ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    ตอนที่ 52 : เรื่องไม่คาดคิด

     ตอนที่ 52 : เรื่องไม่คาดคิด 



    การกระทำของอู่โม่นั้นยั่วประสาทเหล่าผู้นำได้เป็นอย่างดี ตาของพวกเขาแดงก่ำขึ้นมา และอยากที่จะพุ่งเข้าไปง้างปากของอู่โม่ เพื่อดึงเอายาฉีซวนออกมา




    พวกเขาเคยเห็นลูกคนรวยมาเยอะ แต่ไม่เคยเห็นลูกคนรวยที่ทำตัวสิ้นเปลืองขนาดนี้มาก่อน แต่อู่โม่คนนี้กับทำให้พวกเขาได้เปิดมุมมองใหม่ไปอีกระดับ ! 




    นั่นคือยาฉีซวน ! ยาฉีซวนที่ทุกคนล้วนแต่ฝันถึง ! 




    แค่จะกินยาฉีซวนเข้าไปเม็ดหนึ่ง พวกเขายังต้องคิดแล้วคิดอีก ลังเลอยู่ครึ่งค่อนวัน กว่าจะตัดสินใจกินมันเขาไป แต่อู่โม่.....กลับทำราวกับว่ามันเป็นเพียงขนมทานเล่น! กินคำหนึ่งก็กินเป็นกำ นี่มันไม่สิ้นเปลืองเกินไปเหรอ? 




    หากกินแบบอู่โม่ล่ะก็ ต่อให้ตระกูลอู่จะเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองทะเลทราย แต่ก็สามารล้มละลายได้ในพริบตา เพราะการกินล้างกินผลาญแบบนี้! 




    "ผู้นำตระกูลอู่ ท่านไม่สนใจเรื่องนี้เลยรึ?" เหมายี่ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาพูดขึ้นมาด้วยตาที่แดงก่ำ




    ท่าทางเจ็บปวดใจของเขานั้น ราวกับว่ายาฉีซวนที่กินเข้าไปเป็นยาของเขา 




    คำพูดของเหมายี่ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ขึ้นมา เหล่าผู้นำตระกูลที่อยู่รอบๆ ต่างพากันหันหน้ามาหาเขาและโจมตีด้วยวาจา




    "ผู้นำตระกูลเหมาพูดถูก ผู้นำตระกูลอู่ ท่านควรที่จะจัดการเรื่องนี้ ท่านจะปล่อยให้อู่โม่กินแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ท่านไม่กลัวว่าจะส่งผลกระทบกับกิจการของท่านเลยหรือ!"




    "หรือว่าท่านไม่กังวลเลยจริงๆ?"




    ถึงแม้ว่าสามสำนักใหญ่และท่านเจ้าเมืองจะไม่พูดอะไร แต่พวกเขาก็มองอู่เฉินด้วยสายตาไม่เข้าใจ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตระกูลอู่มียาฉีซวนเยอะขนาดนี้? แล้วทำไมอู่เฉินถึงไม่สนใจพฤติกรรมของอู่โม่ ? 




    หรือว่ายาฉีซวนที่ตระกูลอู่มีนั้น มันเยอะเสียจนมองข้ามเรื่องแบบนี้ได้? 




    "ตระกูลอู่....หึๆ ชักจะน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆแล้วสิ" หางตาของโจวซุนกระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ พลางพึมพำออกมา




    ยาฉีซวนเป็นยาล้ำค่า แม้แต่ตัวเขาเอง ก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีก กว่าจะตัดสินใจกินมันได้ในแต่ละเม็ด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกินทีเดียวหลายสิบเม็ดแบบอู่โม่เลย ตระกูลอู่ทำได้อย่างไร? 




    "หรือว่าจางหยูนั่นจะเป็นนักปรุงยาจริงๆ?" โจวซุนนึกขึ้นมาได้ว่าเขาเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองจางหยู " หากเขาเป็นนักปรุงยาจริงๆล่ะก็ ข้าก็ไม่อยากจะฆ่าเขา..." นักสู้ขอบเขตว่อซวนวัยยี่สิบกว่าปี อาจจะไม่ใช่ตัวตนที่หาง่าย ยิ่งถ้าเป็นนักสู้ขอบเขตว่อซวนอายุยี่สิบกว่าปี และยังเป็นนักปรุงยาด้วยแล้ว นับว่าเป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน หากสังหารเขาไป คงน่าเสียดายแย่ 




    เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาทิ่มแทงของคนโดยรอบ อู่เฉินก็เงียบไปสักพัก ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างขมขื่น "จัดการ? จัดการอะไร? ยาฉีซวนพวกนั้นเขาทำขึ้นมาเอง เขาอยากจะกินมากเท่าไหร่ก็ได้ แล้วข้าจะไปทำอะไรได้ ?"




