ฝืนลิขิตสวรรค์ พลิกตำนานเทพ

    ตอนที่ 32 ข้าจะต้องสร้างเผ่าพันธุ์ขึ้นมา

      เมื่อสวีทงล่วงรู้ถึงเรื่องราวที่หน้าผาแบ่งสมบัติ เขาก็ต้องพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อที่จะกลั้นหัวเราะเอาไว้

     

      สี่กระบี่สังหารเซียนนั้น เดิมทีวิถีสวรรค์กำหนดมาให้เป็นของทงเทียนคนเดิม ซึ่งก็คือตัวเขาเอง ทว่าการที่เขาไม่ยอมปรากฏกายเลยสักครั้ง ประกอบกับที่มรรคาจารย์หงจวินพยายามลอบสอดแนมเขาหลายคราแต่กลับคว้าน้ำเหลว คาดว่าตาแก่หงจวินนั่นคงเริ่มจะร้อนรน จนจงใจทำเรื่องให้เขารู้สึกอับอายขายหน้าเล่น ๆ

     

      ทว่าหงจวินคงลืมนึกไปว่า ของที่วิถีสวรรค์กำหนดไว้แล้วนั้น มีหรือที่ผู้อื่นจะหาญกล้ามาครอบครองได้ตามใจชอบ ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างที่มาประจวบเหมาะกัน มหาค่ายกลกระบี่สังหารเซียนจึงได้สำแดงอานุภาพปกคลุมหน้าผาแบ่งสมบัติไว้จนมิดชิด

     

      หากหงจวินล่วงรู้ว่าการกระทำของตนเองทำให้การดำเนินไปของหงฮวงต้องบิดเบี้ยว คาดว่าเขาคงต้องโกรธจนกระอักเลือดแน่นอน

     

      สวีทงครุ่นคิดในใจ

     

      บนหน้าผาแบ่งสมบัตินั้น ยังมีสมบัติวิญญาณปฐมกำเนิดอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับมหันตภัยชำระกัลป์ในวันหน้า ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในแผนการของหงจวิน ทว่ายามนี้ผู้ที่สมควรได้รับกลับมือเปล่ากันหมดทุกคน เมื่อถึงเวลาที่ลิขิตสวรรค์มาถึง เมื่อนั้นแหละหงจวินคงต้องวุ่นวายจนหัวหมุน

     

      ข้าอยากรู้นักว่า ถึงเวลานั้นเจ้าจะยอมเสียหน้า นำเอาสมบัติเหล่านั้นออกมาประเคนให้พวกเขาด้วยตนเองได้อย่างไร

     

      เมื่อนึกถึงภาพนั้น สวีทงก็รู้สึกสบายอกสบายใจยิ่งนัก

     

      ช่างเถอะ สี่กระบี่สังหารเซียนแล้วอย่างไร? ต้องใช้ปราชญ์สี่คนถึงจะทำลายได้งั้นรึ? ของพรรค์นี้ใครได้ครอบครองก็มีแต่จะตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งใต้หล้าเท่านั้นแหละ

     

      สวีทงหาใช่คนเขลา แม้ค่ายกลกระบี่สังหารเซียนจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่หากสำแดงอานุภาพออกมาเมื่อใด ในยามปกติมันอาจจะช่วยข่มขวัญผู้คนได้บ้าง ทว่าเมื่อมีผลประโยชน์มหาศาลมาล่อใจ ผู้ที่ถือครองสิ่งนี้ย่อมกลายเป็นตัวอันตรายอันดับหนึ่งที่ทุกคนต้องหาทางกำจัดทิ้งเป็นคนแรก

     

      จะว่าไปแล้ว การที่หงจวินตั้งใจจะมอบสี่กระบี่สังหารเซียนให้ทงเทียนแต่แรก ก็เพื่อวางหมากไว้สำหรับอนาคตเช่นกัน

     

      สวีทงส่ายหน้าเบา ๆ

     

      ตาแก่หงจวินนี่ช่างร้ายกาจนนัก ทุกย่างก้าวล้วนขุดหลุมพรางไว้รอข้า เห็นทีข้าควรจะตีตัวออกห่างคนผู้นี้ไว้เป็นดีที่สุด

     

      ข้าจะขอซุ่มซ่อนบำเพ็ญเพียรอยู่ในลานเต๋าแห่งนี้อย่างสงบต่อไป ส่วนงิ้วฉากใหญ่ในหงฮวงนั่น พวกเจ้าก็เชิญเล่นกันไปตามสบายเถอะ!

