บทที่ 35
เริ่มตั้งตัว (1)
กลุ่มคนที่อยู่ด้านหน้าตกใจเป็นอย่างมากเมื่อพวกมันนั้นมองเห็นร่างของชายชราด้านหน้ามีพลังวิญญาณสีทองแผ่ซ่านออกมาทั่วทั้งร่างกาย แน่นอนว่าพวกมันต้องผงะตกใจอยู่แล้วเพราะว่าพลังวิญญาณระดับสีทองที่แผ่ซ่านออกมามันเป็นตัวบ่งบอกว่าชายชราผู้นี้คือผู้ใช้พลังวิญญาณระดับสีทอง
ผู้ใช้พลังวิญญาณระดับสีทองตัวตนที่ถูกยกย่องไปทั่วทั้งยุทธภพ เมื่อลองนับจำนวนดูแล้วผู้ใช้พลังวิญญาณระดับสีทองนั้นมีนับได้เป็นจำนวน
แม้ร่างกายภายนอกจะเป็นชายชราแต่ว่าถ้าเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณระดับสีทองแน่นอนว่าพวกมันก็ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายชราผู้นี้
ถึงพวกมันจะเป็นคนหนุ่มฉกรรจ์ที่มีร่างกายกำยำและเพียบพร้อมในการต่อสู้แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับผู้ใช้พลังวิญญาณระดับสีทอง แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นคนหนุ่มฉกรรจ์หรือว่าแก่ชราพวกมันก็ไม่มีทางจะสู้ได้
หยางซานก้าวเท้านำหน้าไปหนึ่งก้าวยิ่งทำให้พวกมันนั้นผงะถอยหลังไปอีก
“ พวกเจ้าพร้อมจะตายหรือยัง ” หยางซานกล่าวขึ้นมามันยิ่งทำให้คนพวกนั้นยิ่งแสดงความหวาดกลัวออกมามากขึ้น
ผ้าสีดำสนิทที่ปกปิดใบหน้าของพวกมันอยู่ถึงครึ่งใบหน้าไม่ได้ซ่อนเร้นความหวาดกลัวที่แสดงออกมาได้เลยสักนิด จูเฟยที่ยืนอยู่ด้านหลังของผู้เป็นอาจารย์ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
คนพวกนี้เป็นชายกำยำล่ำสันแต่ว่าเมื่อเห็นท่านอาจารย์ของนางเรียกเร้นพลังวิญญาณออกมาพวกมันก็ทำท่าทางหวาดกลัวราวกับว่าหนูพบเจอกับราชสีห์
ดวงตากลมโตของจูเฟยมองเห็นร่างกายของพวกมันที่กำลังสั่นกลัวและหน้าผากของมันที่เต็มไปด้วยเหงื่อ
“ พวกเราถอยกันเถอะ!!! ”
“ เจ้าบ้าแล้วงั้นหรือถ้าพวกเราถอยตรงนี้ นายหญิงก็ฆ่าพวกเราก่อนพอดี ท่านบอกให้พวกเรานำตัวสตรีผู้นี้กลับไปให้ได้ถ้ากลับมาแล้วไม่พบเจอพวกเราก็จะโดนตัดคอ ”
กลุ่มชายด้านหน้าได้เริ่มถกเถียงกันด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว พวกมันนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่จนเรียกได้ว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก คำสั่งที่ได้รับมาจากผู้เป็นนายนั่นก็คือการนำสตรีผู้นี้กลับไปโดยยังมีชีวิตมันไม่สามารถทำได้ก็ต้องตายด้วยคมกระบี่ แต่ทว่า...ตอนนี้ด้านหน้าของพวกมันก็เป็นคมเขี้ยวที่พร้อมจะขย้ำพวกมันอยู่ทุกเมื่อ
“ งั้นตอนนี้สิ่งที่พวกเราทำได้ก็คือ.. ” ดวงตาของพวกมันมองเข้าหากันก่อนที่จะพยักหน้าส่งสัญญาณบางอย่าง
พวกมันจ้องมองไปที่ร่างของหมิ่นอวี้เฟยที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นพร้อมกับจะลงมือในการพาร่างของนางแล้ววิ่งหนีออกไป แต่เมื่อตัวของพวกมันนั้นคิดจะก้มแล้วอุ้มร่างของอวี้เฟย
ร่างของพวกมันที่คิดจะขยับตัวแข็งทื่อไปในทันที ค่ายกลขนาดใหญ่ถูกกลางออกปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ร่างของกลุ่มคนนับสิบตรงหน้าไม่สามารถขยับได้
ดวงตาของพวกมันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกร่างกายของพวกมันไม่สามารถขยับได้เลยแม้เพียงนิดแม้จะพยายามออกแรงขยับเขยื้อนมากเพียงใด
“ ข้ายังไม่ได้บอกให้พวกเจ้าขยับเลยนะ ” เสียงของหยางซานพูดขึ้นมาอย่างเย็นชา
ในขณะเดียวกันเด็กน้อยข้างซ้ายของเขาดวงตากลมโตทั้งสองถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเข้าไปใหญ่ นางมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดวินาทีที่พวกมันคิดขยับผู้เป็นอาจารย์ของนางกลางค่ายกลออกมาอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ทั่วทั้งพื้นบริเวณกว้างมันมีลวดลายของค่ายกลปรากฏขึ้นมาสร้างความตื่นตระหนกให้กับนางเป็นอย่างมาก
“ ตรงนี้มีเด็กและสตรีอยู่ข้าจะให้พวกเจ้าตายอย่างสบายที่สุดก็แล้วกัน ” หยางซานได้เริ่มลงมือในทันทีดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงอีกครั้งสมาธินั้นเข้าสู่ห้วงแห่งพลังแล้วเริ่มเขียนค่ายกลภายในนั้น
พลังวิญญาณสีทองที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วทั้งร่างกายเริ่มถักท่อกลายเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ขึ้นใหม่อีกครั้ง
และแล้วค่ายกลขนาดใหญ่ที่ถูกถักทอขึ้นมาอยู่ด้านหน้ามันก็ได้มุ่งตรงออกไปก่อนที่จะซัดกระแทกเข้าที่ร่างกายของกลุ่มชายฉกรรจ์นับ 10 คนตรงหน้า
เมื่อค่ายกลขนาดใหญ่ซัดกระแทกเข้าที่ร่างกายของพวกมันสิ่งที่ตามมาก็คือร่างของพวกมันก็ค่อยๆล้มลงไปนอนอยู่กับพื้นอันเย็นเฉียบ
ตอนนี้ทั่วทั้งบริเวณนั้นเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ค่ายกลที่ปรากฏอยู่ตามพื้นนั้นเริ่มจางหายไปจูเฟยประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมากนางเห็นร่างของคนพวกนั้นนอนนิ่งอยู่กับพื้น ภายในใจนั้นก็รู้ความหมายดีอยู่แล้วคนพวกนั้นคงจะถูกท่านอาจารย์ของนางสังหารตายจนหมดภายในพริบตาเดียว
“ ท่านอาจารย์เจ้าคะคนพวกนั้น ” จูเฟยส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยไปหาผู้เป็นอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างกาย
หยางซานได้หันใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นมาหาศิษย์ตัวน้อยของตนเอง มือข้างซ้ายยกขึ้นมาลูบที่หัวของจูเฟยก่อนที่จะกล่าวออกมา “ ไม่มีอันใดเจ้าไม่ต้องสนใจหรอกตอนนี้เข้าไปดูท่านแม่ของเจ้าเถอะ ”
จูเฟยนั้นรู้ว่าท่านอาจารย์ของนางแสร้งโกหกเพราะไม่อยากให้เด็กเช่นนางให้ล่วงรู้ว่าตอนนี้ผู้คนด้านหน้านั้นต่างล้มตายกันไปหมดแล้ว
เมื่อท่านอาจารย์ของนางทำตัวหวังดีเช่นนั้นนางหรือจะปฏิเสธความหวังดีนั้นของท่านอาจารย์ ตาทั้งสองข้างของจูเฟยเอาตรงไปด้านหน้าหาล่างของผู้เป็นมารดาก่อนที่นางจะรีบวิ่งตรงเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อวิ่งเข้าไปหาท่านแม่ของนางเรียบร้อยแล้วจูเฟยก็ได้เริ่มแก้มัดเชือกให้กับท่านแม่ของนางอย่างรวดเร็ว เมื่ออวี้เฟยหลุดจากการพันธนาการของเชือกเส้นใหญ่นางได้เข้ากอดบุตรสาวตัวน้อยของตนเองพร้อมกับรำให้ในทันที
....
