก็กะจะหาที่นั่งแถวนั้นแหละ แต่บูมกับไทม์ต้องเข้าสอบเลยเลือกมานั่งแถวๆ ตึกที่น้องต้องสอบแทน
“พี่ฟาโรห์จะตามอะไรเกี่ยวกับติมหรอครับ”
“ติมเขาเคยเรียนพวกศิลปะการต่อสู้มาก่อนหรือเปล่า”
“ไม่เคยนะครับ หรือว่าติมไปมีเรื่องกับใครมาหรอครับ”
“อ๋อ โจรน่ะ” ฟาโรห์เลือกที่จะโกหกเพราะไม่อยากให้เด็กๆ เป็นกังวล แต่ก็ดูเหมือนพวกเขาจะรู้
“พวกพี่แป๊กใช่มั้ยครับ”บูมเอ่ยถาม เหมือนจะไม่เนียนแฮะ
“อ่า ใช่”
“ติมเขาเคยเล่าให้ฟังน่ะครับ ว่าสมัยเรียนอาชีวะ เขาเคยมีเรื่องมาก่อน”
“มีเรื่อง?”
“ครับ มีเรื่องจนเข้าคุกเลยล่ะครับ”
ฟาโรห์ได้ยินก็ถึงกับคิ้วขมวดก่อนบูมจะเริ่มเล่า
ในช่วงขึ้นอาชีวะปี 1 ติมเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาขาที่หลายคนคิดว่ายังไงก็คงไม่ไปมีเรื่องกับใครแน่ๆ แต่ก็คิดผิด
ติมถูกรุ่นพี่ในวิทยาลัยหาเรื่องด้วยเหตุผลที่โคตรจะแสนปัญญาอ่อน
“เพราะมึงมันหน้าตีเกินไปไง”
ประโยคที่รุ่นพี่เมื่อตอนนั้นทำเอาติมถึงกับงงงวย ช่วงแรกๆ ติมก็ไม่ได้ตอบโต้หรอก อย่างมากก็โดนแค่พูดจาเสียดสี จนกระทั่งวันหนึ่งของช่วงท้ายของปี 1
ติมโดนดักกระทืบ…
6 รุม 1 แน่นอนว่ายังไงก็แพ้ แต่โชคดีที่ไม่หนักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าติมจะสู้ไม่ได้ แต่เขาเลือกไม่สู้ซะมากกว่า ส่วนเหตุผลก็ไม่ใช่อะไร เขามาเรียนไม่ใช่มาต่อยตีปล่อยไปเดี๋ยวมันก็เลิก
ตอนแรกก็คิดงั้นแหละแต่ก็เมือนจะคิดผิด
แม่งมาอีกล่ะ..
มาแบบเดิม พวกเดิม เพิ่มเติมแม่งถือไม้มาด้วย คราวนี้กะว่าจะปล่อยแต่ก็คงไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยให้พวกมันมากระทืบเขาคงได้ไปนอนเจาะสายน้ำเกลือเล่นแน่
ผลสุดท้ายเลยจบที่ต้องซัดและติมก็ชนะ แม้พวกนั้นจะมากัน 6 พร้อมไม้หน้าสามเต็มือแน่ติมก็สามารถเอาชนะได้ภายในครึ่งชั่วโมง
ติมเคยเรียนวิชาการต่อสู้มา เพราะพ่อของเขาอยากให้เรียนเอาไว้ป้องกันตัว แต่ก็เลิกเสียก่อนเพราะเมื่อ 2 ปีก่อนพ่อได้อย่ากับแม่เนื่องจากจับได้ว่าแม่มีชู้ ทำให้ติมต้องมาอยู่กับพ่อแทน
ในทุกๆ วันที่ติมไปเรียนก็มักจะมีคนชอบมาหาเรื่องแต่ก็ไม่ได้หนักมากถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลก็แค่เด็กตีกันธรรมดา แต่พอติมสู้ชนะทุกครั้งทุกคนที่เคยหาเรื่องก็เริ่มหวั่นเกรง ไม่ค่อยกล้ายุ่งเพราะรู้ว่าต่อให้ไปกันเป็น 10 ยังไงก็แพ้อยู่ดี
จนกระทั่งวันนึง วันที่เพื่อนต่างสาขาไปมีเรื่อง วันนั้นติมไม่ได้ไปด้วยเขาตรงกลับบ้านทันที แต่จู่ๆ ก็มีตำรวจมาหาถึงบ้านบอกว่าเขาเป็นคนต้นเรื่องทำให้ถูกคุมตัวไปโดยไม่รู้เรื่อง
