ตอนที่ 19
สักวันหม่อมฉันจะเก่งกาจกว่าพระองค์ แล้ววันนั้นหม่อมฉันจะไปทวงพี่ชายคืน ! (2/2)
“หวางเย่...ทรงเป็นอันใดหรือไม่เพคะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยถามในประโยคที่โอวหยางเฟยหลงไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของผู้ใดผู้ถูกถามนิ่งเงียบ
ไปอย่างผิดสังเกต
นอกจากฮ่องเต้โอวหยางหงเซียนแม่ทัพเยวี่ยและรองแม่ทัพไป๋เหอแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ถึงความขมขื่นของชีวิตเขาแล้วนับประสาอะไรกับสตรีที่เพิ่งพบหน้า นางเอ่ยถามเช่นนี้ทั้ง ๆที่เขาคิดว่าตนปกปิดความโศกเศร้าไว้ดี แล้วทั้งที่คนใกล้ชิดอย่างรองแม่ทัพใหญ่เยวี่ยฮุ่ยหลิงก็ไม่เคยดูออกแล้วเหตุใดนางจึงถามขึ้นมา ?
โอวหยางเฟยหลงจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความสับสนในหัวใจครั้งนี้นางกำลังเสแสร้งหรือถามออกมาจากใจจริงกันแน่ ?
“หรือทรงบาดเจ็บอยู่บาดแผลยังไม่หายดีหรือเพคะ ?”ไป๋อวี้เอ่ยถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงห่วงใยที่ตนไม่คิดว่าจะใช้กับเขาในตอนนี้เดิมทีนางตั้งใจจะนำพายุอารมณ์มาลงกับคนตรงหน้าแต่เมื่อได้สบตาเขาก็ทำให้นางต้องชะงักไป
ทั้งชีวิตของนางในชาติภพก่อนล้วนอยู่กับการแสดงเสียส่วนใหญ่การแสดงที่ดีจะต้องสื่อสารออกมาทางอารมณ์ ร่างกายและสายตาซึ่งอย่างหลังคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะหากเราไม่สามารถสื่ออารมณ์ผ่านสายตาไปให้ผู้ที่แสดงด้วยได้ก็จะทำให้ทั้งตัวเองและผู้ที่เข้าฉากด้วยไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ของบทบาทอออกมาและจะทำให้ถ่ายทอดฉากนั้นออกมาได้ไม่ดีพอ
นอกจากการสื่ออารมณ์ผ่านสายตาตัวเองแล้วการรับอารมณ์จากสายตาผู้อื่นก็สำคัญไม่แพ้กันการอ่านแววตาว่าคนที่ส่งมามีความรู้สึกเช่นไรเป็นสิ่งที่ไป๋อวี้ต้องทำมันให้ได้เพื่อการส่งอารมณ์ที่สมบทบาทของผู้แสดงสิ่งนี้คือทักษะที่นางได้รับจากประสบการณ์จึงทำให้ไป๋อวี้มีความรู้สึกเร็วต่อแววตาผู้คนนัก
และแน่นอนว่าสายตาของผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าไม่ใช่สายตาเฉยชาที่นางเคยพบเห็นทุกครั้งที่นางมองนัยน์ตาสีเงินนั่น แม้จะเรียบเฉยแต่ก็ยังดูมีชีวิตชีวาเป็นแววตาที่ซุกซ่อน ‘ความหวัง’ เล็ก ๆ อยู่เสมอ
นางเคยสงสัยว่าคนที่ออกรบมาตั้งแต่เด็กเช่นเขาจะมีแววตาเช่นไรแน่นอนว่ามันเฉยชา ดุดันและเด็ดขาดคนที่ฆ่าผู้อื่นมานับไม่ถ้วนล้วนต้องมือเปื้อนเลือดมาหลายพันศพจะต้องมีแววตาที่กระหายเลือดอยู่ไม่มากก็น้อยแต่โอวหยางเฟยหลงผู้นี้กลับไม่มีมัน อาจจะเป็นเพราะ ‘ความหวัง’ ที่ซ่อนอยู่ในนั้นทำให้เขาไม่กลายเป็นคนโหดเหี้ยมไร้ซึ่งความเป็นคน
การที่พี่ชายของนางมีเจ้านายเช่นนี้ทำให้ไป๋อวี้วางใจได้เปลาะหนึ่ง
ตอนนี้เขามีความเฉยชาเป็นฉากหน้าเช่นปกติแต่ ‘ความหวัง’ ที่มีนั้นเลือนหายไปถูกแทนที่ด้วยแววตาของคนที่คล้ายว่าวิญญาณกำลังแตกสลาย นั่น...อาจจะเป็นความรู้สึกที่แท้จริงของโอวหยางเฟยหลง
คล้ายว่าบุรุษที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้านางมีเพียงร่างกายแต่ไร้ซึ่งวิญญาณ...