น้ำตาของผู้เป็นมารดานั้นร่วงหล่นและหยดลงหัวของเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมกอด อวี้เฟยคิดว่าตัวของนางนั้นจะไม่ได้พบลูกน้อยของนางอีกแล้ว รอบบริเวณนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยความโศกเศร้าและความปิติยินดีในเวลาเดียวกัน
ผ่านไปสักพักอ้อมกอดของผู้เป็นมารดาเริ่มคลายลงจูเฟยกระทำสิ่งที่ตนเองนั้นสงสัยอยู่นานรีบเดินตรงเข้าไปทันที
เมื่อเข้าไปหาหนึ่งในร่างของกลุ่มชายที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น เด็กน้อยได้ย่อกายของตนเองลงดวงตากลมโตจ้องมองร่างของมันจากทุกส่วนของร่างกาย
หลังจากจ้องมองด้วยดวงตาของตนเองอยู่สักพักมือของนางก็เริ่มจับกุมบริเวณลำตัวของมันเพื่อค้นหาบางอย่าง ในที่สุดนางก็เจอบางอย่างภายในเสื้อของมันมือเล็กๆล้วงเข้าไปภายในอาภรณ์สีดำก่อนจะนำบางอย่างออกมา
สิ่งที่ตัวของจูเฟยนั้นกำลังตามหาอยู่คือสิ่งที่จะสามารถยืนยันตัวตนของคนพวกนี้ได้ ตามข้อมูลทั้งหมดที่ตัวของนางนั้นได้รู้มาคนพวกนี้ไม่ใช่คนธรรมดา พวกมันรับคำสั่งจากผู้ใดสักอย่างมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อให้จับตัวมารดาของนางไป
และฟังจากคำพูดของพวกมันเมื่อสักครู่ที่ถกเถียงกันก็ยิ่งยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าพวกมันนั้นมีผู้เป็นนายที่สั่งการมาจริงๆ
จูเฟยได้นำของบางอย่างออกมาแต่มันก็ทำให้ตัวของนางได้รู้ถึงตัวตนของคนพวกนี้ นี่คือป้ายเหล็กสีเงินที่บนป้ายเหล็กนั้นมีสลักเอาไว้เป็นตัวอักษร
ตระกูลหลี่
ดวงตาทั้งสองข้างของจูเฟยเบิกกว้างขึ้นอีกระดับ นี่เป็นฝีมือของคนตระกูลหลี่ที่ยังคงรังควานพวกนางสองแม่ลูกไม่เลิก
“ จูเฟยมีอันใดงั้นรึ ” ผู้เป็นมารดาเดินเข้ามาด้านหลังของจูเฟย ตัวของนางชะโงกหน้ามองของที่อยู่ภายในมือของบุตรสาวอย่างสงสัย เมื่อเห็นว่าเป็นป้ายของตระกูลหลี่ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นทันทีพร้อมกับใช้มือของตนเองยืนไปคว้าหยิบของสิ่งนั้นออกจากมือของจูเฟยอย่างรวดเร็วและนำมันเก็บไปซ่อนเอาไว้ด้านหลัง
จูเฟยท่าทางสงบนิ่งหันมองท่านแม่ของตนเองที่มีท่าทางร้อนรนและเมื่อนำเอาป้ายของตระกูลหลี่เก็บซ่อนไปด้านหลังท่านแม่ของนางก็ได้ปรายสายตามองไปอีกทางหนึ่งราวกับจะหลบตานาง
