ตู้ฮ่าวตะลึงงันไปในทันที หยดเหงื่อไหลซึมลงมาบนหน้าผาก ใบหน้าขึ้นสีเขียวสลับแดง ทั้งความโกรธและความกลัวได้ครอบงำความทะนงตัวของเขาไปจนหมดสิ้น
พวกขี้เมากลุ่มนี้เป็ใคร? ทำไมทุกคนถึงได้พกปืน? ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากลักษณะที่ได้มาตรฐานของอาวุธ ปืนสีดำมะเมื่อมเหล่านี้ไม่ได้หาซื้อได้ตามตลาดมืดอย่างแน่นอน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปืนที่อยู่ในมือของคนกลุ่มนี้จะต้องได้รับอนุญาตจากทางการ
ถ้าอย่างนั้น.......พวกเขาเป็ใครกันแน่?
ตำรวจเหรอ? ทหาร? หรือว่า......กองกำลังลับ?
ความหวาดกลัวภายในใจของตู้ฮ่าวแผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขาแน่ใจแล้วว่าตัวเองไปยั่วยุคนที่ไม่สมควรยั่วยุเข้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็ในด้านสว่างหรือด้านมืด เมื่อคนกลุ่มนี้กล้าที่จะชักปืนออกมาในที่สาธารณะ แสดงว่าพวกเขาจะต้องมีเื้ัที่แข็งแกร่งมาก!
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าลู่จวิน เดินตรงเข้าไปหาตู้ฮ่าว นอกเหนือจากรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าแล้ว เขาก็ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขากำลังโกรธหรือว่ามีความสุข แต่ทันใดนั้นเองลู่จวินก็ยกแขนขึ้นมา ทำให้ตู้ฮ่าวที่กำลังนิ่งงันเริ่มระวังตัว
“คิดจะทำอะไร?”
ตู้ฮ่าวก้าวถอยหลัง สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา
ขวับ!
ลู่จวินไม่ตอบคำถาม แต่ยกแขนขวาขึ้นมาโอบไหล่ที่สั่นเทาของตู้ฮ่าว แล้วกล่าวออกมาว่า
“ไม่ต้องกลัว จากสถานการณ์ในตอนนี้ ฉันไม่มีเหตุผลที่จะฆ่านาย”
ความหมายแฝงของคำพูดนี้ก็คือ.......ถ้าในการต่อสู้เมื่อครู่นี้ ตู้ฮ่าวทำอะไรที่เป็การล้ำเส้นเกินไป ตอนนี้เขาก็อาจจะกลายเป็ศพ
เมื่อพูดจบ ลู่จวินที่กำลังโอบไหล่ตู้ฮ่าวก็พาเขาเดินไปยังหน้าต่างอย่างช้า ๆ มือซ้ายที่กำลังคีบบุหรี่ ชี้ไปยังขบวนรถสีเข้มโดยแฝงไปด้วยเจตนาสังหารเอาไว้ แม้ว่ารถยนต์สีดำสนิทจำนวน 5 คันเ่าั้จะไม่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม โฉบเฉี่ยวเหมือนรถสปอร์ตของตู้ฮ่าว แต่ก็ให้บรรยากาศของความทรงอำนาจอย่างชัดเจน
“เห็นรถยนต์พวกนั้นไหม?” ลู่จวินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉย
“เห็น”
ตู้ฮ่าวรู้สึกขื่นขมเป็อย่างยิ่ง ความรู้สึกไม่สู้ดีเริ่มตีตื้นขึ้นมาในใจ
“คันแรกคือรถยนต์ที่จัดทำขึ้นมาสำหรับหน่วยรบพิเศษกองกำลังที่ 38 ของเขตทหารเยียนจิง คันที่สองคือรถยนต์ของหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการต่อสู้ทั่วไป คันนี้เอาไว้ใช้รับส่งเ้าหน้าที่ ส่วนคันที่สามเป็ของศูนย์บัญชาการใหญ่ในเขตพื้นที่เมืองิจู.........”
ลู่จวินแนะนำรถโดยไล่ไปทีละคัน แต่ตู้ฮ่าวนั้นเหงื่อหยดออกมาราวกับสายฝน เขากัดริมฝีปากที่ซีดเผือด ใบหน้าเปลี่ยนสีเป็สีน้ำเงิน ไหล่ของเขาสั่นสะท้านราวกับจะล้มลงไปได้ทุกเมื่อ
“และคนที่นายเพิ่งจะเตะไป ก็คือทหารในหน่วยรบพิเศษของเขตทหารเยียนจิง รับราชการมานาน 8 ปี สร้างผลงานมาแล้วมากมาย อยู่ในยศร้อยโท”
ลู่จวินพ่นควันบุหรี่ออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาเอ่ยถามออกมาว่า “รู้ไหมว่าผลของการทำร้ายร่างกายเ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติงานคืออะไร?”
ตู้ฮ่าวกล่าวเสียงเบา “ผมไม่รู้ว่าเขาเป็ทหาร..........”
“ตอนนี้นายรู้แล้ว” ลู่จวินหันไปมองตู้ฮ่าว “นายทำร้ายร่างกายเ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังพูดจาดูิ่และข่มขู่เขา นายรู้ไหม? ถ้าหมอนั่น้า นายจะต้องถูกส่งตัวไปสอบสวนที่กองทัพก่อนรุ่งสาง”
ตู้ฮ่าวหวาดกลัวมาก ขาของเขาพลันอ่อนแรง พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ถูกส่งตัวไปสอบสวนที่กองทัพ? แม้แต่โรงพัก เขาก็ยังไม่เคยไปด้วยซ้ำ แล้วเขาจะอดทนต่อเื่แบบนี้ได้ยังไง?
“พวกเรามาที่นี่เพื่อมากินข้าวและพักผ่อนกัน นายดันมาหาเื่ทำไม? คิดว่าตัวเองเก่งนักเหรอ? มีอิทธิพลมากนักใช่ไหม? อยากทำอะไรก็ทำได้ตามใจเลยสินะ?”
ลู่จวินขยี้มวนบุหรี่ ก่อนที่จะยกขาขวาขึ้น งอเข่า และกระแทกเข้าใส่ท้องน้อยของตู้ฮ่าวอย่างรุนแรง
“อั่ก......”
ตู้ฮ่าวขดตัวเหมือนกุ้งแห้ง และอ้าปากพ่นของเหลวรสเปรี้ยวออกมา ใบหน้าของเขาขึ้นสีแดงก่ำ มีน้ำตาไหลซึม
“ลุกขึ้นมา!”
ลู่จวินคว้าไหล่ของตู้ฮ่าวขึ้นมา ริมฝีปากบางของเขายกขึ้นเล็กน้อย
ตู้ฮ่าวฝืนทนต่อความเ็ปบริเวณท้องน้อย เส้นเืสีเขียวพลันปูดนูนขึ้นมา เขาพยายามยืนตัวตรง เสื้อเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ผมผิดไปแล้ว........”
ในที่สุดลู่จวินก็ปล่อยมือจากไหล่ของตู้ฮ่าว จากนั้นโบกมือ ส่งสัญญาณให้เหล่าพี่น้องเก็บปืน แล้วกล่าวอย่างไม่แยแสว่า
“บอกให้พวกเขากลับไปซะ ฉันเกรงว่าเหล่าพี่น้องของฉันจะทำปืนลั่น ยิงคนตายไปโดยเปล่าประโยชน์”
ตู้ฮ่าวพยายามฝืนทนต่อความเ็ปอันรุนแรง และสั่งให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กำลังหวาดกลัวออกไปจากโซนร้านอาหาร จากนั้นหันมาพูดกับลู่จวินว่า
“พี่ชาย ผมผิดเองที่รีบร้อนใช้กำลัง โปรดอภัยให้ผมเถอะครับ ค่าอาหารทั้งหมดของพวกคุณในวันนี้ ผมจะเป็คนจ่ายให้ แต่ผมรบกวนให้คุณช่วยคุยกับพี่ชายคนนั้นให้ผมที”
“พวกเราจ่ายค่าอาหารกันเองได้” ลู่จวินเหลือบตามองตู้ฮ่าว จากนั้นเหยียดริมฝีปากบาง “นายตามฉันมานี่”
เมื่อพูดจบ เขาก็เดินตรงไปที่ดาดฟ้าเรือ ซึ่งเป็สถานที่ที่เซียวเจิ้งกำลังทานอาหารอยู่
ตู้ฮ่าวเห็นว่าลู่จวินพาเขาเดินไปที่ดาดฟ้าเรือ ความวิตกกังวลก็เกิดขึ้นในใจอย่างฉับพลัน สีหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยว ซึ่งนี่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเป็ปวด แต่เป็เพราะเขายอมรับความจริงอันโหดร้ายไม่ได้
หลานซินกำลังทานอาหารอยู่ เมื่อเห็นว่าลู่จวินและคนอื่น ๆ กำลังเดินมาทางนี้ เธอก็เริ่มแสดงความกังวลออกมาผ่านทางสีหน้า เธอลุกขึ้นยืนและพูดขึ้นมาทันที
“พวกเรากำลังทานอาหารกันอยู่ โปรดอย่ามารบกวนได้ไหมคะ?”
ลู่จวินที่ได้ยินคำพูดนี้หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน เขามองหลานซินอย่างถี่ถ้วน 2 – 3 ครั้ง จากนั้นเอ่ยถามออกมาด้วยความไม่แน่ใจ
“พี่สะใภ้?”
หลานซินรู้สึกแปลกใจกับคำสรรพนามนี้เหลือเกิน
พี่สะใภ้?
ฉันยังไม่ได้แต่งงาน และยังไม่เคยมีแฟนด้วยซ้ำ ทำไมฉันถึงกลายเป็พี่สะใภ้ของผู้ชายคนนี้ได้?
แต่ในไม่ช้าเธอก็รู้แล้วว่า ทำไมชายหนุ่มที่ทำร้ายตู้ฮ่าวจนหมดสภาพถึงได้เรียกเธอแบบนั้น..........นั่นก็เพราะเซียวเจิ้งที่กำลังนั่งทานอาหารอยู่ฝั่งตรงข้ามของเธอ!
หากเปลี่ยนเป็ผู้ชายคนอื่น หลานซินจะต้องปฏิเสธคำสรรพนามคำนี้อย่างแน่นอน แต่เป็เพราะว่าคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเธอคือเซียวเจิ้ง เมื่อเป็ผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัวก็ควรที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดนี้เสียหน่อย........
แต่เธอไม่ทำ เธอหันไปมองเซียวเจิ้งและกล่าวด้วยความลังเล
“พวกคุณรู้จักกันเหรอคะ?”
“ครับ” เซียวเจิ้งพยักหน้ารับ แล้วคลี่ยิ้มออกมา “เขาคือเพื่อนร่วมรบในกองทัพ”
เพื่อนร่วมรบ?
เขาเคยรับราชการเป็ทหารด้วยเหรอ? ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย...........
“เมื่อกี้นี้หมอนี่เข้ามาหาเื่นายใช่ไหม?” ลู่จวินเอ่ยถามเซียวเจิ้ง แล้วชี้นิ้วไปยังตู้ฮ่าว
“เขาแค่พูดความจริง ไม่ได้มาหาเื่หรอก” เซียวเจิ้งเช็ดคราบน้ำมันบนริมฝีปาก จากนั้นสูบบุหรี่
ลู่จวินพยักหน้า จากนั้นหันหน้าไปมองตู้ฮ่าว แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ขอโทษซะ”
“หา?” ตู้ฮ่าวอ้าปากค้าง “คุณจะให้ผมขอโทษใครนะ?”
“เซียวเจิ้ง” ลู่จวินกล่าวอย่างใจเย็น
“ทำไมผมถึงต้องขอโทษมันด้วย” ตู้ฮ่าวเอ่ยถาม
“ขอโทษเดี๋ยวนี้”
ลู่จวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า และเมินเฉยต่อคำถามนั้น
คำพูดแค่เพียงไม่กี่คำนี้เผยบรรยากาศอันเย็นเยือก น่าสะพรึงกลัวออกมา ราวกับจะกดดันให้ตู้ฮ่าวขาดใจตาย
แต่ว่าตู้ฮ่าวไม่มีวันยอมขอโทษเซียวเจิ้ง!
ทำไมล่ะ?
ทำไมเขาถึงต้องไปขอโทษเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกระจอก ๆ อย่างมันด้วย? หมอนั่นมีคุณสมบัติอะไรที่ทำให้เขาต้องไปขอโทษ?
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาเ็า ไม่แยแสของลู่จวิน ตู้ฮ่าวก็พลันตื่นตระหนก ความเ็ปจะนับว่าเป็อะไรได้? ความภาคภูมิใจที่ถูกทำลายต่างหาก คือความทรมานที่น่าหวาดกลัวมากที่สุด เขารู้ดีว่าถ้าเขาไม่ยอมขอโทษเซียวเจิ้งในวันนี้ ลู่จวินจะไม่มีทางปล่อยเขาไป
เขาควรจะทำยังไงดี?
ยอมขอโทษ หรือว่าจะใช้กำลังเข้าต่อต้าน? หรือว่าเขาควรที่จะเรียกคนมาสู้กับทหารที่มีสถานะไม่ธรรมดาเหล่านี้?
ผลั่ก!
ลู่จวินไม่ให้เวลาเขาคิดอะไรมากนัก และเตะตัดขาตู้ฮ่าวให้คุกเข่าลงไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายตู้ฮ่าวคุกเข่าลงตรงหน้าเซียวเจิ้งทันที เพราะแรงเตะนั้นรุนแรงเกินไป กลายเป็ว่าเขาต้องคุกเข่าให้กับเซียวเจิ้งโดยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ มันช่างน่าอับอายเหลือเกิน
ตู้ฮ่าวโกรธจนแทบจะบ้าคลั่ง!
เขาขอโทษคนใหญ่คนโตในกองทัพได้! แต่เขาจะไม่ยอมขอโทษเซียวเจิ้ง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคุกเข่าคำนับ!
นี่มันอะไรกัน?
เขาพยายามดิ้นรนทำงานหนักมาตลอด 8 ปีเพื่ออะไร?
ไม่ใช่เพราะว่า้าเหยียบหัวเซียวเจิ้งในสักวันเหรอ?
แต่ว่าตอนนี้เขากลับต้องมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเซียวเจิ้งต่อหน้าทุกคน และขอโทษอีกฝ่ายอย่างไม่หลงเหลือศักดิ์ศรี!
ตู้ฮ่าวที่สั่นสะท้านไปทั้งตัว ลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง แต่ว่าเขาไม่กล้าตอบโต้กลับไป แม้แต่เ้าหน้าที่ตำรวจที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้ ก็คงจะไม่กล้าไปต่อต้านการข่มขู่ของหน่วยรบพิเศษที่มีอาวุธปืนติดตัว
“ถ้านายข้องใจก็มาหาฉันที่ศูนย์บัญชาการของเมืองิจูได้ทุกเมื่อ ฉันประจำการอยู่ในศูนย์บัญชาการใหญ่ ชื่อของฉันคือลู่จวิน ลู่ที่มาจากคำว่ากองทัพ จวินที่มาจากคำว่าทหาร”