ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 144 พลิกผันห้วงเวลา สังหารสี่เซียนอมตะ เหล่าจักรพรรดิต่างก้มหัว

            ห้วงมิติและกาลเวลาณ ที่แห่งนั้น

            มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลกำลังจะระเบิดออกร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยร้าว โลหิตเซียนไหลรินออกมาดูน่าเวทนา

            โลหิตเซียนที่พวยพุ่งออกมาแต่ละหยดนั้นแผ่คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวสามารถทะลวงผ่านกฎเกณฑ์แห่งเต๋าได้นับหมื่น ทำลายล้างดวงดาราได้เป็นแผงทั้งทรงพลังและน่าสะพรึงกลัว

            ทว่าบนท้องฟ้าหม้อหลอมปฐมกำเนิดแห่งสรรพสิ่งกำลังลอยคว้างอยู่ มันแผ่ประกายสว่างไสวไม่สิ้นสุดพลังแห่งเต๋าบริสุทธิ์พลุ่งพล่านออกมา

            จากนั้นมันก็ทิ้งแสงแห่งจักรพรรดินับไม่ถ้วนลงมาซึ่งก็คือปราณแห่งสรรพสิ่ง สามารถคุ้มครองสวรรค์และปฐพี ตรึงภูผาและธาราสร้างสมรภูมิรบอันกว้างใหญ่ขึ้นมาได้สำเร็จ

            โลหิตเซียนทั้งหมดรวมถึงแรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวถูกกักขังไว้ในสมรภูมินี้ ทำให้ไม่สามารถทำร้ายโลกภายนอกได้

            มิเช่นนั้นไม่ต้องพูดถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุนเลยแม้แต่แดนสวรรค์ฉางเซิงทั้งหมดก็อาจจะถูกทำลายลงได้

            “กระไรนะ! มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลพ่ายแพ้แล้วรึ”

            “มันเร็วจนเกินไปแล้วนั่นคือเซียนอมตะเชียวนะ เซียน...เซียนผู้ไร้เทียมทานเลยนะ!”

            “ซู...ท่านผู้นั้นช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนักถึงกับสามารถเอาชนะเซียนอมตะได้!”

            ภายนอกนั้นเหล่าผู้ฝึกตนต่างพากันตกตะลึง

            ผู้แข็งแกร่งในยุคโบราณจำนวนมากต่างพากันร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อภายในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            ศรัทธาในใจของพวกเขาราวกับจะแตกสลาย

            นั่นคือเซียนแท้เชียวนะ!

            ดินแดนแห่งเซียนที่พวกเขาปรารถนาทั้งชีวิตสามารถมีชีวิตอมตะ หลุดพ้นจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาเป็นเซียนแท้ผู้เป็นอิสระในสวรรค์และโลก!

            ทว่าผลสุดท้ายกลับถูกซูฉางเซิงกำราบเช่นนั้นรึ

            มันเหมือนกับฝันไป

            “...”

            อีกด้านหนึ่งองค์หญิงเก้าก็เหม่อมองภาพตรงหน้าเช่นกัน นางอ้าปากเล็กน้อยอย่างตกตะลึง

            ถึงแม้ซูฉางเซิงจะน่าเหลือเชื่อก่อนหน้านี้ก็สามารถบดขยี้มหาจักรพรรดิด้วยมือข้างเดียวในเมืองหลวงได้

            แต่ภาพตรงหน้าก็ยังดูน่าเหลือเชื่อเกินไป

            นี่คือเซียนแท้ตำแหน่งของเซียนนั้น ไม่สามารถเทียบได้กับจักรพรรดิเลย

            “ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนักไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาสามารถเทียบได้กับจักรพรรดิสวรรค์แล้วหรืออาจจะเทียบได้กับจักรพรรดิสวรรค์ในยุคโบราณได้เลย!”