    บุตรชายที่เก่งเกินไปนั้น แม้แต่เขาก็จนปัญญา ! 




    จนกระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังไม่ลืมว่าตัวเองเคยพ่ายแพ้ให้กับอู่โม่เมื่อไม่นานมานี้ 




    แม้แต่ตอนนี้ เขาก็ยังทำได้เพียงเสมอกับอู่โม่เท่านั้น....




    "ข้าเองก็อยากจะจัดการ แต่ข้าก็ไม่มีอำนาจมากพอ!" ในใจของอู่เฉินร่ำไห้เป็นสายเลือด 




    ตอนที่อู่เฉินพูดประโยคนี้จบ ฉินเหลียน โจวซุน หลินไห่หยา เหมายี่ และคนอื่นๆต่างก็พากันตกตะลึงขึ้นมา 




    ฉินเหลียนที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาว่า "เจ้าบอกว่า ยาฉีซวนเหล่านั้นเป็นอู่โม่ที่ปรุงมันขึ้นมา? เขาเป็นนักปรุงยางั้นรึ ?"




    นักปรุงยานั้นเป็นตัวตนที่สูงส่งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม แม้แต่ฉินเหลียนที่เป็นเจ้าเมือง ก็ยังไม่กล้าที่จะมองข้าม




    ซุนจ้งเหยียน เจ้าสำนักอัคคี ก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ผู้นำตระกูลอู่ ท่านพูดจริงรึ?" 




    อู๋ส่ง เจ้าสำนักอินทรีย์ทองและว่านเสี่ยวซง เจ้าสำนักดาบศักดิ์สิทธิ์มองไปที่อู่เฉินด้วยสายตาที่เป็นประกาย "ผู้นำตระกูลอู่ เรื่องแบบนี้เอามาพูดเล่นไม่ได้นะ!"




    เมื่อเห็นพวกฉินเหลียนเปิดปากพูด เหล่าผู้นำตระกูลก็พากันหุบปาก 




    พวกเขาต่างก็รู้ดีกว่า ฉินเหลียน อู่เฉิน หลินไห่หยา ลัวเยว่ซาน ซุนจ้งเหยียน อู๋ส่งและว่านเสี่ยวซง ต่างเป็นผู้มีอำนาจในเมืองทะเลทรายแห่งนี้ มีแค่ 7 คนนี้เท่านั้นที่มีสิทธิเท่าเทียมกัน คนอื่นๆต่างก็ด้อยกว่าพวกเขาหมด




    พูดกันตามตรง ตระกูลของพวกเขาทุกคนล้วนเป็นแค่ขุมกำลังระดับสองของเมืองทะเลทราย แต่ 7 คนนั้นล้วนเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ของเมืองทะเลทราย หรือพูดง่ายๆก็คือพวกเขาล้วนเป็นขุมกำลังระดับหนึ่งที่ไร้เทียมทาน! 




    ตระกูลอู่ จวนท่านเจ้าเมือง สำนักเฉินกวง สำนักหยุนซาน สำนักอัคคี สำนักอินทรีย์ทองและสำนักดาบศักดิ์สิทธิ์ ขุมกำลังเหล่านี้ไม่อาจยั่วยุพวกเขาได้! 




    อย่าเห็นว่าพวกเขาส่งเสียงดังแล้วจะใหญ่กว่า หากขุมกำลังระดับหนึ่งพูดคุยกัน พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปสอด 




    หลังจากได้ยินคำถามจากพวกฉินเหลียน อู่เฉินก็เก็บรอยยิ้มของตัวออง แล้วแสดงสีหน้าจริงจังออกมา "ทุกท่านไม่ต้องสงสัย เรื่องแบบนี้ข้าอู่เฉินไม่เอามาเล่นหรอก"




    ทันใดนั้นทุกคนต่างก็นิ่งเงียบไป




    แม้แต่โจวซุน ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมองอู่โม่หลายๆรอบ ในใจก็อุทานออกมาอย่างตกใจว่า "คิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าเด็กนี่เป็นถึงนักปรุงยา!"




