ทั้งกลุ่มต่างเคลื่อนที่ไปภายในของสุสานด้วยความระมัดระวัง ในขณะเดียวกันตาเฒ่าเฉินนั้นเลือกที่จะไม่เปิดเผยตนเองชายชราเลือกที่จะใช้ผ้าคลุมหัวปกปิดเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ของเขาทำให้พวกทหารทั้งสามคนที่พึ่งรอดชีวิตมาได้จากการช่วยเหลือต่างคิดว่าชายชราคนนี้นั้นเป็เพียงมนุษย์เหมือนกับพวกเขา
หากเื่ที่เขาเป็เผ่าพันธุ์ครึ่งคนครึ่งสัตว์ถูกเปิดเผยแน่นอนว่ามันอาจจะมีปัญหาตามมาภายหลังได้ อย่างไรก็ตามเซนเองก็เลือกที่จะปกปิดตัวตนเช่นเดียวกันเขาใช้เศษผ้าปิดจมูกเหมือนกับคนเหมือง ส่วนเหตุผลที่เขาปกปิดตัวตนนั้นเป็เพราะว่าหากในยามจำเป็ที่ต้องแสดงความแข็งแกร่งเขาจะได้ไม่ต้องกังวลผลที่ตามมาภายหลัง
หลังจากที่ทุกคนต่างเดินไปสู่เส้นทางแห่งความตาย พวกเขาก็สังเกตเห็นว่าพื้นที่รอบๆ นั้นต่างเต็มไปด้วยซากศพ และศพส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ตายอย่างอนาถทั้งสิ้น แม้แต่ชิ้นส่วนร่างกายของพวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันสูญหายไปไหน ด้วยบรรยากาศสีเทาเช่นนี้ทำให้มาเรียอดไมได้ที่ต้องปิดตาตลอดทาง
“ศพพวกนี้ดูเหมือนจะยังใหม่ๆอยู่ แสดงว่าการต่อสู้พึ่งจะผ่านไปไม่นาน แต่ว่าพวกเขาทุกคนไม่ใช่คนของกองทัพประเทศเซนทอร์ ยังมีคนของประเทศอื่นมากมาย”
ทหารคนหนึ่งที่จำสัญลักษณ์ของประเทศในโลกนี้ได้เอ่ยขึ้นมา ในขณะเดียวกันใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตลอดทาง มันซีดลงราวกับว่าเขาจะขาดอากาศหายใจ ไม่เพียงแต่ทหารของประเทศพวกนั้นจะมีมากมาย แต่เห็นได้ชัดว่าประเทศพวกนั้นเป็มหาอำนาจอย่างน้อยก็ต้องเป็ประเทศระดับสี่ ซึ่งประเทศเซนทอร์ของพวกเขานั้นเทียบไม่ติด มันยังมีทหารในชุดอัศวินโลหิตเสียด้วยนี่ยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนที่ต้องเดินผ่านเส้นทางนี้
ที่น่าใก็คือซากศพเ่าั้ล้วนแล้วแต่ถูกสูบเืออกไปจนแห้งเหือดราวกับพวกมันนั้นถูกผีดูดเืกลืนกินไปทั้งหมด ด้วยสภาพการตายแบบนี้นั้นมากพอที่จะทำให้ทหารทั้งสามที่จิตใจอ่อนแอยิ่งกว่าใครๆ เกือบจะสติแตกได้
“ไม่ขำแล้ว ตลอดทางที่เดินมาฉันนับศพของอัศวินโลหิตมันมากกว่าร้อยศพเสียอีก แถมหนึ่งในนั้นยังเป็พวกแร๊งเกอร์ออันดับสูงกว่า 100 อีก”
ยูริเริ่มเกิดอาการหวาดกลัว ต้องบอกก่อนว่าเธอเองนั้นก็เป็แร๊งเกอร์แต่อันดับของเธอยังไม่สามารถเป็หนึ่งในร้อยได้ และยังห่างไกลอย่างมาก แต่คนที่แข็งแกร่งกว่าเธอกลับตายในสภาพอนาถขนาดนี้ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะสั่นกลัว แม้ว่าตลอดชีวิตของเธอจะต่อสู้อย่างกล้าหาญมาตลอด
แต่น่าแปลกตลอดเส้นทางนั้นล้วนเต็มไปด้วยเศษซากของโศกนาฏกรรมแต่พวกเขากลับไม่พบศัตรูเลยแม้แต่ตนเดียว
….
ภายในส่วนลึกสุดของสุสานบรรพชน ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยนักรบโครงกระดูกเกราะทมิฬจำนวนมากกว่าร้อย พวกมันล้วนแล้วแต่กำลังจับจ้องไปที่เหยื่อที่ถูกพวกมันล้อมเอาไว้โดยไม่ได้ขยับไปไหน
ท่ามกลางเหยื่อที่ถูกล้อมนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็เด็กสาว และชายหนุ่มวัยรุ่นทั้งสิ้น และที่น่าแปลกใจก็คือพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็ผู้ที่ถูกยกย่องให้เป็ผู้กล้าของประเทศเซนทอร์ แม้สมญานั้นช่างไม่เหมาะกับความแข็งแกร่งของพวกเขาเอาเสียเลย
“ทุกคนไม่ต้องกลัว ครูเชื่อว่าท่านแม่ทัพคงกำลังนำกำลังคนมุ่งหน้ามาช่วยพวกเรา”
อาจารย์จอร์จได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น อย่างไรก็ตามสีหน้าของเขานั้นกลับแสดงออกในด้านตรงกันข้าม ในขณะเดียวกันเหล่าหนุ่มสาวนั้นหลังจากได้ฟังคำพูดของเขานั้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะมีอาการดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เหล่าหนุ่มสาวนั้นล้วนแล้วแต่เป็นักเรียนจากโลกมนุษย์ทั้งสิ้น โชคยังดีที่แม้เหตุการณ์จะรุนแรงมากเท่าไหร่แต่ทุกคนนั้นก็ยังรอดชีวิตแม้จะถูกจับมาที่นี่ก็ตาม
เอลลี่นั้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะหวาดกลัวอะไรเลย แต่เธอนั้น้าจะเข้าไปประจัญบานกับพวกนักรบโครงกระดูกใจจะขาด อย่างไรก็ตามเธอนั้นไม่ได้โง่ เพราะหากทำเช่นนั้นเธอจะตายทันที อย่างน้อยการถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ เธอยังรู้สึกว่ามีความหวังมากกว่า
ในขณะที่เธอกำลังคิดนั้น สายตาของเธอก็ได้จับจ้องไปที่บัลลังก์ที่อยู่บนจุดสูงสุดภายในพื้นที่แห่งนี้ เห็นได้ชัดว่ามันเป็จุดที่โดดเด่นและดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากที่สุด ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นเป็โครงกระดูกที่สวมใส่เกราะสีเงินเป็ประกายสะท้อนวิบวับ และประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า จุดที่โดดเด่นที่สุดก็คือมันได้สวมมงกุฎเอาไว้ทำให้มันดูเหมือนพระาาของประเทศที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก ซึ่งมันก็น่าจะเป็แบบนั้นจริงๆ
โครงกระดูกตัวนั้นเหมือนจะไม่ได้ขยับมันนั่งเท้าคางพร้อมกับใช้สายตาอันลึกโบ๋จ้องมองมาที่มนุษย์ซึ่งอยู่กึ่งกลางของห้องที่เหมือนกับท้องพระโรงราวกับมองสิ่งที่ต้อยต่ำ ในขณะเดียวกันมีเส้นสายโลหิตจำนวนมากกำลังถูกสูบเข้าสู่ร่างของมัน ไม่รู้ว่าโลหิตเ่าั้เป็ของคนมากกว่ากี่พันคนกันแน่ แต่ปริมาณของมันหากใครทราบจะต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน
ในขณะที่สถานที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยความเงียบงัน ร่างของโครงกระดูกตัวหนึ่งก็ได้เดินฝ่าวงล้อมของนักรบโครงกระดูกเข้ามา และตรงมาหาพวกเขา โครงกระดูกตัวนั้นดูต่างจากโครงกระดูกตัวอื่น มันดูสูงส่งและมีอำนาจแม้จะไม่เท่ากับตัวตนที่อยู่บนบัลลังก์ก็ตาม มันสวมชุดสีขาวที่ดูสะอาดและสลักด้วยลวดลายสีทอง หากนักประวัติศาสตร์เก่งๆ สักคนอยู่ที่นี่มันจะสามารถระบุได้ทันทีว่าโครงกระดูกตัวนี้นั้นเป็องครักษ์ฝั่งซ้ายของพระาาแห่งจักรวรรดิโบราณ
องครักษ์ฝั่งซ้ายนั้นเดินเข้ามาหาพวกเขาก่อนที่จะก้มหัวและทำท่ายินดี พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยเสียงบุรุษที่ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงใดๆ
“ยินดีกับพวกท่านทุกคนด้วย พวกท่านนั้นเป็ผู้มีสายเืพิเศษ ในสายเืของพวกท่านนั้นมีพลังราวกับสายเืของผู้กล้า และแน่นอนว่ามันเป็ที่้าของจักรพรรดิของเรา ข้าขอถามว่าคนใด้าจะเสียสละเืเนื้อของตนเองให้กับจักรพรรดิผู้สูงส่งหรือไม่?”