วันนั้นเขาจำได้ดีว่าพ่อเสียใจมากถึงขั้นร้องไห้ออกมาทีเดียว เขารู้สึกผิดจนถึงขั้นอยากจะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ แต่ถ้าเขาทำก็เท่ากับว่าเขายอมรับผิด ติมเลยตัดสินใจที่เล่าความจริงให้ตำรวจฟังจนนำไปสู่การจับกุมคนที่กระทำความผิดทั้งหมด
หลังจากติมถูกปล่อยตัวเขาก็กลับไปขอโทษพ่อและยอมดรอปเรียนปีนึงไปช่วยพ่อทำงานเพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีขึ้นแล้วจริงๆ จนในที่สุดพ่อก็ยอมกลับมาเชื่อใจอีกครั้งก่อนจะกลับมาเรียนปีนี้
“ก็ประมาณนี้ล่ะครับ”
หลังจากฟังบูมกับไทม์เล่าจบสมองของฟาโรห์ก็เหมือนสตาฟไว้ชั่วขณะ ไม่คิดเลยว่าเด็กหน้านิ่งที่ดูไม่มีอะไรคนนั้นกลับผ่านเรื่องราวชีวิตโชกโชนยิ่งกว่าตัวเขาอีก แล้วที่สำคัญเขาก็พึ่งรู้ด้วยว่าติมกับเขาอายุเท่ากัน แบบนี้ก็เรียกน้องไม่ได้แล้วสิ
“ชีวิตเขาดูโชกโชนดีเนาะ”
“ตอนที่พวกผมฟังครั้งแรกก็ตกใจเหมือนกันครับ เขายังเคยถามพวกผมด้วยนะว่ากลัวเขารึป่าว”
“แล้วเรากลัวมั้ย”ไทม์ส่ายหน้าเป็นคำตอบ “ไม่ครับ ถึงประวัติติมจะโชกโชนแต่ติมก็ไม่เคยทำร้ายพวกเราแถมยังคอยช่วยอยู่ตลอด ติมเป็นเพื่อนที่ดีอีกคนของพวกเราครับ”
ไทม์ยิ้มตอบ ฟาโรห์ที่เห็นถึงกับส่ายหัว เด็กคนนี้นี่เป็นคนดีจริงๆ
“โอ๊ะ พวกผมต้องไปสอบแล้ว งั้นขอตัวก่อนนะครับ”
“อือ สู้ๆ นะ แล้วก็ขอบใจที่เล่าให้ฟังนะ”
“ครับ ไปนะครับ”
ดวงตาสองคู่มองรุ่นน้องทั้งสองวิ่งดุ๊กดิ๊กกันไปตามซอยตึก เขาเองก็ต้องไปเรียนเหมือนกันฟาโรห์เก็บของลุกจากม้านั่งก่อนจะตรงขึ้นเรียน หวังว่าคงจะไม่มีอะไรให้วุ่นวายอีกแล้วนะ
16.00น. เป็นเวลาเลิกเรียนของฟาโรห์ หลังจากเรื่องเป๊กก็ไม่มีเรื่องอย่างอื่นอีกส่วนเรื่องรับน้องอาทิตย์นี้คงพักไปก่อน เขาก็ได้แจ้งในไลน์กลุ่มไปแล้วล่ะถ้าคนอื่นจะค้านก็ค่อยให้พวกนั้นทักมาคุยส่วนตัวเอาเอง
เดินลงจากตึกตรงไปยังลานจอดรถที่ได้จอดเอาไว้ขณะที่กำลังไปตามทางเดินสายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่นั่งเล่นโทรศัพท์ที่ม้านั่งหน้าตึกเรียนนักศึกษาคนหนึ่งในชุดวอร์มกีฬาของมหาวิทยาลัยชุดวอร์มสีฟ้าที่แค่ดูก็รู้ว่าคงเป็นนักกีฬาฟุตบอลแน่
เดินตรงเข้าไปหาเจ้าตัวพอใกล้ก็เริ่มเห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่เขาคิดแน่ๆ
“ติม…สินะ”เจ้าของชื่อละจากมือถือเงยหน้ามองคนต้นเสียงพร้อมกับเลิกคิ้ว “ครับ?”
