"เจ้าคีรีเกลอข้า…ป่วยไข้อันใดฤา ศรีหน้าค่าตาถึงได้สลดเยี่ยงนั้น" เจ้าหาญกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังกังวานแลทรงพลัง ราวกับเสียงฟ้าร้องที่นุ่มนวล "ข้าบ่ได้มาร้ายดอกเกลอเอ๋ย หากพวกเจ้าภูซาง หลีกทางให้ทัพของข้าผ่านทางไปยังเวียงทุ่งหลวง ความเจริญอันเวียงภูซางจักได้รับนั้น มากมายกว่าการเป็นแค่เพียงเมืองหน้าด่านแก่ทุ่งหลวง เรื่องนี้พระบิดาของเจ้า น่าจะรู้ดี มิจำเป็นต้องให้ข้าแถลงไขจนมากความ"
พ่อเมืองภูซาง เจ้าคีรีแลเหล่าขุนนางบนยอดป้อมปราการ ต่างก้มหน้าลงต่ำ ยามนี้มิมีผู้ใดกล้าเงยหน้าสบตาต่อบุรุษที่พวกตนเคยมองข้าม ไอ้หาญคนเดิมที่พวกเขาเคยรู้จักได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงยอดขุนศึกผู้ที่จะสั่นคลอนแผ่นดินทุ่งหลวงให้สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งปฐพี!
“กูยอม…กูท้าวเวียงภูซาง ขอยอมจำนนต่อกองทัพจากสุวรรณโคมคำ เปิดประตูเวียง…”
เสียงออกโอษฐ์ของเจ้าเมืองหน้าด่านแห่งเวียงทุ่งหลวง ดั่งสะท้อนไปทั่วทั้งประตูกำแพงเวียง พร้อมกับเสียงถอนหายใจโล่งอกของชาวประชา ด้วยทุกคนรู้ดีว่า การปะทะต่อสู้หาใช่ทางออกทีดีกับเมืองที่ไม่เคยฝึกปรือฝีมือเชิงรบ ดันทุรังต้านทัพใหญ่ มีแต่จะเสียเปรียบจนแม้แต่ชีวิตตนเอง ก็อาจรักษาไว้ไม่ได้
เจ้าโยนยางคำออกความเห็นให้เจ้าเวียงภูซางบุตรชายแลขุนศึกนักรบ ติดตามทัพสุวรรณโคมคำไปบุกตีเอาเวียงทุ่งหลวงพร้อมกัน ไม่ควรละไว้ในบ้านเมือง ให้มาแว้งกัดในภายหลัง ซึ่งนั่นก็เป็นความคิดที่ดี
เจ้าคีรีจากเดิมที่เป็นคนพูดมากปากสว่าง มาถึงยามนี้กลับหุบปากเงียบสนิท แม้แต่หน้าตาของเจ้าหาญ ก็ยังมิกล้าสบตามอง
“เหตุใดเอาแต่หลบหน้ากู เคืองกูฤา”
“มึงลวงกูแลพ่อท่าน ให้กูดีใจเช่นนั้นฤาไอ้หาญ”
“หากยามนั้นกูบอกความจริง ว่ากูคือราชบุตรเวียงสรวง มึงแลกูจักยังเป็นเกลอกันเช่นนี้หรือไม่ กูปลอมเป็นเพียงคนป่าคนดอย ด้วยอยากลงประลองกว่าง มิได้คิดมีเจตนาเป็นอื่น แลที่กูต้องยกทัพมาครานี้ ก็ด้วยแม่กูเป็นเหตุ คิดส่งพี่นางกูมาเจริญไมตรีต่อขุนหลวงชราเวียงมึง แต่มันผิดที่ผิดเวลา เมื่อพี่นางของกู คือแม่ญิงที่เจ้ามหาชีวิตขุนหลวงอินทร์ถวายทรงหมายตาไว้ กูเองก็เลือกมิได้ บ้านเมืองกูผิดต่อเขา กูไม่ทำเช่นนี้ก็โดนกุดหัวเสียประลัย”
“มึงเลยอาสามาเหยียบเมืองกู ข้าวแดงแกงร้อนเรือนกูมิได้มีบุญคุณต่อมึงเลยฤาไอ้หาญ”
“มีสิว่ะ หากไม่มีกูคงปล่อยพี่ท่านทั้งสาม บุกบ้านเมืองมึงพินาศไปแล้ว นี่เพราะกูออกหน้าดอกหนา ว่ามีมึงเป็นสหาย การเจรจาจึงเกิดขึ้น ภูซางเป็นเกลอกับสุวรรณโคมคำ ดีกว่ามีพระญาติโง่เขลาเยี่ยงทุ่งหลวง พ่อท่านภูซางนิยมทำการค้า เมล็ดข้าวเมืองมึง เต็มเม็ดเต็มหน่วยกินลำกินม่วน ส่งไปลงเรือค้าขายขึ้นเหนือล่องใต้ มิดีกว่าฤา มึงเขาส่งไปค้าแค่ทุ่งหลวง ได้สักกี่มากน้อยกันฤา ระหว่างเดินทางไปทุ่งหลวง มึงแลพ่อท่านจงตรองดูเถิด ว่าเรื่องที่กูว่านั้น มีน้ำหนักมากพอหรือไม่”