“เพื่อชีวิตของจักรพรรดิผู้สูงส่ง!”
ทันใดนั้นเหล่านักรบโครงกระดูกต่างทุบอกของตนเองพร้อมกับกล่าวะโออกมาพร้อมกันด้วยน้ำเสียงเคารพสูงสุด ในตอนนั้นเองทุกคนล้วนแล้วแต่มีใบหน้าซีดเผือดไม่มีใครกล้าที่จะก้าวออกไปเพื่อเสียสละตนเองทั้งสิ้น ในเวลานั้นองครักษ์ฝั่งซ้ายก็ได้กล่าวขึ้นอีกครั้งว่า
“เรา้าเพียงสามคนเท่านั้น และเราจะปล่อยคนที่เหลือไป หากพวกท่านไม่มีใครเสียสละตนเองเช่นนั้น พวกท่านถือว่าเป็ฏของจักรวรรดิและต้องโทษตายทั้งหมด!”
เมื่อองครักษ์ฝั่งซ้ายกล่าวจบทันใดนั้นเหล่านักเรียนต่างตกอยู่ในความโกลาหล แม้แต่อาจารย์จอร์จเองก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นเดียวกัน จนในที่สุดก็เป็คริสที่ดูเหมือนจะมีความคิดบางอย่างได้กล่าวขึ้น
“ในสถานการณ์แบบนี้ทุกคนคงเข้าใจกันแล้วว่าเราไม่สามารถต่อต้านได้”
ทุกคนล้วนแล้วแต่พยักหน้า เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังฟังเขาอย่างมีสติคริสจึงได้เอ่ยต่อไปว่า
“หากให้สุ่มคนมั่วๆ ออกไปแล้ว ฉันเชื่อว่ามันต้องไม่ยุติธรรมนัก ฉันคิดว่าเราควรจะเลือกกันเองดีกว่า…”
คำกล่าวของคริสนั้นทุกคนล้วนเห็นด้วย ไม่มีใครอยากเป็ผู้โชคร้าย บางทีมันอาจจะดีกว่าหากใช้การโหวตกัน
“แล้วนายจะตัดสินใจเลือกใครล่ะ?”
เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม ซึ่งคริสไม่ลังเลเลยที่จะชี้ไปที่สามคนที่เขาเลือกเอาไว้ในใจ
“นาย นาย แล้วก็เธอ!”
เพื่อนร่วมห้องต่างหันไปทางทิศทางที่คริสได้ชี้ไป ในขณะเดียวกันคนที่ถูกชี้นั้นมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเป็อย่างมาก และแน่นอนว่าพวกเขาและเธอนั้นรู้สึกไม่ยุติธรรม
“ทำไมนายถึงเลือกพวกเรา”
ชายคนหนึ่งที่ถูกเลือกกล่าวถามขึ้น ชายคนนี้นั้นเป็ชายสวมแว่นหนา และมีร่างกายที่อ้วนใหญ่ อย่างไรก็ตามเขานั้นดูฉลาดแล้วดูเป็มิตรอย่างมาก เขานั้นมักจะให้การบ้านเพื่อนทุกคนลอกดังนั้นทันทีที่คริสได้เลือกชายคนนี้ก็มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วย
“ที่ฉันเลือกนั้นแน่นอนว่ามันไม่ได้ไร้เหตุผลซะทีเดียว ทุกคนที่ถูกเลือกล้วนแล้วแต่ทำผิดพลาดจนไม่สามารถให้อภัยได้กับเพื่อนของตน!”