            ในแดนสวรรค์หงส์เพลิงบริสุทธิ์จักรพรรดิของเผ่าหงส์เพลิงบริสุทธิ์ก็กำลังจับตาดูอยู่โดยมีแสงเซียนสีแดงห่อหุ้มอยู่ทั่วร่าง เขาทอดถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

            ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม

            โดยรอบเหล่าผู้สูงสุดและจักรพรรดิของเผ่าหงส์เพลิงบริสุทธิ์ต่างเงียบงันภายในใจสั่นสะเทือน

            เทียบได้กับจักรพรรดิสวรรค์ในยุคโบราณรึ

            นี่หมายความว่าบรรพบุรุษเซียนอมตะของเผ่าพวกเขาไม่สามารถเทียบได้กับซูฉางเซิงแล้วรึ

            คาดว่าจะมีเพียงบรรพบุรุษโบราณที่กำลังจะกลายร่างเป็นเซียนอมตะหงส์เพลิงเท่านั้นถึงจะเหนือกว่าได้

            “มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลพ่ายแพ้แล้ว!”

            “เด็กหนุ่มในระดับสูงสุดกลับสามารถเอาชนะเซียนอมตะได้รึ!”

            “นี่มันช่างเป็นเรื่องราวระดับตำนาน!”

            ในดินแดนอันห่างไกลเหล่าจักรพรรดิต่างตกตะลึง รวมถึงเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิแห่งราชสำนักอมตะต่างก็ไม่อาจเชื่อสายตาตนเองได้ ทั้งตกตะลึงเมื่อเห็นภาพนั้น

            “อ๊าก!”

            ท่ามกลางนั้นมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลกรีดร้องอย่างโหยหวน ภายในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวร่างกายเซียนอมตะของเขาถูกซูฉางเซิงโจมตีจนแตกละเอียด ราวกับจะสลายไป

            มันทำให้เขากลัวและหวาดหวั่นอย่างมาก

            ควรทราบว่าเขาเป็นถึงเซียนแท้!

            เซียนผู้มีชีวิตอมตะควรที่จะยืนอยู่จุดสูงสุดและมองลงมายังเหล่าผู้ฝึกตนแห่งโลกมนุษย์

            แต่ผลสุดท้ายเขากลับถูกผู้ฝึกตนระดับสูงสุดบีบให้จนมุมรู้สึกถึงภัยคุกคามถึงชีวิต ราวกับจะถูกสังหาร

            “หยุด!”

            “เจ้าเด็กน้อยยังคิดที่จะกวนน้ำให้ขุ่นอีกรึ!”

            “ฆ่า!”

            เซียนแท้ที่เหลืออีกสามคนคำรามก้อง

            ตูม! ตูม! ตูม!

            พวกเขารีบลงมือโจมตีใส่ซูฉางเซิงอย่างต่อเนื่องการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้น ทำให้ห้วงมิติและกาลเวลาพังทลายลงเพื่อช่วยเหลือมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหล

            หากเซียนแท้ต้องมาจบชีวิตลงถูกผู้ฝึกตนแห่งโลกมนุษย์สังหาร มันเป็นเรื่องที่ไม่อาจจินตนาการได้

            พวกเขาจะไม่ยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด

            ยิ่งไปกว่านั้นหากมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลถูกสังหาร พวกเขาทั้งสามคนที่ร่วมมือกันก็ใช่ว่าจะสามารถสังหารซูฉางเซิงได้ อาจเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายจะหลบหนีไป

            ในขณะนี้เองพวกเขาก็เริ่มสำนึกผิดขึ้นมาบ้างแล้วเล็กน้อย

            ผู้ฝึกตนในระดับสูงสุดกลับสามารถเอาชนะเซียนอมตะได้อย่างยิ่งยวดเช่นนี้ที่มาของอีกฝ่ายนั้นไม่อาจจินตนาการได้

            อาจจะไม่ใช่การกลับชาติมาเกิดของราชันเซียนอมตะที่แท้จริงทั่วไป

            พวกเขากลับหลงผิดไปขัดแย้งกับอีกฝ่ายนี่มันเหมือนกับรนหาที่ตาย

            อย่างไรก็ตามเมื่อถึงตอนนี้พวกเขาสำนึกผิดก็ไม่มีประโยชน์ ทำได้เพียงเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

            ตูม!

