ข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง (จบ)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 133 เจ้าไม่ใช่สนมของเราหรือ

                องค์หญิงซีเยวี่ยสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเดิมนึกว่าเป็นเพราะงานราชกิจยุ่งจึงรู้สึกปวดศีรษะ เห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วนางจึงช่วยนวดขมับให้อย่างอ่อนโยน

                “ฝ่าบาท ขมวดคิ้วเช่นนี้ไม่ดีเพคะ” องค์หญิงซีเยวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานนุ่ม

                ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินปลดมือองค์หญิงซีเยวี่ยออกก่อนจะเคลื่อนกายขึ้นทาบทับ โน้มหน้าลงไปจุมพิตอย่างดุดันรอบกายของฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินมีแต่กลิ่นอายเย็นชา ทำให้องค์หญิงซีเยวี่ยถึงกับขนลุกขนชันขึ้นมาด้วยความหวั่นกลัวผิดกับร่างกายที่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ นางรังเกียจตัวเองในตอนนี้เหลือเกินนางคิดขณะที่ใบหน้าฉายแววเดียดฉันท์

                “สนมรักยั่วยวนเราเช่นนี้เชื่อหรือไม่ว่าเราสามารถสั่งลงโทษเจ้าโทษฐานยั่วยวนเราได้” ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินถอนริมฝีปากออกในแววตาเต็มไปด้วยความปรารถนา

                ใบหน้าขององค์หญิงซีเยวี่ยที่ฉายแววรังเกียจถูกฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเห็นเข้าจนได้ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินรู้สึกไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง เขาไม่อยากเห็นสีหน้าเช่นนี้เพราะมันอาจจะทำให้เขาใจอ่อนได้ คิดได้เยี่ยงนั้นการกระทำจึงยิ่งดุดันและป่าเถื่อนขึ้นทิ้งรอยแดงไว้เต็มตัวองค์หญิงซีเยวี่ย

                ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเคลื่อนตัวสอดใส่อย่างรุนแรงองค์หญิงซีเยวี่ยเจ็บจนน้ำตาไหล ใช้มือผลักฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินออกไป ใบหน้าขึ้นสีเข้มแลดูน่าหลงใหลมากขึ้น “ฝ่าบาท…ไม่เพคะ”

                ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันขณะที่ทิ้งรอยแดงไว้ตามตัวองค์หญิงซีเยวี่ยเต็มไปหมด “เราโปรดปรานเจ้าเจ้าไม่ชอบหรือ เจ้าคือสนมของเราไม่ใช่หรือ เราทำเช่นนี้มีอันใดไม่เหมาะ”

                องค์หญิงซีเยวี่ยส่ายหน้า หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมานอนนิ่งอยู่เช่นนั้น

                นับตั้งแต่ต่างแคว้นเดินทางมาฮ่องเต้ก็คอยหวาดระแวงองค์หญิงจากต่างแคว้นผู้นี้มาตลอด แต่ไม่คิดเลยว่านางจะตกหลุมพรางเขาจนได้ต้องเป็นเพราะต่างแคว้นซื้อตัวสนมคนใดคนหนึ่งของเขาเป็นแน่ ซึ่งดูท่าตอนนี้แล้วสนมคนนั้นก็น่าจะเป็น…

                ยิ่งเขาเห็นน้ำตาขององค์หญิงผู้นี้ ใบหน้ายิ่งเย็นชายื่นมือไปบีบคอนางพลางเอ่ยถาม “บอกมาว่าเจ้ามาอยู่ที่วังของเรามีแผนการใด”

                ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินถามด้วยน้ำเสียงดุดันแข็งกร้าวแม้แต่แววตาก็ยังแดงด้วยความไม่พอใจ แลดูน่ากลัวเหลือเกิน

                องค์หญิงซีเยวี่ยลืมตา พยายามหอบหายใจเพื่อเอาอากาศเข้าสู่ปอดขณะอธิบาย “ฝ่าบาทเข้าใจหม่อมฉันผิดแล้ว เป็นฝ่าบาทที่ให้หม่อมฉันอยู่ที่นี่ต่อเอง”

                ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินคลายมือออก ใบหน้าองค์หญิงซีเยวี่ยแดงขณะไอออกมาฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินจับองค์หญิงซีเยวี่ยคว่ำหน้ากับเตียงเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นท่าทางน่าสงสารของนางแต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมองเห็นใบหน้างดงามของนางอยู่ดี

                หลังเสร็จกิจฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินลงจากเตียง โยนเสื้อผ้าลงบนเตียง กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์“ใส่เสื้อผ้าเสีย แล้วถ้าง่วงก็นอนก่อนได้เลย”

                เขาสวมฉลองพระองค์ เอามือไพล่หลัง หมุนตัวเดินออกไป

                องค์หญิงซีเยวี่ยมองฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินที่กำลังเดินออกไปแววตาดุดันน่ากลัวนางกัดฟันด้วยความรังเกียจ สุดท้ายก็สะกดข่มความรังเกียจนี้ลงไปได้ “ฝ่าบาท ดึกแล้ว พระองค์จะเสด็จไปที่ใดเพคะ”

                ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินหันไปมององค์หญิงซีเยวี่ยด้วยแววตาเย็นชาประดุจน้ำแข็ง“นับตั้งแต่วันนี้ เจ้าต้องอยู่ที่ตำหนักเจินหลงของเรา ห้ามออกไปที่ใดทั้งนั้น”

                เอ่ยจบฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเปิดประตูเดินออกไปที่หน้าประตูเขาเห็นมีดสั้นตกอยู่ เขาเก็บมันขึ้นมาพิจารณาลวดลายที่อยู่บนด้ามของมีดสั้นก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้

                องค์หญิงซีเยวี่ยล้มตัวลงนอนบนเตียง ทว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับนางไม่อาจห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้ นางนอนร้องไห้จนหมอนเปียกชุ่มฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินรู้จุดอ่อนของนางแล้วต่อไปทางเดินของนางจะต้องยิ่งลำบากมากกว่านี้เป็นแน่

                หลังจากจ้าวซีเหอกลับจากจวนอัครมหาเสนาบดีก็นำผลไม้จากตะวันตกไปมอบให้ท่านอ๋อง

                ครั้นท่านอ๋องเห็นจ้าวซีเหอถือตระกร้าซึ่งมีผลไม้จากตะวันตกอยู่เต็มตะกร้าเดินเข้ามาท่านอ๋องซึ่งเป็นนักกินตัวยงนึกว่าบุตรชายเข้าไปในวังมาจึงเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าเข้าวังมาหรือ”

                จ้าวซีเหอส่ายหน้า วางตะกร้าผลไม้จากตะวันตกลงบนโต๊ะก่อนจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ “ลูกมิได้เข้าวังขอรับท่านพ่อคงไม่รู้ ตะกร้าผลไม้จากตะวันตกนี้มีที่มาใหญ่กว่านั้นอีก”

                ผลไม้จากตะวันตกที่อยู่ในตะกร้ามีสีแดงสด แต่ละลูกชวนให้อยากรับประทาน

                ท่านอ๋องมองอย่างสงสัยจึงหยิบออกมาหนึ่งลูกมาพิจารณาดู “นี่เป็นผลไม้ที่จะได้รับบรรณาการมาเท่านั้น เจ้าไปเอามาจากที่ใด”

                “ท่านพ่อ ท่านลองเดาดู นี่เป็นของขอขมาที่ลูกนำมาจากจวนอัครมหาเสนาบดี” จ้าวซีเหอยิ้ม แววตาดอกท้อเปล่งเป็นประกาย

                ท่านอ๋องลุกขึ้นยืน แค่นเสียงในลำคอ ใบหน้ามีอายุฉายแววดุดันแข็งกร้าว “ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์โผล่หางออกมาแล้ว ข้ารู้อยู่แล้วว่าจิตใจคนผู้นี้ทะเยอทะยานยิ่งกว่าอะไรดีเช่นนี้ก็แสดงว่าข้าไม่ได้เข้าใจผิด”

