ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินใบหน้าถอดสี
สิ่งของมีค่าทั้งหมดที่วางประดับในห้องโถงที่นางกำลังนั่งอยู่มาจากสินสอดของซูฮุ่ยหลาน ทว่าซูตงเฉินกลับแสร้งทำเป็ไม่เห็นราวกับไม่รู้ว่าพวกเขาทำการอันใดอยู่ อีกทั้งสิ่งของทั้งหมดที่ซูตงเฉินแจงออกมา ล้วนเป็ของมีค่าที่พวกเขาได้ขาย จำนำ หรือแจกไปแล้วทั้งนั้น ซึ่งรวมกันมีมูลค่ามากมายมหาศาล
ซูตงเฉินแย้มยิ้มอย่างสง่างามและกล่าวขอโทษเล็กน้อย “แม้สิ่งของเหล่านี้จะล้ำค่ามาก จวนอันกั๋วกงของข้าเองก็ใช่ว่าจะไร้ทรัพย์สินเงินทอง ทว่าสิ่งของเหล่านี้หาใช่ของธรรมดาไม่ อีกทั้งยังมีประวัติยาวนานและมีคุณค่าแก่การระลึกถึงเป็อย่างยิ่ง จวนอันกั๋วกงสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และไม่มีผู้ใดเอาสิ่งของล้ำค่าเหล่านี้มาเป็สินสอด หากกล้าผลาญเช่นนี้ ภายหลังตายไปคงไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษเป็แน่ ในเมื่อตอนนี้ของถูกส่งไปแล้ว แน่นอนว่าเป็ความผิดของจวนข้า ดังนั้นข้าต้องใช้เงินซื้อคืน ไม่ก็ใช้สิ่งของที่มีมูลค่าเท่ากันแลกเปลี่ยน สรุปแล้วจวนฮุ่ยหนิงป๋อจะไม่เสียเปรียบแน่นอน”
ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินใจนพูดไม่ออก นางครุ่นคิดในใจเพราะเกรงว่าคราวนี้หูซื่อคงหนีความรับผิดชอบไม่พ้นแน่ ส่วนหูเซิ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็มีใบหน้าซีดเผือด เขาปาดเหงื่อไม่หยุดและพูดเพียงว่า “ใช่ ใช่” ร่างกายของเขาอ่อนปวกเปียกราวกับเส้นบะหมี่ หากไม่พิงพนักเก้าอี้ไว้ เกรงว่าคงไหลกองไปอยู่ที่พื้นเป็แน่
ซูตงเฉินนั่งด้วยท่าทางมั่นคงและจิบชาอย่างผ่อนคลาย ชาถ้วยนี้เป็ชาจากราชสำนัก ไม่ว่าจวนฮุ่ยหนิงป๋อจะยากไร้เพียงใดก็ยังมีดื่ม แน่นอนว่าทั้งหมดเป็สิ่งที่หูซื่อให้มา ในพระราชวังมักจะประทานชาชั้นเลิศแก่อันกั๋วกงเป็รางวัล และส่วนใหญ่เป็หูซื่อที่จัดการ นอกจากอันกั๋วกงและบุตรชายบุตรสาวของเขาที่สามารถแบ่งปันบางส่วนไปได้ ส่วนใหญ่นางมักเก็บไว้ดื่มเองทั้งหมด ทว่ายังมีบางส่วนที่แบ่งไปให้ครอบครัวมารดา
ซูตงเฉินดื่มชาพลางยกยิ้มเล็กน้อย “ชานี้เป็ชาชั้นเลิศกระมัง แม้แต่นายน้อยและคุณหนูในจวนอันกั๋วกงของข้ายังไม่มีโอกาสได้ดื่ม จวนฮุ่ยหนิงป๋อช่างร่ำรวยเสียจริง”
เหงื่อบนหน้าผากของฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินไหลลงมา “เอ่อ… เอ่อ… เป็ของขวัญที่สหายของท่านป๋อส่งมาให้พวกข้า ปกติแล้วพวกข้าก็ไม่ค่อยดื่ม วันนี้ตั้งใจนำมาให้พี่ชายของสะใภ้โดยเฉพาะ”
