“คุณแทมมี่คะลุกขึ้นมาทานข้าวสักหน่อยเถอะค่ะ จะได้ทานยา”
แม่บ้านปลุกหญิงสาวบนเตียง
เมื่อเช้าหลังจากเธอออกไปจากห้องได้สักพักใหญ่ๆ ก็ถูกนายท่านเรียกให้ขึ้นมาบนห้องที่กักขังหญิงสาวผู้นั้นเอาไว้เธอถึงกลับอุทานในใจเมื่อเห็นร่างบอบบางนอนสลบอยู่บนเตียงยังไม่ทันที่เธอจะหายใกับภาพเบื้องหน้า นายท่านก็สั่งด้วยเสียงเ็าขึ้นมาว่า- ดูแลด้วย อย่าให้ตายให้บ้านนี้ -
ทิชารู้สึกตัวแล้วร่างกายของเธอปวดระบมไปหมดจนเธอไม่อยากขยับ ไม่อยากพูด หรือรับรู้อะไรทั้งนั้น
“คุณลุกไหวไหม”
แม่บ้านประคองหญิงสาวขึ้นมาเพื่อที่จะให้เธอได้ทานอะไรบ้าง เพราะั้แ่เมื่อวาน จนถึงเที่ยงของวันนี้เธอยังไม่ได้รับประทานอะไรเลย ขืนปล่อยไว้แบบนี้หญิงสาวได้ตายที่นี่แน่ ๆ
“อื้อ...”
ทิชาครางออกมาคำหนึ่งขยับตัวเมื่อใดก็รู้สึกเจ็บแปลบที่บริเวณนั้น หัวเธอก็ปวดตุบ ๆ จนแทบจะะเิ
เธอจำได้ว่าั้แ่เล็กจนโตไม่เคยด่าทอพ่อแม่ไม่เคยรังแกใคร หรือทุบตีสัตว์เลี้ยงเธอมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเพื่อที่จะได้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดแต่ทำไมเธอจะต้องมาถูกผู้ชายอำมหิตคนนี้จับตัวมาทรมานแบบนี้ เธอไม่เข้าใจจริง ๆ
ทิชาอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจจนเธอไม่อาจจะทนได้อีกต่อไปแล้ว น้ำตาของเธอไหลทะลักออกมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้
“คุณคะคุณเป็อะไรคะ อย่าร้องนะคะ อย่าร้อง”
แม่บ้านเห็นเธอร้องไห้โฮออกมาเช่นนั้นก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก รีบหยิบกระดาษทิชชูส่งให้หญิงสาวเช็ดน้ำตา จากนั้นก็ดึงรถเข็นที่มีอาหารร้อนๆ มาอยู่ที่ข้างเตียง
“กินข้าวสักหน่อยนะคะจะได้รู้สึกดีขึ้น ยาแก้ไข้และน้ำเปล่าวางอยู่ตรงนี้นะคะ”
แม่บ้านผายมือไปที่หัวเตียงหญิงสาวไม่เอ่ยอะไรออกมา เอาแต่ร้องไห้ เธอเองก็จนปัญญาที่จะปลอบและช่วยอะไรเธอไม่ได้ จึงออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ
ทิชามองไปรอบๆ ห้องอย่างสิ้นหวัง เธอถูกขังอยู่ในนี้ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน รู้สึกหดหู่อย่างถึงที่สุดถูกเขาทรมานให้เหมือนตายทั้งเป็
เมื่อความคิดวูบหนึ่งแล่นขึ้นมาในหัวเธอจึงหันไปคว้าแก้วน้ำมาถือไว้ในมือ ดวงตาของเธอแดงก่ำ เพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักเธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยว่า
“ในเมื่อหนีไปไม่ได้......ก็สู้ตายเสียแต่ตอนนี้ไม่ดีกว่ารึ....”
..........................................................................