            เซียนอมตะทั้งสามร่วมมือกันพลังของพวกเขาไม่อาจจินตนาการได้ น่ากลัวกว่ามหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลมาก

            ณที่แห่งนี้ แสงเซียนปั่นป่วน กฎเกณฑ์อันไร้ขอบเขตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแรงกระแทกที่เกิดขึ้นนั้นก่อให้เกิดและทำลายล้างโลกอย่างต่อเนื่องภาพที่ปรากฏนั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง

            “หึ!”

            ซูฉางเซิงแค่นเสียงออกมาอย่างเย็นชาเขามิได้หวาดหวั่น ร่างกายเปล่งประกายแสงร่างกายอมตะสามารถต้านทานการโจมตีของเซียนทั้งหลายได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

            อันที่จริงตอนแรกที่เขาต่อสู้กับมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลนั้น เขาไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดใช้พลังในตอนที่เป็นผู้แข็งแกร่ง ไม่ใช่พลังในปัจจุบันด้วยซ้ำ

            ที่ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อประเมินพลังต่อสู้ของตนเองเท่านั้น

            และตอนนี้เขาก็ได้รับการยืนยันแล้ว

            ก่อนที่จะฝ่าทะลวงสู่ระดับมหาจักรพรรดิเขาก็มีพลังต่อสู้ที่จะปราบเซียนอมตะได้แล้ว อีกทั้งยังมีพลังแปลงตนพลังกระบี่เซียนอมตะต้าหลัว เขามีคุณสมบัติพอที่จะสังหารเซียนอมตะหลายคนได้

            ตูม!

            ซูฉางเซิงกดมือลงพลังยุทธภพแห่งความโกลาหลส่องสว่าง พลังราวกับการเปิดฟ้าเปิดปฐพีบดขยี้มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลจนแตกสลายไปในพริบตาไม่ว่าเขาจะดิ้นรนเพียงใดก็ไร้ผล

            เพราะในครั้งนี้ซูฉางเซิงได้ใช้พลังที่แท้จริงซึ่งเทียบได้กับราชันเซียนอมตะแล้ว มันห่างไกลกับพลังของเซียนแท้นัก

            “เจ้า...”

            มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลร้องออกมาอย่างหวาดกลัวเขายังอยากจะพูดกระไรบางอย่าง ทว่าฝ่ามือก็กดลงมา บดขยี้ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณสังหารเซียนผู้เป็นอมตะ

            หึ่ง!

            จากนั้นจิตวิญญาณแท้จริงก็พุ่งออกมาด้วยความหวาดกลัว มีความเร็วสูงมาก และต้องการจะหลบหนี

            นี่คือจิตวิญญาณอันแท้จริง

            มีเพียงการบรรลุถึงระดับเซียนอมตะเท่านั้นที่จะสามารถหล่อหลอมได้ต่อให้จิตวิญญาณและร่างกายถูกสังหารไปแล้วตราบใดที่จิตวิญญาณแท้จริงยังหลบหนีไปได้ก็จะสามารถกลับมาเกิดใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

            และจิตวิญญาณแท้จริงนั้นยากที่จะจับได้มีความเร็วสูงมาก ไม่สนใจข้อจำกัดหรือค่ายกลใดๆแม้ว่าผู้ที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าก็ใช่ว่าจะสามารถจับได้อย่างง่ายดาย

            เช่นจิตวิญญาณแท้จริงของเซียนอมตะแม้กระทั่งราชันเซียนอมตะก็ยังไม่สามารถปราบปรามได้โดยง่าย

            นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดเซียนแท้จึงถูกเรียกว่ามีชีวิตอมตะ

            เพราะเซียนอมตะฆ่ากันเองได้ยากต่อให้สามารถเอาชนะได้ ก็ยังยากที่จะสังหาร

            แม้แต่เซียนแท้ระดับสุดยอดโดยทั่วไปก็จะไม่ทำให้เซียนแท้ต้องตาย เพราะมันยากที่จะฆ่า

            “แย่แล้วมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลถูกบดขยี้ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายแล้ว!”

            “ผู้ฝึกตนในระดับสูงสุดกลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้มันไม่สมเหตุสมผล พวกเราร่วมมือกันถึงสามคนเชียวนะ!”

            “พลังต่อสู้เช่นนี้ช่างเทียบได้กับเซียนอมตะระดับขั้นสุดยอดแล้วพวกระดับสูงสุดเช่นใดจึงจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ได้!”

            เซียนทั้งสามอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง

            ก่อนหน้านี้พวกเขาโจมตีร่วมกันถึงสามคนต่อให้เป็นเซียนอมตะก็ต้องถูกบดขยี้ทว่าซูฉางเซิงกลับสามารถรับไว้ได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

            ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถบดขยี้ทั้งสังขารและจิตวิญญาณของมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลนั่นเท่ากับว่าเขาได้สังหารไปแล้วครั้งหนึ่ง

            หากเซียนอมตะไม่สามารถหล่อหลอมจิตวิญญาณแท้จริงและยากที่จะสังหารได้ทันที มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลคงจะสิ้นชีพไปแล้ว

            พลังต่อสู้ที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้แทบจะเทียบได้กับเซียนอมตะระดับสุดยอด มันขัดต่อจินตนาการของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

            ระดับสูงสุดแบบใดกันถึงจะมีพลังต่อสู้ได้เช่นนี้

            “ตูม!”

            ขณะที่เซียนแท้ทั้งสามกำลังตกตะลึงซูฉางเซิงก็ลงมืออีกครั้ง ใช้พลังเก้าเคล็ดวิชา

            ด้วยพลังในปัจจุบันของเขาการใช้พลังเก้าเคล็ดนั้น ราวกับจะบิดเบือนกาลเวลา

            ในทันทีแม่น้ำแห่งกาลเวลาปรากฏขึ้นในสวรรค์และโลกา มันไหลเชี่ยวด้วยเสียงคำรามฟองคลื่นปั่นป่วน พลังแห่งกาลเวลาครอบคลุมทั่วบริเวณนี้

            ในพริบตาห้วงเวลาพลิกผัน

            จิตวิญญาณแท้จริงของมหาจักรพรรดิแห่งยุทธภพความโกลาหลที่หลุดพ้นจากขอบเขตของหม้อหลอมปฐมกำเนิดแห่งสรรพสิ่งหลบหนีไปยังสวรรค์และโลกอันไกลโพ้นกลับมายังที่เดิมท่ามกลางสายตาอันหวาดกลัวของผู้คนมากมาย!

            ไม่สิจะบอกว่ากลับมายังที่เดิมก็ไม่ถูก คงต้องบอกว่าห้วงเวลาในบริเวณนั้นถูกบิดเบือนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นมากกว่า

            นี่คือการบิดเบือนห้วงเวลาเป็นวิธีที่น่าเหลือเชื่อ

            “เป็นไปไม่ได้!! ข้าเป็นถึงเซียนอมตะเชียวนะ!”

            ระหว่างนั้นจิตวิญญาณแท้จริงของมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลคำรามออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาภายในใจเต็มไปด้วยความไม่ยอมและตกตะลึง

            การบิดเบือนห้วงเวลาเขาก็สามารถทำได้เช่นกัน

            หรือจะบอกว่าเมื่อถึงระดับมหาจักรพรรดิก็สามารถใช้พลังอันแข็งแกร่งบิดเบือนห้วงเวลาในบางส่วนได้

            ทว่าก็มีข้อจำกัด

            หากในบริเวณนั้นมีผู้แข็งแกร่งยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าใด สิ่งที่ต้องแลกในการบิดเบือนห้วงเวลาก็จะยิ่งมากขึ้น

            หากมีผู้แข็งแกร่งในระดับมหาเซียนหรือกึ่งจักรพรรดิจะเป็นมหาจักรพรรดิก็ยังยากที่จะบิดเบือนห้วงเวลาเป็นวงกว้างต้องเสียค่าตอบแทนอย่างมาก

            ยิ่งไปกว่านั้นเขาเป็นถึงเซียนอมตะขนานแท้ สถานที่แห่งนี้ก็ยังมีเซียนอีกสามคน

            การบิดเบือนห้วงเวลาในบริเวณที่เซียนอมตะทั้งสี่อยู่แม้กระทั่งราชันเซียนอมตะก็คงทำได้เพียงเท่านี้กระมัง

            “บิดเบือนห้วงเวลานี่มันเป็นวิชาต้องห้าม!”

            “ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!”

            “บรรพบุรุษในยุคโบราณสามารถทำได้หรือไม่”

            ในแต่ละสวรรค์เหล่าผู้แข็งแกร่งมากมายต่างตกตะลึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าจักรพรรดิแห่งเผ่าหงส์เพลิงบริสุทธิ์แม้กระทั่งเหล่าบรรพบุรุษเซียนอมตะที่แอบดูอยู่ก็ยังตกตะลึงไป

            พลังเช่นนี้พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้

            มันช่างน่าเหลือเชื่อเกินไป

            แม้กระทั่งบรรพบุรุษเซียนของเผ่าหงส์เพลิงบริสุทธิ์ก็เริ่มสงสัยในชีวิตของตนเองแล้ว

            พวกเขายังสงสัยว่าบรรพบุรุษยุคโบราณของเผ่าที่กำลังจะกลายร่างเป็นเซียนอมตะหงส์เพลิงที่มีพลังเทียบเท่ากับราชันเซียน อมตะล้วนทำสิ่งนี้ไม่ได้

            ตูม!

            ซูฉางเซิงมีสีหน้าสงบเขามิได้สนใจความตกตะลึงและความหวาดกลัวของมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหล บีบมือลงไปจับกุมเขาเอาไว้ จากนั้นก็บดขยี้เขาจนแหลกเป็นผุยผง

            เสียงดังสนั่นน่าสะพรึงดังก้องกังวานพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลสิ้นชีพไปอย่างสมบูรณ์ถูกซูฉางเซิงสังหาร

            ภายนอกปรากฏการณ์ต่างๆ มากมายผุดขึ้น พร้อมกับเสียงร่ำไห้ของสวรรค์และปฐพีปรากฏการณ์การสิ้นชีพของเซียนอมตะแผ่ไปทั่วแดนสวรรค์ฉางเซิง

            สรรพสิ่งต่างสั่นสะท้าน

            แม้แต่มหาจักรพรรดิก็ยังอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น

            นับตั้งแต่ยุคโบราณมาเนิ่นนานนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นเซียนอมตะสิ้นชีพ

            แถมยังตายด้วยน้ำมือของผู้ฝึกตนในระดับสูงสุด

            ภาพนี้มันช่างเกินจริงและเหลือเชื่อเกินไปทุกคนต่างไม่อาจจินตนาการได้

            “มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลสิ้นชีพแล้วรึ”

            “เจ้ากล้าดีอย่างไร!”

            “แย่แล้ว...”

            เมื่อเห็นมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลสิ้นชีพเหล่าเซียนต่างก็ตะลึง พวกเขาตะลึงงันและโกรธเกรี้ยว ทว่าไม่นานความหวาดกลัวอย่างรุนแรงก็ผุดขึ้นมาในใจ

            ทันใดนั้นซูฉางเซิงก็มองไปยังพวกเขา ดวงตาไร้ความยินดีและโศกเศร้า มีเพียงความเฉยเมย

            แต่ดวงตาคู่นั้นกลับทำให้เซียนอมตะทั้งสามอดไม่ได้ที่จะขยาดและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

            ผู้ฝึกตนระดับสูงสุดที่น่าสะพรึงกลัวที่สามารถสังหารเซียนแท้ได้ ไม่เพียงแต่ขัดต่อจินตนาการของพวกเขาแต่ยังทำให้พวกเขาสูญเสียความหยิ่งผยองของเซียนไปอีกด้วย

            พวกเขาจึงได้เข้าใจว่าถึงจะเป็นเซียนแท้ก็ไม่ได้ไร้เทียมทานและเป็นอมตะอย่างแท้จริงแต่ก็ยังสามารถสิ้นชีพได้

            “สหาย...สหายเต๋าพอจะคลี่คลายความแค้นได้หรือไม่”

            เซียนตนหนึ่งฝืนยิ้มออกมาอย่างน่าเกลียดเขาพูดอย่างกระอักกระอ่วน ต้องการที่จะคลี่คลายความแค้น

            “ในเมื่อพวกท่านต่างก็มากับมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลแล้วไยไม่ไปร่วมทางกันเล่า!”

            ซูฉางเซิงกล่าวเขาเผยรอยยิ้มออกมา มันดูสดใสทว่ากลับทำให้เซียนทั้งสามรู้สึกราวกับตกลงไปในขุมนรก

            “สู้กับเขา!”

            “พวกเราก็เป็นเซียนหากพวกเราร่วมมือกัน ไม่เชื่อว่าเขาจะสังหารพวกเราได้ทั้งหมด!”

            “ใช่ข้าไม่เชื่อว่าผู้ฝึกตนระดับสูงสุดจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เจ้าคงจะใช้พลังไปหมดแล้ว ฆ่ามัน!”

            แต่ในไม่ช้าภายใต้ภัยคุกคามแห่งความตาย เซียนทั้งสามก็คำรามออกมาอย่างดุดันต้องการที่จะต่อสู้กับซูฉางเซิงอย่างถึงที่สุด

            พวกเขาไม่เชื่อว่าเซียนแท้สามคนร่วมมือกันจะไม่สามารถสู้กับซูฉางเซิงได้

            พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้ฝึกตนระดับสูงสุดที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ได้

            “ดี!”

            เมื่อเห็นเช่นนี้ซูฉางเซิงกลับไม่โกรธ เขาหัวเราะออกมา รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความยินดี

            การที่เซียนทั้งสามร่วมมือกันถึงจะไม่ทำให้เขาต้องใช้พลังทั้งหมดแต่ก็สามารถทำให้เขาได้ปลดปล่อยและขยับร่างกายได้บ้าง

            อันที่จริงนับตั้งแต่เขาได้รับระบบมา พลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลาเขาไม่ได้ต่อสู้เต็มกำลังมานานแล้ว

            วันนี้ได้เซียนสามคนมาสู้กับเขาก็ถือว่าเป็นการปลดปล่อยความอัดอั้นได้บ้าง

            ตูม!

            ในไม่ช้าการต่อสู้ก็ปะทุขึ้น ซูฉางเซิงต่อสู้กับเซียนทั้งสามด้วยตัวคนเดียว

            แรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวมากมายปะทุออกมาทั่วบริเวณเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งเซียน แสงเซียนที่หล่อหลอมขึ้นมานั้นแต่ละเส้นล้วนน่ากลัวอย่างยิ่ง ไม่สามารถเทียบได้กับจักรพรรดิ

            ภาพที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นทำให้มหาจักรพรรดิขนลุก หากพวกเขาเข้าไป มีหวังว่าจะต้องถูกสังหารในทันทีและถูกโจมตีจนแตกสลาย

            นี่คือผู้แข็งแกร่งในระดับเซียน!

            ตูม! ตูม! ตูม!

            ท้องฟ้าและผืนดินณ ที่แห่งนั้น แสงเซียนปั่นป่วน ความโกลาหลไหลบ่า จักรวาลมากมายถูกสร้างและทำลายเกิดขึ้นจากแรงกระแทกที่ซูฉางเซิงและเซียนทั้งหลายปะทะกัน

            นี่คือพลังของเซียนอมตะ

            เพียงโจมตีครั้งเดียวก็สามารถสร้างและทำลายจักรวาลได้

            หากอยู่ในความโกลาหลพวกเขาสามารถสร้างโลกขึ้นมาได้ในครั้งเดียว สร้างจักรวาลขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์แบบสร้างสิ่งมีชีวิตมากมาย สร้างสิ่งที่เรียกว่าวิถีแห่งสวรรค์และภัยพิบัติของสรรพสิ่ง

            เพียงแต่ที่นี่พลังและแรงกระแทกทั้งหมดถูกหม้อหลอมปฐมกำเนิดแห่งสรรพสิ่งปิดกั้นไว้

            ฉ่าง!