                “หลายวันมานี้ลูกส่งคนไปจับตาดูจวนอัครมหาเสนาบดีลูกคิดว่าคนผู้นี้มีความสัมพันธ์กับต่างแคว้น” ใบหน้าจ้าวซีเหอเคร่งขรึม“อีกทั้งลูกยังได้ข่าวมาอีกว่า มีคนคิดจะสังหารหนิงมู่ฉือ”

                หนิงมู่ฉือไม่มีอำนาจ ไม่เคยไปล่วงเกินผู้ใด เป็นแค่สตรีอ่อนแอคนหนึ่งคนที่คิดจะทำร้ายนาง เห็นจะมีเเต่ศัตรูเก่าของแม่ทัพหนิงเท่านั้น

                “แล้วนางปลอดภัยหรือไม่” ท่านอ๋องเอ็นดูหนิงมู่ฉือยิ่งนักด้วยชื่นชอบความมีชีวิตชีวาและสดใสร่าเริงของนาง

                “โชคดีที่นางไม่ได้รับบาดเจ็บลูกสั่งให้หลิงเฉินและหลิงอวิ๋นไปคอยคุ้มครองนาง” ใบหน้าของจ้าวซีเหอเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดและทุกข์ใจ“ท่านพ่อ อีกสองสามวันลูกคิดว่าจะเดินทางไปที่เยี่ยนฉือสักครา”

                ท่านอ๋องอยากให้บุตรชายกล้าหาญกว่านี้อีกสักหน่อยในใจเขาตอนนี้เป็นห่วงหนิงมู่ฉือเหลือเกิน จึงพยักหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล “เจ้าไปเถอะ”

                จ้าวซีเหอมองออกไปนอกหน้าต่าง วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศเริ่มอบอุ่นเป็นนิมิตหมายว่าได้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเป็นที่เรียบร้อยแล้วใบไม้ดอกไม้เริ่มออกใบออกดอก เพียงแค่คิดว่าอีกไม่กี่วันเขาจะได้พบหนิงมู่ฉือ รู้สึกอารมณ์ดียิ่งนัก

                ครึ่งเดือนผ่านไป บาดแผลตามตัวเฉินเกอก็เริ่มสมานตัว ร่างกายเริ่มแข็งแรงทุกเช้าเฉินเกอจึงออกมาฝึกดาบ

                ทุกครั้งที่หนิงมู่ฉือเห็นเฉินเกอออกมาฝึกดาบมักจะถือผิงกั่วมานั่งแทะพร้อมกับมองเฉินเกอฝึกดาบไปด้วย

                ท่าฝึกดาบของเฉินเกอพริ้วไหวและงดงามหนิงมู่ฉือเห็นแล้วปรบมืออย่างชื่นชมและชอบใจ เฉินเกอเดินตรงเข้าไปหาหนิงมู่ฉือ เขายื่นมือไปกุมมือของนางเอาไว้ “ท่าดาบเมื่อสักครู่สวยหรือไม่”

                หนิงมู่ฉือยิ้มจนตาหยี่กลายเป็นเส้นตรง กัดผิงกั่วคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยชมออกมา “ฝีมือดาบของจอมยุทธ์น้อยเฉินล้ำเลิศยิ่งนักทำข้าตาลายไปหมด”

                เฉินเกอเห็นท่าทางน่ารักของหนิงมู่ฉือก็รู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ เขาดีดหน้าผากนางอย่างเอ็นดูทีหนึ่ง“เจ้าล้อเล่นอีกแล้ว”

                ครึ่งเดือนที่ผ่านมาหนิงมู่ฉือไม่ได้ออกไปไหนเลย จึงยังจำทางในเยี่ยนฉือไม่ได้นางเอาแต่ขลุกอยู่ในจวนจนแทบจะป่วยอยู่แล้ว

                นางเงยหน้ามองพระอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างเจิดจ้าทันใดนั้นเองนางถึงกับตาพร่าเพราะจ้องแสงที่สว่างเกินไป นางจึงก้มหน้า “วันนี้เป็นวันที่อากาศดีไม่น้อย จอมยุทธ์น้อยเฉินพวกเราออกไปเที่ยวข้างนอกกันเถิด”

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง (จบ) ที่คุณอ่าน