     

      พูดจบ สวีทงก็กลับเข้าสู่การปิดด่านบำเพ็ญอีกครั้ง โดยไม่ใส่ใจเรื่องราวที่วังจื่อเซียวอีกต่อไป

     

      บนมหาพิภพหงฮวง บรรดาผู้บำเพ็ญต่างเดินทางกลับสู่ลานเต๋าของตนหลังจากจบการฟังเต๋า ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจด้วย

     

      ก่อนหน้านี้ท่านมรรคาจารย์เคยกำหนดไว้ว่าห้ามเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจทำสงครามกันเป็นเวลาหนึ่งพันปี ทั้งยังแบ่งเขตปกครองชัดเจนว่า ‘ปีศาจคุมสวรรค์ อู๋คุมพิภพ’ ทว่าบัดนี้เวลาหนึ่งพันปีนั้นได้ล่วงเลยไปแล้ว

     

      เดิมทีทั้งสองเผ่าต่างยังเกรงใจในบารมีของหงจวิน จึงยังไม่กล้าเปิดศึกกันอีก แต่หลังจากจบการบรรยายเต๋าครั้งล่าสุด สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

     

      ผู้ใดได้เป็นเจ้าผู้ครองสวรรค์และพิภพ ผู้นั้นจะมีพลังทัดเทียมปราชญ์... สิ่งล่อใจนี้มันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะต้านทานไหว บรรยากาศทั่วทั้งฟ้าดินพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที ราวกับเพียงแค่ประกายไฟเล็ก ๆ ก็สามารถจุดชนวนสงครามให้ลุกลามไปทั่วหงฮวงได้

     

      นับจากศึกครั้งก่อน เวลาที่ผ่านไปทำให้เผ่าปีศาจเริ่มฟื้นฟูกำลังวังชาขึ้นมาได้บ้าง และภายใต้คำสั่งของตี้จวิ้น เผ่าปีศาจเริ่มขยายอำนาจออกไปอย่างต่อเนื่อง ดินแดนใดที่มิใช่เขตของเผ่าอู๋ล้วนถูกเผ่าปีศาจเข้ายึดครองทั้งสิ้น

     

      ทางฝั่งเผ่าอู๋เองก็มิได้น้อยหน้า ทั้งสองเผ่าต่างแบ่งสรรปันส่วนดินแดนในหงฮวงกันจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง ทว่าทั้งคู่ต่างก็ยังมี ‘ความตกลงที่รู้กันเงียบ ๆ ’ ว่าจะยังไม่ลงมือหักหาญกันตรง ๆ

     

      แต่ด้วยความเร็วในการขยายอำนาจเช่นนี้ ไม่นานนักหงฮวงก็ไร้ซึ่งดินแดนให้ครอบครองเพิ่มอีก นอกจากเผ่าใหญ่ ๆ ที่เร้นกายจากโลกไปแล้ว ยามนี้บนมหาพิภพจึงเหลือเพียงเผ่าปีศาจและเผ่าอู๋ที่เผชิญหน้ากัน

     

      ทว่ายังไม่มีฝ่ายใดกล้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถกวาดล้างอีกฝ่ายให้สิ้นซากได้ในคราวเดียว เรื่องนี้จึงทำให้หงฮวงตกอยู่ในสภาวะสันติภาพที่เปราะบางยิ่งนัก

     

      ณ เขาปู้โจว ลานเต๋าของหนวี่วาและฝูซี

     

      ยามนี้ทั้งสองคนนั่งอยู่ตรงข้ามกัน โดยมีกาน้ำชาตั้งอยู่ตรงกลาง

     

      ฝูซีจิบชาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามว่า “น้องหญิง ว่าอย่างไร ปราณม่วงหงเหมิงสายนั้นยังคงนิ่งสนิทอยู่รึ?”

     

      หนวี่วาส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง “ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เลยเจ้าค่ะ บางทีอาจจะเป็นเพราะวาสนายังมาไม่ถึงก็เป็นได้”

     

      นางเอ่ยไปเรื่อยเปื่อย หลายปีมานี้ หนวี่วาเริ่มที่จะไม่คาดหวังในสิ่งนี้แล้ว กระทั่งนางยังแอบสงสัยว่าท่านมรรคาจารย์อาจจะจำผิดไป หรือไม่นางก็คงไม่มีบุญวาสนาพอที่จะบรรลุปราชญ์

     

      แต่เมื่อเห็นว่าเล่าจื๊อหรือจุ่นถีเองก็ยังไม่มีความคืบหน้าเช่นกัน นางจึงรู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง ในเมื่อทุกคนยังบรรลุไม่ได้เหมือนกัน ก็ไม่มีใครต้องเร่งรัดใคร

     

      ฝูซีเห็นน้องสาวกังวลจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เขามองลงไปที่ตีนเขาแล้วเอ่ยขึ้นว่า

     