            ด้วยเสียงปะทะอันน่าสะพรึงกลัวซูฉางเซิงโจมตีด้วยฝ่ามือ ตบระฆังเซียนให้กระเด็นไปร่างกายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในอากาศเต็มไปด้วยรอยร้าวอันน่าสะพรึงกลัวราวกับจะระเบิดออก

            ตูม! ตูม! ตูม!

            ห้วงมิติสั่นสะเทือนหอคอยเซียนอีกองค์กดลงมา พลังกฎเกณฑ์แห่งเซียนอันไร้ขอบเขตไหลบ่าสามารถบดขยี้จักรวาล ทำลายล้างสรรพสิ่งและสร้างความวุ่นวายให้แก่สวรรค์ถึงปฐพี

            นอกจากนี้ยังมีทวนสวรรค์อีกอันที่ฟาดลงมา พร้อมด้วยแสงเซียนที่ทำลายล้างจักรวาลพยายามสังหารซูฉางเซิง

            การร่วมมือของเซียนแท้ทั้งสามนั้นทำให้เกิดแรงกดดันมากกว่าเซียนเพียงคนเดียวมาก

            ยิ่งไปกว่านั้นซูฉางเซิงยังอยู่ในสภาพมือเปล่า ไม่ได้ใช้ศาสตราวุธเซียนใดๆ เลย

            ภาพที่ปรากฏ

            ในสายตาของคนนอกมันช่างอันตรายถึงขีดสุด เพียงประมาทเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะถูกสังหารได้

            “แย่แล้วดูเหมือนว่าซูฉางเซิงจะเสียท่า!”

            ในเผ่าหงส์เพลิงบริสุทธิ์เซียนผู้หนึ่งกล่าวออกมาอย่างไม่รู้ตัวสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยและเริ่มกังวล

            เหตุผลที่พวกเขาใส่ใจซูฉางเซิงก็เพราะองค์หญิงและจักรพรรดินีของเผ่าหงส์เพลิงบริสุทธิ์ได้แต่งงานกับซูฉางเซิงแล้ว

            ซูฉางเซิงได้กลายเป็นลูกเขยของเผ่าหงส์เพลิงบริสุทธิ์ไปแล้วเป็นคนของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงกังวล

            “ไม่ต้องกังวลพลังของซูฉางเซิงแข็งแกร่งกว่าที่เจ้าคิดไว้มาก”

            เซียนอมตะอีกผู้หนึ่งกล่าวออกมาพลังของเขานั้นแข็งแกร่งมาก น่ากลัวกว่าเซียนทั่วไป

            “แข็งแกร่งกว่ามากรึ”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนต่างก็ตกตะลึง

            ตูม!

            ขณะที่พวกเขากำลังตกตะลึงในสมรภูมิรบ ซูฉางเซิงก็ลงมือโจมตี เขาปล่อยหมัดออกไปพลังเซียนยุทธภพแห่งความโกลาหลท่วมท้น หมัดเดียวก็ทำให้หอคอยเซียนสั่นสะเทือนแตกสลายและระเบิดออกในห้วงอากาศ

            จากนั้นเขาก็ยกมืออีกข้างขึ้นมา ฝ่ามือกดลงมาดุจดั่งกระบี่สวรรค์ที่ไร้ความปรานีเสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วทุกสารทิศ ทวนสวรรค์ที่ฟาดลงมาก็ถูกทำลาย

            ศาสตราวุธเซียนทั้งสองถูกทำลายอย่างรวดเร็วเซียนทั้งสองก็เหมือนถูกฟ้าผ่า โลหิตเซียนกระอักออกมา ร่างกายราวกับจะระเบิดออก

            “เป็นไปได้อย่างไร!”