เพราะเช่นนี้ไป๋อวี้จึงรู้สึกเป็นห่วงคนผู้นี้ขึ้นมาอย่างอดไม่ได้นางจึงเอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในใจออกไปโดยไม่ทันได้คิดหรือต่อให้คิดนางก็ยังยืนยันที่จะถามออกไป
แม้เขาจะชอบรุนแรงหรือปากร้ายไปบ้างแต่เขาก็เป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง บุรุษผู้นี้กำลังเจ็บปวดเจียนตายแต่ก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อบ้านเมือง ไป๋อวี้ไม่ต้องการเห็นมนุษย์คนไหนต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้นางเข้าใจความรู้สึกนี้ดี จึงไม่ต้องการให้ผู้ใดได้ลิ้มลองมันการได้สบตากับคนที่มีแววตาเหมือนไร้ซึ่งวิญญาณ มันทำให้ไป๋อวี้รู้สึกหดหู่หัวใจ...มังกรดำผู้นี้เจ็บปวดเรื่องอันใดหรือ? มีอันใดที่นางจะช่วยเขาได้บ้าง ?
“เปิ่นหวางไม่เป็นอันใดเพียงหงุดหงิดรำคาญเสียงโวยวายของสตรีโง่งม”
โอวหยางเฟยหลงไม่สนใจแล้วว่านางจะเสแสร้งหรือไม่คำถามนั้นต่อให้ตอบออกไป...ถึงอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดช่วยเขาได้เขาไม่เคยต้องการรับความห่วงใยของสตรีใดและที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่ที่ของเขาแม้นางจะห่วงใยเขาจริงถึงอย่างไรวันนี้เขาก็จะต้องจากไปภายภาคหน้านางจะยังจำเขาได้หรือไม่ก็ไม่อาจยืนยัน
“ข้าโวยวายก็เพราะท่านนั่นแหละ”ไป๋อวี้พึมพำโดยลืมไปเลยว่านางเผลอพูดกับเขาแบบธรรมดาไปเสียแล้วนิสัยเก่าของนางก็หาใช่คนสุภาพเรียบร้อย ข้ามภพมาในที่แห่งนี้นางต้องระวังเป็นพิเศษแต่ก็มีบ่อยครั้งที่หลุดต่อหน้าบุรุษผู้นี้ก็เขาชอบปากร้ายยั่วโทสะนางอยู่เรื่อย !
“เปิ่นหวางทำสิ่งใด” รุ่ยหวางผู้สูงศักดิ์หาได้ถือสาคำพูดสามัญที่เอ่ยกับตนน่าแปลกที่ร่างสูงกลับรู้สึกสบายใจที่มีคนสนทนากับเขาเฉกเช่นคนธรรมดาเพราะปกติแล้วไม่ว่าผู้ใดก็มักจะพูดจากับเขาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะเพียงเพราะเขาคือเชื้อพระวงศ์
เชื้อพระวงศ์ที่ถูกทอดทิ้ง...
“ท่านกำลังแย่งพี่ใหญ่ไปจากข้า”
“แต่เจ้าก็มีน้องสาวสุดที่รักอยู่เป็นเพื่อนแล้วนี่”ร่างสูงเน้นคำว่าน้องสาวสุดที่รักแววตาตายด้านเมื่อครู่เริ่มดูมีชีวิตชีวาเพราะได้เหน็บแนมนาง
ท่านก็สองหน้าไม่แพ้ข้าหรอกโอวหยางเฟยหลง ! “กับน้องสาวจะไปสนิทเท่าพี่ชายได้อย่างไรเจ้าคะ”
“เจ้าจะบอกเปิ่นหวางว่าเจ้าถนัดสนิทสนมกับบุรุษมากกว่าสตรีเช่นนั้นหรือ ?”