      “ยามนี้เผ่าอู๋และเผ่าปีศาจได้กลายเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหงฮวง แม้แต่เผ่าพันธุ์จากยุคบรรพกาลก็มิอาจเทียบรัศมีได้ ข้าคาดว่าในไม่ช้า ทั้งสองฝ่ายจะต้องเปิดศึกตัดสินเพื่อชิงความเป็นใหญ่เป็นแน่”

     

      “ศึกตัดสินงั้นรึ... ถึงเวลานั้นไม่ต้องมีการล้มตายกันมหาศาลหรอกหรือเจ้าคะ” หนวี่วาเอ่ยด้วยความเวทนา

     

      ฝูซีได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้า น้องสาวของเขานั้นช่างมีเมตตาสูงส่งเกินไป

     

      “เมื่อศึกตัดสินจบลง ทุกอย่างก็จะดีเอง ไม่ว่าผู้ชนะจะเป็นเผ่าอู๋หรือเผ่าปีศาจ เมื่อเหลือเจ้าผู้ครองสวรรค์และพิภพเพียงหนึ่งเดียว ความขัดแย้งย่อมมลายหายไป”

     

      ฝูซีพยายามปลอบใจ ทว่าคำพูดนั้นกลับยิ่งทำให้หนวี่วารู้สึกหดหู่มากกว่าเดิม

     

      “เผ่าเดียวงั้นรึ... เช่นนั้นมหาพิภพหงฮวงอันกว้างใหญ่นี้ ไม่ต้องเผชิญกับความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเกินไปหรอกหรือเจ้าคะ หากหงฮวงแห่งนี้มีเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายกว่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย” หนวี่วาพึมพำกับตนเอง

     

      ทันใดนั้น หนวี่วาพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางทอประกายเจิดจ้าจนฝูซีถึงกับชะงักไป

     

      “น้องหญิง เจ้าเป็นอะไรไป?”

     

      หนวี่วาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “พี่ใหญ่... ข้าเหมือนจะหยั่งรู้ ‘วิถี’ ของตนเองได้แล้วเจ้าค่ะ!”

     

      “อะไรนะ!” ฝูซีผุดลุกขึ้นยืนทันที “น้องหญิง เจ้าหยั่งรู้วิถีของตนเองได้แล้วจริง ๆ รึ?”

     

      ฝูซีแทบไม่อยากจะเชื่อ หลายปีมานี้นางไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย ไฉนเพียงแค่นั่งจิบชากับเขาครู่เดียว ถึงกับหยั่งรู้วิถีขึ้นมาได้?

     

      รู้อย่างนี้ข้าน่าจะชวนนางดื่มชาให้บ่อยกว่านี้

     

      ทว่าความยินดีนั้นมีมากกว่า ฝูซีรู้สึกตื่นเต้นแทนน้องสาวอย่างยิ่ง

     

      หนวี่วาพยักหน้าพลางจ้องมองพี่ชายด้วยความมั่นใจ

     

      “วิถีของข้า... คือการสร้างเผ่าพันธุ์เจ้าค่ะ พี่ใหญ่ ข้าจะต้องสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ขึ้นมาบนมหาพิภพหงฮวงแห่งนี้!”

     

      พูดจบหนวี่วาก็อยู่นิ่งไม่ได้อีกต่อไป นางเริ่มจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อทำการสร้างทันที โดยมีฝูซียืนเฝ้ามองดูการกระทำของนางอย่างใกล้ชิด

     

      หนวี่วาเริ่มนำดินมาปั้นเป็นรูปมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ทว่าเมื่อนางปั้นเสร็จ แทนที่จะเกิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอย่างที่ตั้งใจ ร่างดินเหล่านั้นกลับแตกสลายกลายเป็นผุยผงในเวลาอันรวดเร็ว

     

      นางพยายามลองทำอีกหลายครา แต่ผลลัพธ์กลับล้มเหลวเช่นเดิม

     

      หนวี่วาเริ่มมีสีหน้ากลัดกลุ้ม “ดินธรรมดาเหล่านี้ดูเหมือนจะมิอาจแบกรับกฎเกณฑ์ที่วิถีสวรรค์ประทานลงมาให้แก่เผ่าพันธุ์ใหม่ได้เลยเจ้าค่ะ”

     

      ฝูซีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองออกว่าน้องสาวกำลังเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ เขาจึงเอ่ยแนะนำขึ้นว่า

     

      “น้องหญิง ในเมื่อดินธรรมดามิอาจแบกรับพลังนั้นได้ เช่นนั้นหากเปลี่ยนเป็นวัสดุอื่นล่ะ จะเป็นไปได้หรือไม่?”

     

      หนวี่วารับคำแนะนำและเริ่มทดลองใช้วัสดุวิเศษหลากหลายชนิด ทว่าผลลัพธ์กลับน่าเศร้า... นางล้มเหลวไม่เป็นท่าในทุก ๆ ครั้ง