    ก่อนหน้านี้ อู่โม่ในความคิดของเขานั้นมีสถานะที่ต่ำที่สุดในบรรดาศิษย์ของสำนักคังเฉียง มองเผินๆเขาเพียงแค่ผ่านมาตรฐานของอัจฉริยะทั่วไปเท่านั้น แม้ว่าอู่โม่จะมีระดับการบ่มเพาะสูงที่สุด แต่อายุของเขาก็มากที่สุดในบรรดาศิษย์ร่วมสำนัก อาจกล่าวได้ว่าเขาไม่มีศักยภาพมากพอที่จะถูกเรียกว่าอัจฉริยะด้วยซ้ำ แต่พอสถานะนักปรุงยาของอู่โม่ถูกเปิดเผยออกมา โจวซุนก็จัดเรียงความสำคัญของอู่โม่ใหม่ทันที นักปรุงยาวัยยี่สิบกว่าปี ตัวตนนี้ไม่อาจดูแคลนได้ ต่อให้เป็นเมืองฟู่เฉิง ก็หาอัจฉริยะแบบนี้ได้ยาก 




    ไม่นานฐานะของอู่โม่ในใจของโจวซุน ก็ถูกยกระดับขึ้นมาจนเกือบจะเทียบกับอู่ซินซินได้




    "อัจฉริยะแบบนี้ กลับต้องมาอยู่ในสำนักเล็กๆในเมืองทะเลทรายแห่งนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริงๆ !"




    โจวซุนเริ่มคิดคำนวนในใจ เขาต้องควักเงื่อนไขดีๆออกมา เพื่อที่จะดึงตัวพี่น้องตระกูลอู่มาเข้าร่วมกับเขา 




    แน่นอนว่าความคิดเดียวกันนี้ก็โผล่ขึ้นมาในหัวของฉินเหลียนและพวกซุนจ้งเหยียนเช่นกัน แม้แต่หลินไห่หยาและลัวเยว่ซาน ก็มีความคิดที่จะดึงตัวอู่โม่เช่นกัน ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวของพวกเขาคือ พวกเขามองแค่อู่โม่ แต่โจวซุนนั้นคิดจะดึงเอาศิษย์สำนักคังเฉียงทั้งหมดมาเข้าร่วมกับตน 




    หากจางหยูไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย ป่านนี้พวกเขาคงสู้กันไปแล้ว ! 


    ....


    อู่โม่ หลินหมิงและคนอื่นๆไม่รู้เลยว่าด้านหลังของพวกเขานั้นมีคนใหญ่คนโตกลุ่มหนึ่งตามเขามา ตอนนี้พวกเขากำลังหัวเราะเฮฮา และเดินทางต่อกันอย่างใจเย็น ราวกับว่าป่าหวงหยวนแห่งนี้ไม่มีอันนตรายรอบทิศทาง เป็นแค่สวนหลังบ้านเท่านั้น 




    ตอนที่โจวซุนและคนอื่นๆกำลังจะตามต่อไปนั้น จู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าที่ฟังดูเร่งรีบดังมาจากด้านหลัง 




    โจวซุนคิ้วขมวด แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร คนกลุ่มนั้นก็พุ่งเข้ามาอยู่ตรงหน้าพวกเขา ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะพูดกับหลินไห่หยาด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า "เจ้าสำนัก เกิดเรื่องขึ้นแล้วขอรับ!"




    "เจ้าสำนัก เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น!" ครูฝึกของสำนักหยุนซาน ก็รีบบอกลัวเยว่ซานเช่นกัน 




    ไม่ใช่แค่สำนักเฉินกวง สำนักหยุนซานเท่านั้น แม้แต่คนของจวนท่านเจ้าเมือง สำนักอินทรีย์ทอง สำนักอัคคีและสำนักดาบศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็กรูกันเข้ามา ใบหน้าของแต่ละคนต่างหน้านิ่วคิ้วขมวด และแสดงสีหน้าที่เคร่งเครียดออกมา 




    ฉินเหลียนขมวดคิ้ว แล้วถามขึ้นมาว่า "มันเกิดอะไรขึ้น? ผู้บัญชาการเจียง เจ้าบอกมา !" เขาชี้ไปที่ชายร่างกำยำที่สวมเกราะคนหนึ่ง 




    ผู้บัญชาการเจียงรีบเดินออกมาจากลุ่มคน และเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าฉินเหลียนอย่างมั่นคง แล้วพูดว่า "ท่านเจ้าเมือง เราเพิ่งทราบข่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ มีคนกลุ่มหนึ่งฝ่าเข้ามาในป่าหวงหยวนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางทิศตะวันตก พวกเขาแข็งแกร่งมาก แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องสัตว์อสูร ทำให้พวกเขาเกิดความขัดแย้งกับศิษย์ของสำนักเฉินกวงและสำนักหยุนซานเข้า สุดท้ายเหล่าครูฝึกนับไม่ถ้วนก็ตกตาย แม้แต่ศิษย์ของสำนักก็พลอยบาดเจ็บสาหัสไปหลายสิบคน แม้แต่ศิษย์ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 7 ที่ชื่อว่าเหมาฉางเทียน ก็ยังได้รับบาดเจ็บเช่นกัน!" 




    รูม่านตาของฉินเหลียนพลันหดเล็กลง ก่อนจะถามด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดว่า " นอกจากพวกเราแล้ว ยังมีใครที่เข้ามาในป่าหวงหยวนอีก?"




    ป่าหวงหยวนมีขนาดที่ใหญ่มาก ดังนั้นจึงมีทางเข้าได้หลายทาง แต่ทางเข้าที่ใกล้กับเมืองทะเลทรายมากที่สุด กลับมีเพียงแค่สองทาง หนึ่งคือทางเข้าที่ตั้งอยู่ในหุบเขาหวง ส่วนอีกหนึ่งก็คือ....เมืองเหอเฟิง




    เห็นได้ชัดว่า คนกลุ่มนั้นจะต้องมาจากทางเพราะเมืองเหอเฟิงแน่ๆ เพราะเมืองเหอเฟิงนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของหุบเขาหวง




    สีหน้าของโจวซุนพลันบิดเบี้ยวขึ้นมา เขากล่าวด้วยสีหน้าที่หมองคล้ำว่า "มีคนกล้าบุกเข้ามาก่อความวุ่นวายในการทดสอบหวงหยวนเชียวรึ!" 




    ผ่านมาตั้งหลายร้อยปี ไม่เคยมีใครกล้ามาก่อความวุ่นวายในการทดสอบหวงหยวน แต่พอเขามาดูแลที่นี่ ดันเจอเรื่องแบบนี้ขึ้น สำหรับเขาแล้ว มันคือความอัปยศ! 




    ใบหน้าของโจวซุนเริ่มคล้ำขึ้นเรื่อยๆ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า "ดี ดีมาก! ข้าอยากเห็นว่าใครกันที่กล้ามาลองดีกับข้า !" เขาหันไปมองหลินไห่หยาและลัวเยว่ซาน ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า " ไปดูกัน !"




    ผู้นำตระกูลใหญ่ต่างพากันกังวลขึ้นมา เมื่อโจวซุนพูดจบ พวกเขาก็รีบออกเดินทางทันที




    ต้องรู้ว่า ศิษย์ของสำนักเฉินกวงและศิษย์ของสำนักหยุนซาน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็มาจากตระกูลพวกเขา และที่สำคัญศิษย์ส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมการทดสอบหวงหยวน ก็มาจากตระกูลของพวกเขาเช่นกัน ที่สำคัญยังเป็นลูกหลานที่มีพรสวรรค์ของตระกูลอีกด้วย พรสวรรค์ของพวกเขาอาจจะเทียบอู่โม่และคนอื่นๆไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะชั้นสอง! 




    ตอนที่ได้ยินผู้บัญชาการเจียงบอกว่ามีศิษย์จำนวนหนึ่งตกตายไป หัวใจของผู้นำตระกูลก็พลันสั่นไหวขึ้นมา ถ้าหากว่าในบรรดาศิษย์ที่ตายไปนั้น มีลูกหลานของพวกเขาอยู่ล่ะ.....




    พวกเขาไม่กล้าคิดต่อ ! 




    ตอนนี้ความคิดที่จะจับตาดูศิษย์ของสำนักคังเฉียงก็ถูกโยนทิ้งไป ในหัวพวกเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือความปลอดภัยของศิษย์สำนักเฉินกวงและสำนักหยุนซาน ฉะนั้นพวกเขาไม่มีเวลาไม่สนใจเรื่องอื่นแล้ว 




    พริบตาเดียว นอกจากจางหยูและอู่เฉินแล้ว ทุกคนต่างก็ตามโจวซุนไป




    " เจ้าสำนัก ท่านจะไม่ไปดูหน่อยเหรอ ?" อู่เฉินมองไปที่จางหยูด้วยท่าทีสงสัย ก่อนจะถามขึ้นมาว่า "หรือว่าท่านไม่สงสัยเลยรึ ?"




    จางหยูยักไหล่และพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "คนของสำนักเฉินกวงกับสำนักหยุนซาน จะอยู่หรือตายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า ? ข้าไม่ใช่เจ้าสำนักของพวกเขาสักหน่อย..." บนโลกใบนี้มีคนตายแทบทุกวินาทีอยู่แล้ว จางหยูไม่คิดว่าเขาจะจัดการได้ทั้งหมด




    เขาอาจจะรู้สึกเสียใจและหดหู่สำหรับผู้ที่เสียชีวิตไป แต่มันก็จำกัดอยู่แค่นั้น 




    ให้เขาไปจัดการเรอะ? 




    โทษที เขาไม่ว่าง ! 




    "หากแม้แต่ศิษย์สำนักคังเฉียง ข้ายังดูแลไม่ได้ แล้วจะมีหน้าไปดูแลศิษย์ของสำนักอื่นได้ยังไง?" จางหยูมองไปที่พวกอู่โม่ และเดินตามหลังพวกเขาไปอย่างเงียบๆ " ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ดูแลโจวอะไรนั่นก็อยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลหรอก"