บทที่ 9 ทำให้บิดาของเ้าผิดหวังแล้ว
"ทำให้บิดาเ้าผิดหวังแล้ว"
เทพธิดาเซียวแววตาเย็นเยียบทันที มองไปที่หัวหน้ากองทัพหมาป่าหนึ่งครั้ง หัวหน้ากองทัพหมาป่าผู้มีวรยุทธ์ระดับอวี้ชี่คนนี้เห็นท่าไม่ดี จึงเล็งธนูเหล็กกล้าในมือไปที่ฟางเฉินทันที
แต่ใน่เวลาถัดมา ฟางเฉินยกมือขึ้นโบก ยันต์อสนีม่วงถูกกระตุ้นด้วยพลังปราณ แสงสายฟ้าอันน่าหวาดหวั่นวาบผ่านั์ตาของทุกคน เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของหัวหน้าทหารหมาป่าผู้นั้นพลันกลายเป็เถ้าถ่านดำเป็ตอตะโกในพริบตา!
มิใช่เพียงเท่านั้น แม้แต่ทหารหมาป่าที่อยู่ข้างกายอีกหลายคนก็โดนลูกหลง ถูกอานุภาพของยันต์อสนีย์ม่วงะเิร่างจนกลายเป็ผุยผงไปพร้อมกัน!
นักรบระดับอวี้ชี่คนหนึ่งเสียชีวิตในหนึ่งกระบวนท่า พร้อมกับบรรดายอดฝีมือระดับเป้าชี่อีกหลายคนก็ตายไปด้วย แม้แต่หมาป่าเงินพาหนะใต้ร่างก็มิอาจรอดพ้นเคราะห์กรรมนี้ได้!
เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ นี่มันวิชาอันน่าสะพรึงกลัวอันใดกัน!?
ไม่ใช่เคยบอกว่าฟางเฉินถูกทำลายวรยุทธ์จนกลายเป็คนไร้ค่าแล้วหรือ? ทำไมเขายังมีวิชาที่น่าสยองขวัญเช่นนี้ได้ แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับอวี้ชี่ก็ยังไม่สามารถต้านทานการโจมตีเดียวได้!?
"เป็ไปไม่ได้..." โหย่วหลงชางพึมพำ ดวงตาที่มองไปทางฟางเฉินเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“พะ... พลังบ่มเพาะของท่านเทพาฟาง มิได้ถูกทำลายงั้นหรือ!?” ขุนนางคนหนึ่งหลุดปากอุทานออกมาด้วยความใ
ทันใดนั้น ดวงตาที่หม่นหมองของเหล่าขุนนางมากมายก็ปรากฎความหวังขึ้นมาทีละน้อย พวกเขามองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น จนหัวไหล่ของพวกเขาสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่
หลี่กั๋วจู้ร่างสั่นสะท้าน เขาจ้องมองฟางเฉินอยู่สักพัก จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาของเขา พลางพึมพำว่า “ชะตาบ้านเมืองของต้าเซี่ย... รักษาไว้ได้แล้ว...”
ฮ่องเต้ต้าเซี่ยจ้องมองฟางเฉินตาไม่กะพริบ สีพระพักตร์ของพระองค์แปรเปลี่ยนไปมาอย่างยากจะคาดเดา ส่วนฮองเฮานั้นทรงยกมือขึ้นปิดพระโอษฐ์ แววตาแดงก่ำด้วยความตื้นตันใจ
“พลังบ่มเพาะของเ้า...” สีหน้าของเทพธิดาเซียวซีดเผือด
"ทำให้บิดาของเ้าผิดหวังแล้ว วิชาของข้าไม่ได้ถูกทำลาย"
ฟางเฉินค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีเทาขาวมองไปที่เทพธิดาเซียว "แม้ว่าดวงตาคู่นี้ของข้าจะมองไม่เห็นแล้ว แต่หากจะให้ข้านำทัพไปสังหารศัตรู ก็ยังไม่ใช่ปัญหา"
“เ้าถึงกับซ่อนเร้นมานานถึงห้าปี... เพราะเหตุใดกัน...” ในใจของเทพธิดาเซียวเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะแผดเสียงสั่งการ “ฆ่ามันซะ!”