นางหมายความว่านางสนิทกับพี่ชายแม่เดียวกันมากกว่าต่างหาก
“ถวายพระพรหวางเย่พ่ะย่ะค่ะ/ เพคะ”
ก่อนที่ไป๋อวี้จะได้อ้าปากเถียงกลับพี่ชายและมารดาก็เข้ามาทำความเคารพผู้สูงศักดิ์เสียก่อนตอนนี้ไป๋เหออยู่ในชุดเกราะคลุมด้วยผ้าคลุมสีดำสนิทอันเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพใหญ่เรียบร้อยแล้ว
“กระหม่อมพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เปิ่นหวางเปลี่ยนใจแล้ว”
สามแม่ลูกเผลอมองใบหน้าของผู้พูดด้วยความงุนงงหวางเย่เปลี่ยนใจอันใด ?
“เปิ่นหวางจะกลับชายแดนเพียงคนเดียวเจ้ารั้งอยู่ที่นี่ช่วยฮุ่ยหลิงดูแลเรื่องภารกิจเถอะ”
ความเจ็บปวดของการพรากจากโอวหยางเฟยหลงเข้าใจมันที่สุดเสียงโวยวายของสตรีโง่งมทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าไม่ควรแยกไป๋เหอจากครอบครัวในเวลานี้เขาไม่ควรเห็นแก่ตัวแยกไป๋เหอออกมาเพียงเพราะตนเองกำลังอ่อนแอจึงต้องการรองแม่ทัพใหญ่ที่เปรียบเสมือนน้องชายผู้รู้ใจมาอยู่ข้างกายเขาควรให้น้องชายผู้นี้ได้อยู่กับครอบครัวบ้างเดี๋ยวสตรีไร้ยางอายแถวนี้จะเผาจวนประท้วงไปเสียก่อน
“กระหม่อมจะตามเสด็จด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ไป๋เหอยืนยันหนักแน่น เขารู้ดีว่าหวางเย่เพิ่งเจอกับสิ่งใดและไม่อาจปล่อยให้มังกรดำที่กำลังอ่อนเเอเดินทางกลับอย่างโดดเดี่ยวได้แม้จะต้องจำใจจากน้องสาวและมารดาก็ตาม
“เปิ่นหวางต้องการให้เจ้าอยู่กับครอบครัว”โอวหยางเฟยหลงยังคงยืนยันคำเดิม แม้จะรู้ว่ารองแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ห่วงใยใจในตัวเขาแต่ผู้เป็นนายก็ยังยืนยันว่าจะไม่เห็นแก่ตัว
“หวางเย่อย่าได้เกรงใจเลยเพคะ พี่ใหญ่หมายมั่นว่าจะตามเสด็จไปส่วนหม่อมฉันจะไปหาพี่ใหญ่ที่ชายแดนเมื่อใดก็ได้”
แม้จะดีใจที่พี่ชายจะอยู่ข้างกายนานขึ้นแต่นางก็เคารพการตัดสินใจของไป๋เหอที่เลือกจะติดตามโอวหยางเฟยหลงกลับไปชายแดน
“ตัวโง่งมเช่นเจ้าจะไปชายแดนที่แสนอันตรายนั้นได้หรือ?”
นี่นางยอมอ่อนให้เขาแล้วนะเหตุใดยังวนมายั่วโทสะกันอยู่ได้ “สักวันหม่อมฉันจะเลิกโง่งมและเก่งกาจแน่นอนเพคะ”
โอวหยางเฟยหลงอดขบขันไม่ได้กับคำกล่าวเกินตัวของสตรีร่างบางผู้นี้นั่นทำไป๋เหอหันไปสบตากับมารดา...
ไป๋อวี้กับท่านแม่ทัพใหญ่คล้ายจะสนิทสนมกันโดยที่พวกเขาไม่รู้เรื่อง?
“เปิ่นหวางจะรอดู”
“วันใดที่หม่อมฉันเก่งกาจกว่าพระองค์วันนั้นหม่อมฉันจะไปทวงพี่ชายคืน !”
โอวหยางเฟยหลงนิ่งไป
ไป๋เหอและเยวี่ยเหมยรีบคุกเข่าลงกับพื้น “ไป๋อวี้เสียมารยาทแล้ว ขอหวางเย่ทรงเมตตาด้วยเพคะ/ พ่ะย่ะค่ะ”
ผู้สูงศักดิ์ยังคงนิ่งเงียบไป๋อวี้ที่กำลังยืนงงว่าเหตุใดต้องคุกเข่าลงไปและเกรงกลัวโอวหยางเฟยหลงเช่นนั้น ร่างเล็กถูกมารดาฉุดให้นั่งลงคุกเข่าร้องขอพระเมตตา
“หึ !”
ไป๋อวี้เม้มปากแน่น นี่เขาโกรธหรือ ?
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ“
ผู้ร้องขอความเมตตาทั้งสามเบิกตากว้าง วะ..หวางเย่กำลังหัวเราะ !มังกรดำผู้เงียบขรึมและแสนดุดันกำลังหัวเราะหรือ !
“ฮ่า ๆ ๆ ตัวโง่งมจะกลายเป็นสตรีเก่งกาจ ฮ่า ๆ ๆ เปิ่นหวางจะรอวันนั้นนะเด็กน้อยฮ่า ๆ ๆ ”
ทั้งสามคนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเสียงหัวเราะของโอวหยางเฟยหลงทำให้ไป๋อวี้หัวใจเต้นแรงอย่างอดไม่ได้ครั้งนี้นางจะต้องเอาชนะคำว่าตัวโง่งมของเขาให้ได้
โอวหยางเฟยหลงได้เปิดหูเปิดตาเพราะสตรีจอมเสแสร้งหัวเราะนางอยู่สักพักก็เริ่มกลับมานิ่งสงบเช่นเดิม นัยน์ตาสีเงินสว่างฉายแววขบขันร่างสูงเดินนำทุกคนไปที่หน้าจวนเป็นนัยว่าจะออกเดินทาง
หน้าจวนของตระกูลไป๋มีไป๋หานผู้เป็นประมุขยืนรออยู่เขาตื่นนอนเพราะเสียงโวยวายของบุตรสาวแต่ไม่ได้เข้าไปปรามเพราะรู้ว่ายามไป๋อวี้อารมณ์ร้ายนั้นต่อให้เป็นเขาก็เอาไม่อยู่จึงเลือกมายืนรอส่งเสด็จรุ่ยหวางที่หน้าจวนแทนที่จะไปรับเสด็จที่เรือนใหญ่
เพราะเหตุผลทางการเมืองทำให้เขาแสดงความใกล้ชิดกับรุ่ยหวางผู้นี้มากไม่ได้เพียงเขายอมให้บุตรชายไปเป็นรองแม่ทัพใหญ่ก็ถูกเหวยไทเฮาทรงเพ่งเล็งแล้ว
“น้อมส่งหวางเย่เพคะ/พ่ะย่ะค่ะ”
ขบวนเสด็จครั้งนี้มีไม่ถึงสิบคนแต่พลังมนตราที่เข้มข้นถูกเปล่งออกมาจากทุกคนในขบวน ไป๋เหอกอดน้องสาวและมารดาประสานมือขึ้นน้อมตัวลงเคารพผู้เป็นบิดาแล้วขึ้นม้าด้วยท่วงท่าองอาจ
โอวหยางเฟยหลงกำลังจะขึ้นม้าเป็นคนสุดท้ายแต่เสียงใสของไป๋อวี้ดังขึ้นขัดเสียก่อน “หวางเย่เพคะ”
ใบหน้างดงามที่ดวงตาปูดบวมเพราะผ่านการร่ำไห้ปรากฏต่อหน้าเมื่อร่างสูงหันกลับไปตามเสียงเรียกวันนี้นับได้ว่ากิริยาของคุณหนูรองผู้นี้บังอาจนัก แต่ตนก็ให้อภัยนางเช่นทุกครั้งโดยที่ไม่เข้าใจตนเอง
ช่างเถิด...นางเป็นเพียงเด็กน้องยโง่งมผู้หนึ่ง
ขบวนเดินทางอยู่ห่างจากหน้าจวนที่มีร่างของบิดาและมารดาของนางยืนอยู่ ม้าตัวอื่นก็เว้นระยะห่างจากม้าทรงของแม่ทัพใหญ่ที่อยู่หน้าขบวนไป๋อวี้จึงไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่ตนจะพูดกับโอวหยางเฟยหลงต่อไปนี้จะมีผู้ใดได้ยินหรือหากมีผู้ใดได้ยินนางก็ไม่สนใจ
ร่างบอบบางยืนท้าลมหนาวอยู่เบื้องหน้าโอวหยางเฟยหลงดวงตาสีรัตติกาลมองเข้าไปในดวงตาสีเงินของเขา ริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยออกมาหนึ่งประโยคโอวหยางเฟยหลงตั้งใจฟังเป็นอย่างยิ่ง
“ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน”
--- จบตอน ---
E-Book >> https://joo.gl/vnW56T
สนใจรูปเล่มหรือพูดคุยกับนักเขียน
Facebook : หงเฟย 弘飛
Twitter : @hongfei_writer
#นางร้ายสายสวย #หงเฟยคนสวน
-------------