“โอ้ ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินดูแลดีเกินไปแล้ว ขอบคุณมาก” ซูตงเฉินกล่าวอย่างนอบน้อม
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม คนที่ไปตรวจนับสินสอดก็กลับมา ทั้งยังมีซูฮุ่ยหลานตามมาด้วย นางคำนับฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยิน ตามด้วยซูตงเฉิน และหูเซิ่ง จากนั้นก็นั่งลงอีกฝั่งด้วยสีหน้านิ่งเฉย
ลี่เฉวียนก้าวไปข้างหน้าและพูดว่า “เรียนซื่อจื่อ สินสอดของคุณหนูสามได้รับการตรวจสอบแล้ว พบว่าหายไปมากกว่าครึ่ง รายการสิ่งของที่คุณชายใหญ่้าหายไปหมดแล้วขอรับ”
ซูตงเฉินนั่งนิ่งไม่ขยับ แม้สีหน้าจะยังดูเป็มิตรไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าทุกคนกลับรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็น ทำให้ตัวสั่นสะท้านเล็กน้อย
ซูตงเฉินหันหน้าไปหาหูเซิ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “น้องเขย นี่มันเกิดเื่อันใดขึ้น? ”
หูเซิ่งตัวสั่นพลางพูดตะกุกตะกัก “เอ่อ… ข้าไม่รู้… ข้าไม่ได้เอาไป… ” เพียงแววตายากหยั่งถึงของซูตงเฉินมองมาเงียบๆ ก็ทำให้เหงื่อแตกท่วมตัวแล้ว ความคิดของเขาพลันว่างเปล่า ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ซูตงเฉินเหลือบตามองเขา ก่อนจะหันหน้าไปทางฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินแล้วเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “ในจวนนี้ฮูหยินเป็คนดูแลเื่ทั้งหมดกระมัง? ข้าขอถาม นี่มันเกิดเื่อันใดขึ้น? สินสอดของน้องสาวข้าเล่า? ”
“คือว่า… คือว่า… ” เดิมทีฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินไม่ใช่สตรีที่มีสมองอยู่แล้ว อีกทั้งยังรู้ว่าซูตงเฉินไม่ใช่คนธรรมดา ยากต่อการหลอกลวง ความคิดของนางในเวลานี้ตีกันวุ่น นางละล่ำละลักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาโดยไม่คิดว่า “ข้าไม่รู้”
ตามกฎหมายของราชวงศ์จิ้นเหนือ หากคนฝั่งสามียึดครองทรัพย์สินส่วนตัวของสะใภ้ ถือเป็อาชญากรรม โทษสถานเบาจะถูกตัดสินให้ใช้แรงงานหนักหลายปี สถานหนักคือถูกเนรเทศ หากเป็ตระกูลผู้ดีชนชั้นสูง ตระกูลที่มีชื่อเสียง หรือขุนนาง จะถูกลดโทษด้วย ‘กฎว่าด้วยเอกสิทธิ์แปดประการ’ ทว่าชื่อเสียงก็จะพังทลาย เช่นนั้นผู้ใดจะกล้าให้บุตรสาวแต่งงานกับครอบครัวที่แย่งสินสอดของสะใภ้กันเล่า?
ในจวนฮุ่ยหนิงป๋อ นอกจากหูเซิ่งที่เป็บุตรชายคนโตของภรรยาเอกแล้ว อนุภรรยาทั้งสามมีบุตรชายรวมกันสิบเจ็ดคน บุตรของภรรยาเอกมีน้อย บุตรของอนุภรรยากลับมีมาก อนุภรรยาทั้งสามวางแผนแต่งลูกสะใภ้ด้วยสินสอดทองหมั้นก้อนโต ถึงเวลานั้นคงมีการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย หากชื่อเสียงของหูเซิ่งพังพินาศ ต่อไปภายภาคหน้า การจะให้คนแต่งเข้ามาคงไม่ใช่เื่ง่ายอีกต่อไป
ซูตงเฉินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ฮูหยินเป็คนฉลาด คงไม่ได้คิดเอาคำพูดมาหลอกข้า เื่นี้ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีของแล้ว พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ตอนนี้มาคุยกันเถิดว่าจะแก้ไขเื่นี้อย่างไร”
ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินรีบหยักหน้าราวกับได้รับการให้อภัย “ได้ๆ ท่านซูว่ามา”
ซูตงเฉินหันหน้าไปมองลี่เฉวียน “มูลค่าสินสอดของน้องสามมีจำนวนเท่าไร? ”
ลี่เฉวียนรู้ว่าควรทำสิ่งใด เขาแสร้งทำเป็พลิกรายการสินสอดไปมาและตรวจความถูกต้องของรายการยาวเหยียดในมือ จากนั้นจึงหยิบลูกคิดอันเล็กมาดีดเสียงดังป๊อกแป๊กและรายงานไปว่า “สิ่งของเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาล ทั้งยังมีจำนวนไม่น้อย รวมถึงของเก่าที่มีประวัติศาสตร์นับพันปีซึ่งประเมินราคายาก ต้องเชิญผู้ที่มีประสบการณ์ในโรงรับจำนำมาด้วย ข้าน้อยคำนวณคร่าวๆ พบว่ามูลค่าสิ่งของของคุณหนูสามที่หายไปมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึงเงินขอรับ”
“อืม หนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึง” ซูตงเฉินพึมพำ “โรงรับจำนำมีคำกล่าวว่า ‘เสื้อผ้าเก่าครึ่งราคา ของที่ขโมยมาให้สามส่วน’ เช่นนั้นโจรขโมยของไปขายได้ในราคาสูงสุดร้อยละสามสิบ มีประมาณสี่ถึงห้าหมื่นตำลึงเงิน ถือว่ารวยเละแล้ว”
“เป็เช่นนั้นขอรับ” ลี่เฉวียนโค้งคำนับ “สิ่งของเหล่านี้เป็ที่สะดุดตาและไม่ใช่ของธรรมดา เพียงไปสอบถามโรงรับจำนำในเมืองแต่ละที่ก็รู้แล้วว่าผู้ใดเป็คนเอาไปจำนำ”
“ไม่ต้อง” ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินเอ่ยปากห้าม พลันหันหน้าซีดเผือดมองไปทางซูตงเฉินด้วยความตื่นตระหนก
ได้ยินมาว่า ตอนที่อยู่ทางตอนใต้ คนผู้นี้มีอีกฉายาหนึ่งว่า ‘มัจจุราชซู’ แสดงว่าเขาเป็คนโเี้จริงดั่งที่คาดไว้
ซูตงเฉินมองฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินแล้วแย้มยิ้ม “ในเมื่อฮูหยินไม่เห็นด้วย ข้าคงไม่ไปตรวจสอบ ทุกคนทราบเื่นี้โดยทั่วกันก็ไม่จำเป็ต้องเห็นแก่หน้ากันแล้ว หากไม่้าให้ข้าถือสาเอาความจวนฮุ่ยหนิงป๋อ พวกท่านจำเป็ต้องทำตามที่ข้าร้องขอ”
ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินผงะแล้วรีบพยักหน้า “ท่านซูว่ามา”