ทหารหมาป่าส่วนหนึ่งรีบน้าวคันศรเล็งเป้า อีกส่วนบังคับหมาป่าเงินพุ่งเข้าใส่ฟางเฉิน เจตนาฆ่าฟันที่ปิดบังไว้ไม่อยู่แผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความกดดัน
ทหารหมาป่าส่วนหนึ่งรีบน้าวธนูเล็งเป้า อีกส่วนบังคับหมาป่าเงินพุ่งเข้าใส่ฟางเฉิน เจตนาฆ่าฟันที่ปิดบังไว้ไม่อยู่แผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความกดดัน สายฟ้าหลายสายแลบแปลบปลาบขึ้นอีกครั้ง
กองทัพหมาป่าที่พุ่งเข้าหาฟางเฉินกลายเป็เถ้าถ่าน ส่วนพวกที่ง้างธนูเล็งนั้นค่อย ๆ แววตาเริ่มปรากฏความหวาดกลัวแขนของพวกเขาสั่นระริกเล็กน้อย
"เทพธิดาเซียว ตอนนั้นบิดาของเ้าไม่ได้สังหารข้า วันนี้ข้าก็จะไม่สังหารเ้าเช่นกัน พาลูกน้องของเ้าไปเถิด"ฟางเฉินกล่าวอย่างเรียบเฉย
ยันต์อสนีม่วงถูกใช้ไปแล้วห้าแผ่น อีกห้าแผ่นที่เหลืออยู่คงไม่เพียงพอที่จะสังหารกองทัพหมาป่าเหล่านี้ให้หมดสิ้น หากอีกฝ่ายยืนกรานที่จะสู้ตายกัน ไพ่ตายของเขาก็คงหมดลง ทว่า... โอกาสที่จะเป็เช่นนั้นมีไม่มากนัก
เทพธิดาเซียวสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างหนัก สุดท้ายนางก็ได้แต่กัดฟันกรอด สั่งคนของนางว่า “พวกเราไป!” นางนำกองทัพหมาป่ารีบมุ่งหน้าออกไปจากวังหลวงอย่างรวดเร็ว
ฮ่องเต้ต้าเซี่ยเห็นดังนั้น ทรงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรัสกับโหยวหลงชาง “แม่ทัพโหย่ว เ้าไปส่งแม่นางเซียวเสียหน่อย” โหย่วหลงชางรีบพยักหน้ารับคำแล้วนำคนตามออกไปทันที โหย่วหลงชางรีบพยักหน้าทันที แล้วนำคนตามไป
"ขอบคุณท่านแม่ทัพฟางที่ช่วยชีวิตข้าไว้!"
เหล่าองครักษ์ นางกำนัล และขันทีต่างทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณฟางเฉินด้วยความซาบซึ้งและตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง
“ฟางเฉิน เ้าตามข้ามาที่ห้องทรงพระอักษร!” ฮ่องเต้ตรัสทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเสด็จจากไป
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่คิดว่าเหตุการณ์วันนี้จะจบลงด้วยผลลัพธ์เช่นนี้ ทว่าข่าวที่ว่าฟางเฉินยังมีพลังบ่มเพาะอยู่นั้น ช่างเป็เื่ที่น่าตื่นเต้นยินดียิ่งนัก!
ฮองเฮาเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาหาฟางเฉิน “เฉินเอ๋อร์ พลังของเ้าฟื้นคืนมาจริง ๆ หรือ?”