เจ้าหาญจ้องมองใบหน้าสหายด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป เจ้าหาญขุนศึกกับไอ้หาญบ้านป่า มิใช่คนเดียวกัน มีเพียงไม้คอนแลไม้ฝั่นกว่างที่เสียบเหน็บหลังมันอยู่เท่านั้นดอกหนา ที่ยังพอบ่งบอกได้ว่า ไอ้ขุนศึกผู้นี้ก็คือไอ้หาญราชากว่างผู้มีชัยเหนือเวียงทุ่งหลวง แลยามนี้กับกองทัพของมัน ที่เป็นคนมิใช่กว่าง ก็กำลังคว้าชัยเหนือเวียงทุ่งหลวงอีกครา
ท้าวเมืองภูชางมองเจ้าหาญที่เดินจากไปสบทบกับคนของมัน ด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไปจากครั้งแรกเจอ พระองค์เคยตำหนิบุตรชาย เรื่องที่ชอบคบค้าคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้า แลเป็นคนไม่เอาความเอาถ่าน มายามนี้ คนที่ไม่รู้ความผู้นั้น เห็นจักเป็นลูกชายตนมิใช่ใครอื่น
“เรื่องที่เจ้าหาญกล่าวมีความจริงหลายส่วน สุวรรณโคมคำต่างจากทุ่งหลวงมากนัก เมืองนั้นมีพ่อค้าวาณิชต่างถึงแดนไกล มาค้าขายแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหาร พืชสมุนไพรของหายากไม่ว่างเว้นชั่วนาตาปี แต่ดูเมืองเรา…เว้นหน้านาก็ว่างเปล่า ผู้คนไม่ตื่นตัวแลเกียจคร้าน ขุนหลวงพ่อเมืองสุขสบายจนเผลอเรอ มิเคยคิดเตรียมการงานศึก ถึงเวลาแล้ว ที่ทุ่งหลวงต้องเปลี่ยนไป”
“พ่อท่าน…”
“กูคิดของกูดีแล้ว หากกูเป็นเจ้าหลวงดูแลฉัตรคำบัลลังก์ทอง กูก็จักยอมแพ้ เข้ากับสุวรรณโคมคำดีกว่าต้องสู้อยู่เป็นเพียงคนปลูกข้าวกินไปวัน ๆ ไป! พวกมึงสูเขาทั้งหลาย จะมานั่งลอยหน้าอยู่ไย ไปตระเตรียมกำลังพลรบกันเถิด กูพ่อท้าวเมืองภูซาง จักสมทบกับทัพสุวรรณโคมคำ บุกไปยังเวียงทุ่งหลวง พ่อเมืองยามนี้ติดพันสตรีเพศดั่งเดรัจฉาน ทั้งเมืองไร้ซึ่งผู้มีฝีมือปกครองดูแล ในเมื่อบัลลังก์นี้อ่อนแอ ก็สมควรแล้วที่จักยกให้ผู้อื่นที่แข็งแกร่งกว่ารับช่วงเอาไป”
แสงแดดยามบ่ายร้อนแรงแผดเผา เหนือทุ่งกว้างหน้ากำแพงเวียงทุ่งหลวง แต่ดวงอาทิตย์ที่ว่าร้อน ก็ไม่อาจเทียบได้กับความร้อนระอุของศึกสงครามที่กำลังจะอุบัติขึ้น กองทัพใหญ่แห่งสุวรรณโคมคำ บัดนี้ได้ผนึกกำลังร่วมกับพลรบเวียงภูซางที่ยอมจำนน แลยังมีหัวเมืองอื่นที่รู้ข่าว พากันมาสมทบเป็นจำนวนมาก การปิดล้อมเอาเวียงหลวงอันเป็นเมืองแห่งเกษตรกรรมจึงแลดูมืดฟ้ามัวดิน
เสียงแตรเขาสัตว์ผสมกลองมโหรทึก ดั่งการบอกกล่าวฟ้า แลกลองสะบัดชัยตามมาดั่งการปลุกขวัญทหารกล้า ให้พร้อมรบ สอดผสานดังกังวานผสมเสียงสวดมนตราของพลทหารก่อนรบ ธงทิวสีแดงชาดลายทองอันเป็นสัญลักษณ์ของสุวรรณโคมคำสะบัดพลิ้วท่ามกลางฝุ่นละอองที่ตลบอบอวล ช้างศึกนับร้อยเชือกยืนเรียงรายดั่งปราการเคลื่อนที่ แววตาของขุนศึกนักรบผู้โชกโชนฉายแววเหี้ยมเกรียม ร่วมกับทัพภูซางที่เดินตามหลังมาสมทบ ทำให้มีจำนวนคนมากขึ้น