ซูตงเฉินโบกมือ ลี่เฉวียนและแม่นมเซี่ยวพาบ่าวรับใช้จำนวนมากออกไป ส่วนฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินก็รีบโบกมือให้แม่นมคนสนิทพาพวกบ่าวรับใช้ออกไปเช่นกัน
ในห้องจึงเหลือเพียงซูตงเฉิน ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยิน หูเซิ่ง และซูฮุ่ยหลาน จากนั้นซูตงเฉินก็พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “แม้น้องสาวของข้าจะเป็บุตรที่เกิดจากอนุ ทว่ามารดาผู้ให้กำเนิดของนางเป็บ่าวรับใช้คนสำคัญของมารดาข้า ดังนั้นมารดาข้าจึงรักและเอ็นดูนางมาก นางเป็สตรีล้ำค่าของจวนอันกั๋วกง เป็ดังกิ่งทองใบหยก นางแต่งเข้าจวนฮุ่ยหนิงป๋อและยังนำสินสอดก้อนโตมาให้ ซึ่งตามหลักแล้ว พวกท่านควรปฏิบัติต่อนางดั่งพระโพธิสัตว์ถึงจะถูก ทว่าตอนนี้เล่า? เฮอะ รังแกคนของจวนอันกั๋วกงของข้าหรือ? ”
แววตาของเขาเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวยามมองฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินและหูเซิ่งที่กำลังตัวสั่นเทา ซูตงเฉินกล่าวต่อโดยไม่รอให้พวกเขาได้แก้ตัว “ตอนนี้ข้ามีสองทางเลือกให้พวกท่าน หากไม่หย่าก็ให้น้องสาวของข้าดูแลเื่ทั้งหมดในจวน ทรัพย์สินของจวนป๋อทั้งหมดต้องส่งให้นางเป็ผู้ดูแลรับผิดชอบ ส่วนสินสอดของนาง พวกท่านต้องคืนกลับมาให้ข้าเต็มจำนวน หากไม่มีของก็คืนเงินมาหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึงเงิน หากนำมาให้ตอนนี้ไม่ได้ก็เขียนใบยืมหนี้ น้องสาม เ้าคิดเห็นอย่างไร? ”
ซูฮุ่ยหลานตื่นเต้นเมื่อได้ยินคำถามจากเขา นางจึงกล่าวอย่างหุนหันว่า “ข้า้าหย่า”
หูเซิ่งใจนใบหน้าซีดเผือด เขาร้องเสียงหลง “ไม่ได้ ข้าไม่หย่า”
ซูตงเฉินไม่อาจระงับโทสะในใจได้อีกต่อไป เขาเตะขาของหูเซิ่งอย่างรุนแรง “ขยะเช่นเ้ายังมีหน้ามาพูดเช่นนี้ต่อหน้าข้าอีก คนโลภมากตัณหากลับ ตระกูลตกต่ำสกปรกโสโครกเช่นเ้าสามารถแต่งงานกับคุณหนูแห่งจวนอันกั๋วกงได้นั้นถือเป็วาสนาแปดชั่วโคตรแล้ว ทว่าเ้ายังไม่รู้คุณค่า กล้าดีอย่างไรมาข่มเหงน้องสาวข้า สิ่งใดเหม็นเน่าก็ลากขึ้นเตียง ขโมยสินสอดของภรรยาออกไปซื้อกิน ไปเที่ยวเล่น เ้าคิดจริงๆ หรือว่าจวนอันกั๋วกงจะสนใจคนบ้ากามโง่เง่าเช่นเ้า ข้าจะบอกให้เ้าฟัง จะหย่าหรือไม่หย่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับเ้า น้องสาวของข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ หากคิดจะหย่า เ้าก็เขียนหนังสือหย่ามา หากนางไม่้าหย่า เ้าก็ปรนนิบัตินางให้ดี และส่งมอบทรัพย์สินส่วนรวมในจวน และทรัพย์สินส่วนตัวของเ้าทั้งหมดให้นาง ส่วนสิ่งของที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงและไร้ยางอายข้างกายเ้าพวกนั้นก็ส่งให้ข้า ข้าจะพาไปเอง หากในอนาคตเ้ายังกล้าแตะต้องสตรีอื่นอีก เมื่อแตะหนึ่งครั้ง ข้าจะหักขาเ้าหนึ่งข้าง แตะสองครั้งก็หักขาทั้งสองข้าง แตะสามครั้งก็หักส่วนนั้นของเ้าเสีย เฮอะ”
ยิ่งพูด ซูตงเฉินก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินกับหูเซิ่งต่างใกลัวจนร้องไห้ออกมา และคร่ำครวญขอร้องซูฮุ่ยหลานอย่างเอาเป็เอาตาย สิ่งที่พร่ำพูดออกไปก็คือ ‘เป็สามีภรรยาวันเดียว แบ่งปันทุกข์สุขร้อยปี’ แล้วก็ ‘คำนึงถึงเกียรติของจวนอันกั๋วกงด้วย ในอนาคตน้องสาวของเ้ายังต้องแต่งงาน’
“หุบปาก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เื่ที่พวกเ้าต้องกังวล” ซูตงเฉินยิ้มเยาะ จากนั้นก็มองไปที่ซูฮุ่ยหลานด้วยสีหน้าอ่อนโยน “น้องสาม เ้าไม่ต้องกังวลสิ่งอื่นใด ตัดสินใจตามความรู้สึกของเ้าก็พอ พี่ใหญ่อยู่ข้างเ้าเสมอ หากเ้าจะหย่า พี่ก็สามารถหาสามีที่ดีกว่าคนสารเลวผู้นี้เป็พันเท่าให้เ้าได้”
แม้ซูฮุ่ยหลานจะมองหูเซิ่งด้วยความรู้สึกขยะแขยง ทว่าอย่างไร ไม่ว่าจะขอหย่า เลิกรา หรือฟ้องหย่า ฝ่ายหญิงก็มักจะถูกผู้คนนินทาอยู่เสมอ กระทั่งว่าที่เ้าสาวถอนหมั้นก็พาลให้เด็กผู้หญิงทั้งบ้านต้องพลอยลำบากไปด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแต่งงานแล้วหย่าร้าง ปัจจุบันในจวนอันกั๋วกงมีสตรีที่ยังไม่แต่งงานอยู่ไม่กี่คน บุตรสาวของหูซื่อหมั้นหมายแล้วจึงมีผลกระทบไม่มากนัก ทว่าบุตรสาวของอนุเ่าั้จะลำบากมากยิ่งขึ้น เดิมทีนางเป็คนใจอ่อน หลังจากขบคิดจึงตัดสินใจว่าจะอดทนต่อไป มีพี่ชายคอยหนุนหลัง คนทั้งจวนฮุ่ยหนิงป๋อคงไม่กล้าปฏิบัติต่อนางดั่งเช่นเมื่อก่อนอีก
นางตัดสินใจแน่วแน่ จึงเงยศีรษะมองซูตงเฉินและกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “พี่ใหญ่ ข้าคิดว่า… หากพวกเขาทั้งหมดเปลี่ยนไปแล้วก็ค่อยดูกันอีกที หากยังไม่ดีขึ้นข้าก็จะหย่า ข้า… ไม่มีคนที่มีความสามารถอยู่ข้างกาย พี่ใหญ่ได้โปรดมอบคนที่ไว้ใจได้มาช่วยข้าดูแลจวนและสินสอดสักสองสามคน บ่าวรับใช้ที่เป็สินสอด แม่นม และบ่าวรับใช้ที่ติดตามมาตอนแต่งงานทั้งหมด… ล้วนเกลือเป็หนอน คิดคดทรยศเ้านายจนข้าใช้การไม่ได้แล้ว รบกวนพี่ใหญ่พาไปให้หมดเถิด จินจูบ่าวรับใช้เดิมของข้าถูกพวกเขาบังคับให้แต่งงานกับผู้ดูแลมีอายุผู้หนึ่งในจวนนี้ สองปีที่ผ่านมานางถูกรังแกทุบตีสารพัด ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ข้าอยากให้พวกเขาหย่ากัน จินจูจะได้กลับมาเป็บ่าวรับใช้ดูแลข้า… ” นางพูดน้ำไหลไฟดับเพื่อ้าคนมีความสามารถและซื่อสัตย์อยู่ข้างกาย ดูท่าแล้วนางคง้าอยู่ต่อและดูแลทุกอย่างในจวนป๋อจริงๆ
“ตกลง” ซูตงเฉินตกปากรับคำ ขอเพียงนางตั้งตัวได้ วันเวลาผ่านไป หมาขี้เรื้อนอย่างหูเซิ่งก็สามารถฝึกให้เชื่องเหมือนคนได้เช่นกัน