“ท่านอา เื่นี้มันยาวนัก หลายปีมานี้ในวังคงจะลำบากท่านแล้ว ไม่ค่อยเห็นท่านกลับไปเยี่ยมเยียนบ้างเลย” ฟางเฉินยิ้มตอบ
แววตาของฮองเฮาหม่นลงเล็กน้อยพลางพยักหน้า “ก็ยังดีอยู่ เพียงแต่กิจธุระยุ่งเหยิงจนปลีกตัวไม่ได้ จึงมิได้กลับไปเยี่ยมเยียน” พูดถึงตรงนี้ ความขุ่นมัวในใจนางก็มลายหายไป สองแก้มปรากฏรอยยิ้ม “ยามนี้รู้ว่าเ้าฟื้นฟูพลังได้แล้ว อาเองก็เบาใจ เ้าไปที่ห้องทรงพระอักษรเถิด เดี๋ยวอาจะทูลขอฝ่าา กลับไปจวนตระกูลฟางพร้อมกับเ้า”
“ตกลงขอรับ” ฟางเฉินพยักหน้าเบา ๆ
......
“ท่านฟาง เชิญข้างในขอรับ”
ขันทีโหย่วผู้ที่เมื่อครู่ยังวางท่าโอหังต่อหน้าฟางเฉินบัดนี้กลับก้มหน้าลงอย่างว่าง่าย ใบหน้าเต็มไปด้วยความนอบน้อม เขาเปิดประตูห้องทรงอักษร แล้วโค้งตัวรอให้ฟางเฉินเข้าไปข้างใน
ฟางเฉินชายตาดูเขาแวบหนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปในห้อง ขันทีโหย่วจึงค่อย ๆ ปิดประตูห้องตามหลัง จากนั้นถอนหายใจยาว ๆ เช็ดหน้าผาก บนใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น
ภายในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ประทับนั่งนิ่ง สายตาจับจ้องพินิจฟางเฉินอยู่นาน ฟางเฉินเองก็มิได้ปริปาก ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงันเช่นนั้นครู่หนึ่ง
เวลาผ่านไปชั่วครู่ ฮ่องเต้จึงตรัสขึ้น “ฟางเฉิน พลังบ่มเพาะของเ้าฟื้นคืนมาเมื่อใดกัน? วิชาเมื่อครู่ดูไม่เหมือน ‘เคล็ดวิชาเสวียนเทียน’ อันเป็วิชาประจำตระกูลฟางของเ้าเลย?”
“ทูลฝ่าา เมื่อปีก่อนกระหม่อมได้พบกับนักพรตท่านหนึ่ง ท่านได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาบำรุงกายให้กระหม่อมเล็กน้อย เดิมทีคิดว่าเป็เพียงวิชาดูแลสุขภาพทั่วไป นึกไม่ถึงว่าจะช่วยให้พลังบ่มเพาะฟื้นคืนมาได้ ทั้งยังทำให้กระหม่อมเข้าใจในวิชาต่อสู้อันพิเศษที่เรียกว่า ฝ่ามืออสนีม่วงพ่ะย่ะค่ะ" ฟางเฉินประสานมือตอบ คำพูดมีทั้งจริงและเท็จปนเปกันไป
“นักพรตหรือ!? ยามนี้นักพรตท่านนั้นอยู่ที่ใดกัน!?” ฮ่องเต้ลุกขึ้นประทับยืนด้วยความตื่นเต้น
"ข้าน้อยเคยพบเขาเพียงครั้งเดียว คงจะออกเดินทางท่องเที่ยวไปแล้ว" ฟางเฉินกล่าว
“น่าเสียดายจริง ๆ หากเ้าได้พบเขาอีกครั้ง อย่าลืมแนะนำให้ข้ารู้จักด้วย ข้านั้นเลื่อมใสในวิชาเต๋ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ฮ่องเต้ตรัสพลางเว้นจังหวะ “ครั้งนี้แคว้นชิงซงบีบบังคับให้เ้าแต่งเข้าตระกูลเซียว ข้าเพื่อเห็นแก่ชะตาบ้านเมืองจึงจำต้องยอมตกลงไป ยามนี้ดีนักที่เ้าฟื้นฟูพลังได้แล้ว ขุนพลหมาป่าเซียวเองก็คงต้องยำเกรงอยู่บ้าง ในระยะเวลาอันสั้นนี้คงไม่กล้าหาเื่กับต้าเซี่ยเราอีก”
ทรงจ้องมองฟางเฉินด้วยสายตาที่ซ่อนความนัย “เ้า... คงจะไม่โกรธข้าใช่ไหม?”