“ ท่านแม่นั้นมัน... ” จูเฟยแสดงใบหน้าเรียบเฉย
“ ไม่มีอันใด ” อวี้เฟยตอบกับบุตรสาวของนางไปด้วยท่าทางหวาดกลัวอะไรสักอย่าง
เรื่องนี้มันเป็นฝีมือของคนตระกูลหลี่ แน่นอนว่าคำสั่งนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นผู้ที่เป็นฮูหยินใหญ่ของขุนนางหลี่เป็นคนสั่งการอย่างแน่นอน หมิ่นอวี้เฟยไม่ได้อยากให้เกิดปัญหาอันใดขึ้นอีกและตัวของนางเองก็ไม่ได้อยากให้ลูกน้อยของนางได้รับรู้เรื่องนี้ด้วย
จูเฟยเห็นท่าทางของมารดานางก็รู้ดีว่าตอนนี้ตัวของนางนั้นควรจะทำเช่นไรนางเงียบนิ่งดวงตาทั้งสองข้างมองตรงไปที่มารดาที่อยู่ด้านหน้า ใบหน้าที่กลมประหนึ่งซาลาเปาลูกใหญ่ฉีกยิ้มออกมาในทันที
“ ท่านแม่ไม่เป็นอันใดแล้วน่ะเจ้าคะ?? ” จูเฟยแสร้งแสดงรอยยิ้มแป้นแล้วถามมารดาของตนเองกลับไป
เมื่อเห็นบุตรสาวของนางถามกลับมาด้วยรอยยิ้มเช่นนั้นหมิ่นอวี้เฟยก็ตอบกลับไปโดยการพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ในขณะเดียวกันชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทได้ย่างกายเข้ามากลางบทสนทนาของสองแม่ลูก
ดวงตาทั้งสองข้างของอวี้เฟยมองผู้เป็นอาจารย์จูเฟยอย่างประหลาดใจ แต่เมื่อนางเรียกสติกลับมาได้ก็ไม่ลืมที่จะก้มหัวลงเพื่อขอบคุณคนผู้นี้ทันที
สตรีวัยเลข 3 ก้มหัวลงไปจนแนบชิดติดอยู่กับพื้นดินพร้อมกับกล่าวออกมา “ ข้าขอบคุณผู้อาวุโสมากเจ้าค่ะที่ยื่นมือช่วยข้า!!! ”
“ ฮ่าๆๆ เจ้าเป็นมารดาของศิษย์ข้าข้าจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยได้อย่างไร ” หยางซานเปล่งเสียงหัวเราะพร้อมกับกล่าวออกมา
เมื่อได้ยินคำที่หลุดออกจากปากของอีกฝ่ายมันทำให้ตัวของหมิ่นอวี้เฟยถึงกับเงยหน้าขึ้นมามอง ใบหน้าของหมิ่นอวี้เฟยเต็มไปด้วยความสงสัย
“ คือว่านะเจ้าคะท่านแม่ท่านผู้นี้เป็นอาจารย์ของข้าเองเจ้าค่ะ ” จูเฟยพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
“ เอาละข้าเองก็ต้องมีเรื่องสนทนากับท่านแม่ของศิษย์ข้าเหมือนกัน ” หยางซานก้มใบหน้าของตนเองต่ำลงแล้วมองที่หมิ่นอวี้เฟยที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า
จบตอน
ขอโทษจริงๆครับที่เมื่อวานไม่ได้ลงพอดีคิดว่าตั้งเวลาเอาไว้แล้ว ขออภัยในความผิดพลาดนะครับ