“ไม่กลับบ้านหรอ”
“เดี๋ยวกลับครับ”
“พี่ไปส่งมั้ย”ติมเงยหน้ามองอีกคนพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเองได้”
“เอาน่าเดี๋ยวพี่ไปส่ง”
ติมเงยหน้ามองอีกคนพรล้อมกับขมวดคิ้วเป็นปมหนักกว่าเดิมก่อนจะย้ำคำตอบ“ผมกลับเองได้ครับ”
“พี่ไปส่ง”สีหน้าของติมเริ่มเปลี่ยนพร้อมกับติ้วขมวดปมเป็นรอบที่สาม “ฝนมันจะตกเราพึ่งแข่งบอลมาด้วยจะได้กลับบ้านเร็วๆ จะได้กลับไปพักไง”
ติมสูดหายใจลึกหันมองอีกคนด้วยความไม่เข้าใจ“แล้วแต่พี่เลยล่ะกัน”
บรรยากาศบนลงเงียบสงบขนาดที่ว่าได้ยินเสียงแอร์กับเสียงรถยนต์ด้านนอกได้อยากชัดเจนติมเท้าคางกับกระจกพลางทอดมองวิวด้านนอกด้วยความเบื่อหน่าย
“แข่งวันนี้เป็นไงมั่ง”ฟาโรห์เปิดประเด็นทำให้ติมเหลือบมองครู่นึงก่อนจะกลับไปมองวิวด้านนอกต่อ “ก็ชนะครับ”
“ดีใจด้วยนะ”
“ขอบคุณครับ”
บรรยากาศในรถกลับมาเงียบอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าติมไม่อยากคุยกับเขาเพราะรังเกียจแต่เพราะเขารู้ว่าฟาโรห์กำลังจีบเพื่อนตัวเองอยู่
“จะว่าไป เราอายุเท่าพี่ใช่มั้ย เห็นไทม์บอก”
คำถามของฟาโรห์ทำเอาติมถึงกับหันไปมองพร้อมขมวดคิ้ว “ครับ”
“เกิดเดือนไหน”
“สิงหาครับ”
“งั้นก็เป็นน้องสินะ”
ติมมองรุ่นพี่อย่างพินิจก่อนจะเอ่ยคำถาม “ผมถามจริงนะ พี่ต้องการอะไรจากผมกันแน่”
“พี่ก็แค่อยากรู้จักเราก็แค่นั้นเอง”
“ไม่ใช่ว่าจะตีสนิทผมเพื่อจะจีบไอ้ไทม์หรอ”
ติมมองอีกคนเพื่อรอคำตอบ “ถ้าใช่แล้วจะทำไม”
ฟาโรห์หันมามองอีกคนแต่คราวนี้สายตาของเขามันไม่ได้ดูใจดีเหมือนกับตอนแรก แววตาที่ดูเหมือนมีเลศนัยและดูน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
เขาไม่ชอบสายตาแบบนี้เลย มันเหมือนกับสายตาของคนๆ นั้น คนที่เขารังเกียจ
“จอดรถเดี๋ยวนี้ ผมจะลง”
“ยังไม่ถึงนี่”
“จอด เดี๋ยว นี้” ฟาโรห์ไม่ได้ตอบโต้ยังคงขับรถไปตามถนนต่อ
“ผมบอกให้จอดไง!”