“กระหม่อมมีหรือจะไม่เข้าใจในความเมตตาและลำบากพระทัยของฝ่าา? ทั้งหมดก็เพื่อราษฎรนับล้านของต้าเซี่ย หากกระหม่อมมิอาจฟื้นคืนพลังได้ วันนี้ก็คงต้องติดตามเทพธิดาเซียวไปยังแคว้นชิงซงแล้ว” ฟางเฉินประสานมือกล่าว
“เ้าเข้าใจได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว ดีเหลือเกิน ทว่าพลังของเ้าเพิ่งจะฟื้นฟู ย่อม้าการพักผ่อน ่หลังจากนี้ก็อย่าเพิ่งไปเดินเหินที่ใดสุ่มสี่สุ่มห้า อยู่พักรักษาตัวในจวนตระกูลฟางให้ดีเถิด” ฮ่องเต้ตรัส
“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” ฟางเฉินพยักหน้าตกลงอย่างง่ายดาย
“ฮ่องเต้ต้าเซี่ยที่คอยสังเกตสีหน้าของเขาอยู่ตลอดเวลาพลันยิ้มเล็กน้อย "พอเถอะ เ้าออกไปก่อนเถิด"
ฟางเฉินออกจากห้องทรงอักษร ขันทีโหย่วรีบเดินขึ้นมานำทางอย่างกระตือรือร้น
ขณะที่กำลังเดินไปได้ครึ่งทาง ก็พบกับกลุ่มคนเดินสวนมา หัวหน้ากลุ่มเป็ชายหนุ่มใบหน้าหยก สวมชุดสีม่วงดูภูมิฐาน มีสง่าราศีเยี่ยงเชื้อพระวงศ์
"องค์รัชทายาท!" ขันทีโหย่วรู้สึกใเล็กน้อย รีบหยุดเดินแล้วคำนับ
ชายหนุ่มชุดม่วงผู้นี้ก็คือรัชทายาทองค์ปัจจุบัน ทว่าเขามิใช่พระโอรสของฮองเฮา แต่เกิดจากหัวกุ้ยเฟย
"ข้าได้ยินว่าพลังยุทธ์ของท่านแม่ทัพฟางได้ฟื้นคืนกลับมาแล้ว ในใจรู้สึกยินดียิ่งนัก จึงตั้งใจมาเพื่อพบกับท่านสักหน่อย"
องค์รัชทายาทไม่ได้สนใจขันทีโหย่ว แต่กลับเดินอย่างรวดเร็วมาหยุดตรงหน้าฟางเฉินแล้วประสานมือคำนับ ทว่าสายตาของเขากลับกวาดมองใบหน้าของฟางเฉินอย่างจดจ้อง แววตาแฝงไปด้วยความอำมหิตวูบหนึ่ง
เขาไม่ได้ปิดบังแววตาอันโเี้นั้นเลย เพราะเขารู้ดีว่าฟางเฉินตาบอด ย่อมมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
“องค์รัชทายาท พวกเรามิได้พบกันเสียนาน ทว่าวันนี้ข้ารู้สึกล้ายิ่งนัก อยากจะกลับจวนไปพักผ่อนก่อน ไว้โอกาสหน้าค่อยสนทนากันเถิด” ฟางเฉินยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเดินสวนกับรัชทายาทไป
รัชทายาทอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองแผ่นหลังของฟางเฉินด้วยสีหน้ามืดมน ทันใดนั้นแววตาก็ฉายแววเด็ดขาดเหี้ยมเกรียม กระซิบสั่งการด้วยเสียงต่ำ
“ไปสืบมาให้ข้า ว่าตลอดห้าปีนี้ฟางเฉินไปข้องแวะกับผู้ใดบ้าง ข้าอยากรู้ว่าพลังของมัน... ฟื้นคืนมาได้อย่างไร!”
"พ่ะย่ะค่ะ"