            เซียนแท้ทั้งสามอดไม่ได้ที่จะตกใจกลัว

            พลังของซูฉางเซิงนั้นน่าเหลือเชื่อเกินไปพวกเขาไม่สงสัยเลยว่าซูฉางเซิงสามารถเทียบได้กับราชันเซียนอมตะ

            ตูม!

            การต่อสู้ดำเนินต่อไปอย่างไรก็ตามแม้ไม่มีศาสตราวุธเซียน พลังต่อสู้ของเซียนทั้งสามก็ลดลงไปมากไม่ว่าจะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามและเคล็ดลับเซียนต่างๆ ก็ไม่อาจต้านทานได้

            ไม่อาจหยุดยั้งผลลัพธ์ของการพ่ายแพ้ได้

            ฉึก!

            ซูฉางเซิงกวาดนิ้วออกไปพลังปราณกระบี่อันสว่างไสว ทำให้เซียนผู้หนึ่งต้องขาดกระเด็นหัวของเขาลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมกับโลหิตเซียนที่ร่วงหล่นจิตวิญญาณที่อยู่ภายในก็ถูกปั่นป่วนจนแหลกละเอียด

            จิตวิญญาณแท้จริงของเขาลอยออกมายังไม่ทันที่จะหลบหนี มือของซูฉางเซิงก็กดลงมาและบดขยี้มัน

            เซียนที่เหลืออีกสองตนตกใจกลัวพวกเขาต้องการจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ซูฉางเซิงโจมตีกลับสองครั้งติดกันทำให้ร่างกายของพวกเขาร้าวระแหงไปทั่วราวกับเครื่องเคลือบดินเผาที่สวยงามกำลังจะแตก

            จากนั้นด้วยเสียงดังสนั่นเซียนทั้งสองก็ระเบิดออก ร่างกายเซียนแตกเป็นเสี่ยงๆ !

            ตูม!

            ฝ่ามือยุทธภพแห่งความโกลาหลกดลงมาบดขยี้เซียนทั้งสองจนแหลกเป็นผุยผง

            ตูม!

            อย่างไรก็ตามหลังจากสังหารเซียนไปสี่คน ซูฉางเซิงก็ยังไม่ได้หยุด มือใหญ่ของเขากวาดออกไปพลังเพลิงเซียนยุทธภพแห่งความโกลาหลอันน่าสะพรึงกลัวก็ไหลบ่า เผาผลาญทั่วบริเวณนี้

            ในไม่ช้าโลหิตบริสุทธิ์กฎเกณฑ์แห่งเซียนที่หลงเหลือจากการสิ้นชีพของเซียนอมตะทั้งสี่ก็ถูกหลอมและกลั่นรวมกันจนกลายเป็นโลหิตบริสุทธิ์แห่งเซียนที่ทรงพลังอย่างยิ่งหลายขวด

            นี่คือโลหิตของเซียนผู้แข็งแกร่งภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังของเซียนและชิ้นส่วนของกฎเกณฑ์

            สำหรับผู้ฝึกตนแล้วมันเป็นโอกาสที่น่าเหลือเชื่อ ยิ่งกว่ามรดกตกทอดของจักรพรรดิเสียอีก

            โลหิตเซียนหลายขวดนี้หากสามารถหลอมรวมและดูดซับเพื่อเพิ่มพลังได้ก็เพียงพอที่จะสร้างเซียนกึ่งอมตะขึ้นมาได้!

            ณที่แห่งนี้ เซียนอมตะทั้งสี่ได้สิ้นชีพด้วยน้ำมือของซูฉางเซิงการต่อสู้ครั้งนี้ได้จบลงแล้ว

            บนท้องฟ้าซูฉางเซิงยืนตระหง่านอยู่ ราวกับราชันเซียนอมตะ ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนรวมถึงจักรพรรดิหลายคนต้องก้มหัวลงด้วยความเคารพ