รถยนต์ที่กำลังเคลื่อนตัวจู่ๆ ก็จอดกระทันหันจนติมแทบหัวทิ่ม ติมจับหัวตัวเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นแต่ก็พบว่ารถได้มาจอดที่หน้าบ้านของเขาเรียบร้อยแล้ว
“ถึงแล้ว ลงสิ”
น้ำเสียงที่ดูเย็นชาราวกับว่าไอ้รุ่นพี่คนเมื่อกี้เป็นคนละคนกัน
ติมไม่รอยอกลาหรือเอ่ยคำขอบคุณเขารีบลงจากรถทันทีที่ตัวล็อคเปิดออก ตอนแรกเขาก็จะหันไปด่าสักคำก่อนจะเข้าบ้านแต่ก็ต้องชะงักเมื่อไอ้รุ่นพี่คนนั้นดันขับรถเข้ามาในบ้านหน้าตาเฉย
“เห้ย ใครบอกให้เข้าบ้าน”
ติมปรี่เข้าไปถามทันทีที่ฟาโรห์ลงจากรถ “อยากเข้าเอง”
“เพื่อ? กลับไปเดียวนี้เล-”
“อ่าว มาแล้วหรอโรห์”เสียงชายวัยหลางคนเอ่ยขึ้นให้ทั้งสองคนที่ทำท่าจะทะเลาะกันต้องหยุดชะงักก่อนจะพาหันไปมอง
“สวัสดีครับลุง”ฟาโรห์ยกมือไหว้ราวกับรู้จักกันมาก่อนนั่นยิ่งทำให้ติมขมวดคิ้วหนักขึ้นกว่าเดิม
“ดีๆ หืม? รู้จักกับลูกชายลุงด้วยหรอ”
“ผมเรียนสาขาเดียวกับติมครับ”
“งั้นหรอเข้ามาก่อนสิ” ติมมองตามฟาโรห์ที่เดินเข้าบ้านก่อนจะเดินตามเข้าไปตอนนี้ความคิดในหัวของเขาตีกันไปหมด สรุปผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรจากเขากันแน่
ในห้องรับแขกโถงกว้างติมนั่งมองคนตรงหน้าที่กำลังพูดกับพ่อของเขาอย่างสนุกสนานราวกับว่ารู้จักกันมากว่า10 กว่าปี ทั้งที่ความจริงพึ่งรู้จักกันเมื่อปีที่แล้ว
เท่าที่พ่อเล่าให้ฟังคร่าวๆคือพ่อของเขากับพ่อของฟาโรห์เป็นเพื่อนสมัยเรียน ทั้งสองท่านสนิทกันมากแต่พอช่วงหลังเรียนจบทำงานก็เริ่มไม่ได้คุยกันจนช่วงหนึ่งที่พ่อของฟาโรห์ล้มป่วยจนไม่สามารถทำงานได้แต่ก็ได้พ่อของติมช่วยเลยทำให้ฟาโรห์ได้รู้จักกับพ่อของเขา
ขณะที่กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้นอยู่ๆก็มีเสียงสั่นแจ้งเตือนจากมือถือทำให้ติมต้องหยิบขึ้นมาดูพบว่าเป็นข้อความเพื่อนตัวเอง
“ผมขอตัวขึ้นเปลี่ยนชุดก่อนนะ”
พ่อพยักหน้ารับ ติมหยิบของลุกออกไปโดยมีสายตาของฟาโรห์มองตาม
พอเข้าห้องของตัวเองเขาก็วางของนั่งลงที่ที่นั่งขอบหน้าต่างที่ประจำก่อนจะกดเข้าแชทแล้วพิมพ์ตอบเพื่อนตัวเองทันที
กลุ่มเครื่องปาสระอึ ที่มีอายุไขไร้กำหนดแล้วก็มีเสี้ยวชีวิตของกางเกงในตัวเมื่อวานซืนของชินจัง บัลมุงค์=เฟซาเรี่ยนไอแซ็ค=ชไนเดอร์ สองในสามที่เหลือของความรู้สึกเดียงสานั้นหนึ่งในสามก็คือ ความรู้สึกกังวลหนังเล็บเปิด การทรยศที่ชั้นรู้คือการไม่รู้ชื่อแต่ทำเหมือนรู้ไปหมด แมวไม่อยู่หนูร่าเริง รักลูกให้ผูกรักวัวให้ตีแต่ที่จริงเมื่อกี้ก็คือ รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี แย่งกันไปมา ตาอยู่เอาไปกิน ปู๊ดปู๊ด ปู๊ด ปู๊ด ปู๊ด ปู๊ด ปู๊ด ปู๊ด ปู๊ด กระสุนอึเหลว (3)
time00.00 : ส่งรูปภาพ
time00.00 : อร่อยยยยยยยย
BOOM: พี่ลูซี่เลี้ยงหรอ
time00.00 : ช่ายยยย
BOOM: ไอ้รูป3 คือ?
BOOM: แหวนหมั้นหรอ
time00.00 : ไม่ใช่ๆๆๆๆ
time 00.00 : เห็นมันสวยก็เลยใส่ แล้วพี่ลูซี่ก็ใส่ด้วยเห็นมันคู่กันเลยถ่ายเฉยๆ
BOOM: จ้าๆ แค่คู่กันจ้า
time00.00 : ส่งสติกเกอร์
tim????: คบๆ ไปเลย
tim????: ไม่ต้องไปสนใจไอ้พี่ฟาโรห์แล้ว
time00.00 : เอ๊ะ? ทำไมอ่ะ
BOOM: แปลกๆ นะ วันนั้นมึงยังไม่ดูไม่รังเกียจพี่เขาขนาดนี้เลยหนิ
BOOM: เกิดไรขึ้นวะ
tim????: แม่งเหี้ย
time00.00 : ห๊ะ?
ยังไม่ทันจะพิมพ์ต่อจู่ๆก็มีมือปริศนามาดึงโทรศัพท์เขาไป ซึ่งคนที่ดึงก็ไม่ใช่ใครนอกจากฟาโรห์
ฟาโรห์เหลือบมองแชทที่ติมคุยกับเพื่อนก่อนจะเหลือบมองอีกคนที่ตอนนี้ทำท่าเหมือนจะพร้อมซัดเขาทันที
“พิมพ์แบบนี้ได้ไงใจร้ายจังนะ”
“เอาโทรศัพท์คืนมา”
ติมยื่นมือหมายจะเอาโทรศัพท์คืนแต่อีกคนกลับยกมือสูงขึ้นทำให้ติมที่เตี้ยกว่าไม่สามารถหยิบได้
“บอกให้เอามาไง”
“ได้แต่ต้องแก้ที่พิมพ์ไปด้วย”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งผม”
“แต่สิ่งที่เราทำคือใส่ร้ายป้ายสีพี่อยู่นะ”
“แล้วมันสมควรมั้ยล่ะเหอะ จะจีบกันแต่เอาคนอื่นเป็นทางผ่าน ถ้าไม่มีปัญญาขนาดนั้นจะไปจีบทำไม”
ฟาโรห์มองคนตรงหน้านิ่ง“พูดแบบนี้แสดงว่าเคยโดนมาก่อนสินะ”
พูดจบติมก็จับคอเสื่อของเขาก่อนจะกระแทกติดกำแพงอย่างแรง“แม้จะเป็นรุ่นพี่ที่จีบเพื่อนผมก็ซัดหน้าได้นะ”
แม้น้ำเสียงจะดูโมโหแต่แววตาของติมกลับมีน้ำตาเอ่อออกมาก่อนจะปล่อยมือออกและหันหลังเพื่อจะปกปิดน้ำตาที่เอ่อออกมา
ฟาโรห์ลอบถอนหายใจก่อนจะเดินไปหาติมหมายจะเข้าไปปลอบแต่ก็ถูกอีกคนปัดมือออก
“อย่ามายุ่ง!!”
ใบหน้าหล่อที่ตอนนี้มีแต่น้ำตาไม่เหมือนติมคนก่อนหน้าที่เคยซัดพวกแป๊กจนสลบเหมือด
“ออกไปได้แล้ว แล้วก็อย่าโผล่หน้ามาให้เห็นอีก”ฟาโรห์ถอนหายใจก่อนเดินออกจากห้องตามคำสั่ง
ประตูปิดลงพอเห็นว่าอีกคนออกไปแล้วติมก็ทิ้งตัวเองลงบนเตียงก่อนปล่อยโฮออกมา
เขายังจำได้ดี เมื่อครั้นตอนที่ยังเรียนปวช.ปี 1 เขาได้หลงรักผู้ชายคนหนึ่ง คนๆ นั้นเข้ามาตีสนิทจนติมเริ่มชอบ แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่เขาไปสารภาพรัก ผู้ชายคนนั้นกลับปฏิเสธกลับมาและบอกว่า
“เหอะ!ชอบหรอ บ้าป่ะ มึงมันก็แค่ทางผ่านกับของเล่นแก้เบื่อกูเท่านั้นแหละ”
ถึงแม้ตอนแรกติมจะรู้ดีอยู่เเล้วว่าคนๆ นั้นไม่ได้ชอบเขา แต่ไอ้รูปประโยคกับสายตาน่ารังเกียจนั่นมันทำให้เขาโมโหจนฟิวส์ขาดจนเผลอลงมือซัดจนคนๆ นั้นถึงกับเสียโฉมไปเลย
เขารู้ว่าตอนนั้นมันเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ รู้ว่าเขาทำผิดมากแค่ไหน และก็รู้ว่าตัวเองผิดเองที่ไปหลงเชื่อคารมบ้าๆ นั่น ไม่งั้นเขาก็คงไม่ต้องมานั่งจมปลักกับความหลังอันน่ารังเกียจนั่น
ส่วนเรื่องที่บอกว่าสายตาของฟาโรห์เหมือนกับของคนๆ นั้นเขาพูดไม่ผิด มันเหมือนจริงๆ
แววตาอันน่ารังเกียจนั่น เขาไม่อยากเห็น เพราะทุกครั้งที่เห็นแววตานั้นทีไรมันรู้สึกอึดอัดจนอยากจะอ้วกทุกครั้ง
แล้วถึงแม้จะรู้ว่าฟาโรห์ไม่ใช่ชายคนนั้นแต่สายตาเหมือนกัน เหมือนจนเขาไม่อยากอยู่ใกล้
เสียงมือถือสั่นจนทำให้ติมที่กำลังเช็ดน้ำตาต้องหันไปเปิดมือถือแต่พอเห็นชื่อติมก็ถึงกับคิ้วขมวด
farohadd friend you
faroh: ส่งรูปภาพ
faroh: ลืมของ
faroh: เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่เอาไปให้
faroh: แล้วก็ห้ามบล็อค ห้ามหนีด้วย ไม่งั้นพี่ไม่คืน
ติมจิ๊ปากกำมือถือแน่นด้วยความโมโหไอ้ที่เขาลืมมันคือมือถืออีกเครื่องแล้วเครื่องนั้นมันเป็นเครื่องที่พ่อซื้อให้ตอนช่วงเรียนปวช.
สมองพยายามเค้นความคิดก่อนจะตัดสินใจแล้วกดปุ่มบนหน้าจอ
you block faroh
ช่างแม่งค่อยบอกพ่อว่าหายล่ะกัน