ภายในกำแพงเวียงทุ่งหลวง ความโกลาหลบังเกิดขึ้น ชาวบ้านที่ไม่เคยพบเจอศึกสงครามต่างตื่นตระหนก หนีตายอลหม่าน แบกข้าวหอบของแลอุ้มลูกจูงหลานเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงเวียงอันหนาแน่น เสียงร้องไห้ระงมและความเงียบงันแห่งความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทุกตรอกซอกซอย
บนยอดป้อมปราการ ขุนนางและเจ้านายคนสำคัญจากฝ่ายในที่เหลืออยู่ ต่างมารวมตัวกันด้วยใบหน้าซีดเผือด การประชุมทัพเป็นไปอย่างอ่อนด้อยและไร้วิสัยทัศน์ ขุนนางสูงวัยบางคนเสนอให้ยอมจำนนโดยง่ายเพื่อรักษาเมืองไม่ให้ช้ำ ในขณะที่เจ้านายบางคน กลับเอาแต่กังวลเรื่องสมบัติพัสถานแลลูกเมีย มีเพียงไม่กี่คนที่พยายามเสนอแผนตั้งรับ แต่ก็ขาดซึ่งความรอบคอบและขวัญกำลังใจของผู้นำเมือง
ท่ามกลางความสับสน เจ้าโยนยางคำ หนึ่งในสามขุนพลผู้เกรียงไกรของสุวรรณโคมคำ ได้แยกกองกำลังส่วนหนึ่งออกไปโอบล้อมและเผาทำลายยุ้งฉางข้าวที่ตั้งอยู่นอกเวียงทุ่งหลวง อันเป็นแผนที่ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงวางไว้ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของทหารในเมืองและตัดกำลังเสบียง
“ไอ้คีรี!” เจ้าหาญร้องตะโกนเรียกสหายและอดีตคู่ปรับในเชิงกว่าง ให้ฮ้อม้าขึ้นมาเคียงกัน
“ว่าอย่างไร”
“กูต้องการใช้การมึง” แววตาเจ้าหาญจริงจังและมั่นคง จนเจ้าคีรีที่ก่อนนี้มักวางท่าทำตนข่มท่าน กลับต้องยอมอ่อนก้มหัวรับใช้เจ้าหาญที่เป็นหนึ่งในขุนพลนำทัพ
“ได้…ว่ามาเถิด การใดที่ต้องการใช้กู กูแลพระบิดาจักยอมกระทำให้ทั้งสิ้น ขอเพียงสุวรรณโคมคำมองเห็นข้อดีของภูซาง ละเว้นเมืองเล็กรับเป็นมิตรที่ดีต่อกันสืบไป กูคีรียินดีช่วยการทัพสุดกำลัง”
เจ้าหาญยิ้มให้สหายต่างเมือง “ไม่ยากเลยเกลอเอ๋ย กูแต่งมึงเป็นปากแทนกู เข้าไปเจรจาต่อเหล่าพระญาติแลขุนนางเวียงทุ่งหลวง ว่ากูเจ้าหาญราชบุตรแห่งเวียงสรวง แลเป็นหนึ่งในผู้นำทัพมาเหยียบทุ่งหลวง ขอท้าประลองกว่างกินเมือง”
“มิได้หนาเจ้าหาญ! ทำเยี่ยงนี้ออกจะเสี่ยงอยู่ไม่น้อย” เจ้าแสนเมืองสิงห์ที่นั่งอยู่บนหลังม้าข้างเคียงเอ่ยขัดขึ้นทันควัน
“เสี่ยงต่อเวียงทุ่งหลวง มิใช่เราดอกเจ้าพี่ ข้ามีชัยเหนือเชิงกว่างกับคนพวกนี้มาแล้วสิ้น แลพี่ท่านอย่าลืม ว่าศึกครานี้เดิมพันด้วยหัวข้าแลมารดา ข้าต้องชนะเท่านั้นแพ้มิได้ แลทางออกนี้ก็ดีกับทุกฝ่าย เวียงทุ่งหลวงยามนี้ ต่อให้ไม่แข่งประลองกว่างด้วยข้า ก็ยากนักที่จักรับมือทัพใหญ่เช่นนี้ได้ แลยังถูกเจ้าโยนเผาทำลายเสบียงอีก พวกมันเหลือทางเลือกอันใดอีกฤา ต่อให้เชิงกว่างข้าแพ้ พี่ท่านทั้งสาม ก็คงไม่ยกทัพกลับไปโดยง่ายดอกกระมัง” รอยยิ้มของเจ้าหาญดั่งมันมีแผนในใจ
อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH