ผู้ที่ตื่นขึ้นมาก่อนเป็เสี้ยวอู่ิ
เมื่อทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันรีบรุดไปหาเหมยฮวาในทันที
หวงฮูหยินมองตามเงาหลังของมัน
เจียเจียมีคู่แข่งที่น่ากลัว
แถมกรรมการยังดูไม่เป็กลางเท่าใด
เหมยฮวานอนอยู่บนเตียง
ความจริงนางตื่นแล้ว ทั้งไม่ได้รับาเ็มากมาย เพียงแต่เหน็ดเหนื่อยไปบ้าง
สตรีที่โอบอุ้มคนสองคนวิ่งอยู่หนึ่งวันเต็มๆ นับว่าสมควรเหน็ดเหนื่อย
เสี้ยวอู่ิเคาะประตู แล้วเปิดเข้ามา
สองหนุ่มสาวมองหน้ากัน
“ท่านเป็ไรบ้าง”
ทั้งสองถามออกมาพร้อมกัน
เสี้ยวอู่ิเอื้อมมือจะสะบัดพัด
พึ่งนึกได้ว่าสูญเสียพัดไปอีกเล่มหนึ่งแล้ว
เหมยฮวาลุกขึ้นจากเตียง
เสี้ยวอู่ิยื่นมือขวางไว้
“ท่านควรพักผ่อน อย่าเพิ่งไปที่ใด”
เหมยฮวามองสบตามัน ยิ้มน้อยๆ
ห้องไม่สว่างเจิดจ้าแบบแย้มยิ้มของเจียเจีย แต่ยิ้มของเหมยฮวาอบอุ่นเหมือนสายลมในทุ่งดอกไม้
“เหมยฮวาจะกลับไปพักที่โรงเตี๊ยม”
นางกลับแทนตนด้วยชื่อของนาง
เสี้ยวอู่ิยืนตะลึงลาน ปล่อยนางออกจากห้องไป
เจียเจียตื่นขึ้นมาเป็คนสุดท้าย บิดามารดาเฝ้าอยู่ข้างเตียง
นางถามหาเสี้ยวอู่ิ
ประมุขหวงมีท่าทางเครียด แต่พยายามยิ้มให้กับบุตรสาว
มันแข็งแรงดี ตอนนี้พักอยู่อีกห้อง เ้าดื่มยามากๆ จะได้หายเร็วๆ
เจียเจียรีบดื่มยาขมพันเท่าของมารดา
หวงฮูหยินแอบบีบมือสามี
อาการาเ็ของเจียเจียคล้ายรุนแรงแต่ไม่ถึงสาหัส ทั้งนี้เพราะไป๋เซ่อเชินไม่้าสังหารนาง
แต่อย่างไรวิชาดัชนีของนางก็ร้ายกาจนัก
เจียเจียพักอยู่สองวันจึงดิ้นรนออกมาจากห้อง เนื่องจากเสี้ยวอู่ิไม่เข้าไปหานาง
แต่มันก็ไม่สะดวกที่จะจากไปโดยเร็ว
มันมิใช่คนแล้งน้ำใจ
เมื่อเจียเจียพบกับมัน เหมือนอาการของนางจะหายเป็ปลิดทิ้ง
หวงฮูหยินได้แต่ถอนใจ เสี้ยวอู่ิก็ช่วยบังคับให้เจียเจียดื่มยาของมารดา
เย็นวันหนึ่งประมุขหวงนั่งดื่มสุรากับเสี้ยวอู่ิอยู่ที่เก๋งในสวนดอกไม้
นี่เป็สุรามื้อแรกในหลายวันของประมุขเฒ่า
สุรานี้ย่อมดีกว่าเหล้าข้าวที่กระท่อมซ่อมซ่อมาก
แต่เสี้ยวอู่ิกลับหวนคิดถึงเหล้าไหนั้น
“พวกมันลงมือรวดเร็วนัก” ประมุขหวงรำพึง
“ข้าพเ้าส่งรายงานกงกงไปแล้ว หากมีความคืบหน้าจะแจ้งต่อท่านประมุขโดยเร็ว”
หวงเจียงเฉียงหันมามองหน้ามัน ชายหนุ่มผู้นี้มีตำแหน่งไม่ต่ำทราม วรยุทธสุดหยั่งคาด แต่วิชาฝีมือของมันไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัด
มันทราบดีว่าธิดาหัวแก้วหัวแหวนคิดอย่างไรกับเสี้ยวอู่ิ แต่ตอนแรกคาดว่านั่นเป็อารมณ์ชั่ววูบของวัยหนุ่มสาวเท่านั้น มิคิดว่าจะยุ่งเหยิงพัวพันถึงเพียงนี้
หากเจียเจียรักชอบพอเสี้ยวอู่ิจริง ตนจะยอมรับได้หรือไม่
ที่สำคัญยังมีนางมารน้อยนั่นอีก
ประมุขหวงทราบแต่แรกแล้วว่าเหมยฮวาเป็คนของพรรคมารที่แยกตนออกมา
แต่เว่ยกงกงให้เสี้ยวอู่ิเป็ผู้ดูแลเื่นี้
การตัดสินใจในฐานะของบิดาและของผู้นำชาวยุทธ กลับกลายเป็ขัดแย้งทับซ้อนกัน
“ข้าพเ้าจะเดินทางในวันพรุ่งนี้”
“ลำบากเ้าแล้ว”
สองแก่หนุ่มดื่มสุรากันเงียบๆ ต่างแบกความในใจอันหนักอึ้ง
เช้าวันรุ่งขึ้นเสี้ยวอู่ิล่ำลาเจียเจีย
“เหตุใดท่านไม่พักอยู่ก่อน”
“แหะๆ ข้าพเ้าก็พอมีการงานต้องทำ หากโดนไล่ออกเมื่อใดรับรองว่าจะมาเป็คนสวนที่นี่”
เจียเจียยิ้มทั้งหน้าบึ้ง
“ท่านต้องกลับมา”
เสี้ยวอู่ิพยักหน้ารัวๆ
ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถทิ้งบ๊วยหวานต้นนี้ไปได้
ร้านขายของเบ็ดเตล็ด
“กุ้ยชุน” ใช้ผ้าปัดฝุ่นสินค้าภายในร้าน แม้จะย่างเข้าฤดูหนาว แต่เหงื่อจับพราวอยู่บนใบหน้าแดงสดใส นางมัดผมแน่น สวมเสื้อผ้ารัดตึง ทำงานอย่างทะมัดทะแมง
ปีนี้นางย่างเข้าสิบหกแล้ว
เป็วัยที่เริ่มมีความรัก
“อะแฮ่ม”
นางสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อหันไป เห็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดายืนมองกระดิ่งอยู่หน้าร้าน
ใบหน้านางแดงระเรื่อ รีบออกไปทักทาย
“นายท่านประสงค์ซื้อหาสิ่งใด”
“กระดิ่ง ขออภัย มิใช่ ข้าพเ้าอยากได้พัดสักเล่ม”
นางทำหน้างง
“เหมือนนายท่านเพิ่งซื้อไป”
“เป็เพราะข้าพเ้าดูแลไม่ดี พัดนั้นพังเสียแล้ว”
กุ้ยชุนยิ้มสดใส หันกายไปค้นหาอยู่พักใหญ่ ก็ถือพัดพับสำหรับบุรุษมาเล่มหนึ่ง
เสี้ยวอู่ิรับมาแล้วคลี่ออก ผ้าไหมถูกวาดด้วยรูปป่าไม้ หงษ์ และทะเลสาบ
มันพยักหน้าอย่างพึงใจ
“ท่านเป็ผู้เขียนพัดนี้”
“ใช่”
“ราคาเท่าใด”
“สองอีแปะนายท่าน”
มันล้วงเงินมอบไปหนึ่งตำลึง
“มิต้องทอน”
กุ้ยชุนกล่าวขอบคุณ แต่ยังไม่กลับเข้าไปในร้าน
เสี้ยวอู่หมิ่งเหม่อมองกระดิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดใจเดินจากมา
โรงเตี๊ยม
เหมยฮวานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
นางมิได้รอมัน เพียงแต่ไม่มีสิ่งใดให้กระทำ
แม้ตระกูลหวงยินดีต้อนรับ แต่นางรู้สึกว่าไม่ควรรั้งอยู่ที่นั่นนานไป
ไม่ว่าด้วยฐานะส่วนตัวหรือในยุทธจักร นางคล้ายเป็ฝ่ายตรงข้ามกับตระกูลนั้น
เสี้ยวอู่ิแย้มยิ้มเดินโบกพัดเข้ามา
นางมิรู้จะทำฉันใด
จะลุกไปก็เหมือนมิกล้าสูหน้า จะนั่งอยู่ก็เหมือนกับรอคอย
เสี้ยวอู่ิลากเก้าอี้ลงนั่งตรงข้ามนาง
เมื่อมองชัดๆ ใบหน้าของมันยิ่งดูยิ่งธรรมดา
นี่มิใช่แบบฉบับของนาง
ยิ่งเมื่อเทียบกับบุรุษผู้นั้น เสี้ยวอู่ิเป็เหมือนหัวหน้าเป็ดสู้กับพญานกอินทรี
นางพลันหัวเราะคิกออกมา
เสี้ยวอู่ิมึนงง
“ท่านสนุกสนานเื่ใด”
“มิมีไร เพียงแต่ข้าฯ อยากกินบะหมี่เป็ดสักชาม”
เสี้ยวอู่ิจ่ายค่าห้องและค่าอาหารไว้หลายตำลึง ซึ่งเพียงพอสำหรับหลายเดือน
เสี่ยวเอ้อยิ้มกว้างถึงใบหู รีบจดบันทึกไว้
นี่เป็ลูกค้าชั้นเลิศ
เหมยฮวาเดินมาข้างกาย ไฉนไม่จับจองห้องเพิ่ม หรือมันคิดนอนห้องเดียวกับนาง
เสี้ยวอู่ิหันไปหานาง
“ท่านพักให้สบายอยู่ที่นี่ ข้าฯ ต้องไปทำธุระสักหลายวัน”
“จะไปที่ใด”
“ฉางอาน”
เสี่ยวอู้ิจ้างรถม้าได้คันหนึ่ง ก็นั่งโบกพัดชมทิวทัศน์ไปตามทาง
มันชมชอบนั่งข้างสารถี มากกว่าอุดอู้อยู่ในตัวรถ
หากแดดไม่แรงเกินไป มันสามารถนั่งอยู่ได้ทั้งวัน
ระยะทางระหว่างลั่วหยางกับฉางอาน หากไม่รีบร้อนรถม้าใช้เวลาราวสองอาทิตย์
กงกงต้องเดินทางไปมาระหว่างพระราชวังของทั้งสองเมือง ตามแต่งานราชการ
ที่สำคัญคือพระนางประทับอยู่ที่ใด กงกงก็มักจะอยู่ที่นั่น
่นี้ทรงชอบประทับที่ลั่วหยาง แต่ใกล้กำหนดกลับฉางอาน เว่ยกงกงมีเหตุให้ล่วงหน้าไปก่อน
ฉางอานก็นับเป็นครหลวงของประเทศ
เช่นนี้ทำให้ต้องมีคนทำงานจำนวนมาก
นี่แม้ดูยุ่งยาก แต่เนื่องด้วยพระนางทรงให้มีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการตามความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง แทนการสืบทอดตำแหน่งจากสายเื หรือการแนะนำของข้าราชการชันผู้ใหญ่เช่นแต่ก่อน จึงปรากฏผู้ที่มีคุณสมบัติเก่งกล้ามาทำงานรับใช้บ้านเมือง ผลักดันให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองในหลายด้าน
เสี้ยวอู่ิย่อมเป็หนึ่งในนี้
มันนั่งรถม้ามาเกือบหนึ่งอาทิตย์
เย็นนี้อากาศหนาว เนื่องจากเข้าฤดูตงเทียนแล้ว เสี้ยวอู่ิสวมเสื้อผ้าหน้าชิ้น นั่งข้างสารถีมองดวงอาทิตย์ล้อทิวเขาไกลตา
เหมยฮวาจะคิดถึงมันหรือไม่
อาการของเจียเจียจะเป็เช่นไร
กิจการร้านขายของเบ็ดเตล็ดคงรุ่งเรืองดี
ลูกธนูสองดอกแล่นมาตามอากาศ
เร็วและเงียบ
ลูกธนูที่ยิงใส่ประมุขหวงมีเสียงดัง
ลูกธนูสองดอกนี้แทบไม่มีเสียง
วันก่อนเสี้ยวอู้ิจิตใจเลื่อนลอยท้อแท้จึงถูกงูพิษร้ายแรงขบกัด
วันนี้แม้อยู่ในห้วงความคำนึง แต่สภาพของมันเข้มแข็งคึกคัก เต็มเปี่ยมด้วยความหวังและความฝัน
แทบไม่ได้ยินเสียงหรือเกือบมองไม่เห็น
แต่ผู้ฝึกวรยุทธย่อมมีประสาทััที่ประเปรียวกว่าชาวบ้านทั่วไปหลายเท่า
โดยเฉพาะฝีมือระดับมัน
เสี้ยวอู่ิมองไปด้านหน้าเห็นเป็เหมือนเข็มเล่มเล็กๆ สองเล่มลอยอยู่ในอากาศ
ฉับพลันก็อยู่เบื้องหน้ามันกับสารถี
โดยสัญชาตญาณ เสี้ยวอู่ิเอนกายเข้าหาสารถีผู้โชคร้าย ผลักฝ่ามือออกไปอย่างกะทันหัน ร่างของสารถีลอยขึ้นจากรถ แต่ลูกธนูดอกหนึ่งยังแล่นทะลุหัวไหล่ของมันไปโดยแทบไม่ลดระดับความเร็ว หากมันนั่งอยู่ที่เดิม ธนูดอกนี้ก็จะทะลุกลางหน้าอกของมัน
ส่วนลูกธนูอีกดอกเฉียดใบหูเสี้ยวอู่ิไปหนึ่งฝ่ามือ
สารถีตกลงไปในพุ่มไม้ข้างทางส่งเสียงร้องลั่น แต่ยังคงรักษาชีวิตยากจนไว้ได้
เสี้ยวอู้ิตีลังกากลับตัวเข้าไปด้านหลังของรถม้า
ธนูอีกสามดอกแล่นทะลุรถม้ามา มันต้องถีบเท้ากับตัวรถ จนร่างลอยขนานไปกับพื้น บีบลำตัวให้แบนราบที่สุด ลูกธนูทั้งสามดอกลอยผ่านใบหน้ามันเพียงหนึ่งนิ้ว
เป็ธนูที่น่ากลัวนัก
เสี้ยวอู่ิตีลังกากลางอากาศ ยื่นมือเก็บก้อนหินขึ้นจากพื้น หมุนตัวสะบัดก้อนหินไปทางที่ธนูถูกยิงมา
“ไกว่เช่อเฉียว” ถือคันธนูยืนอยู่ห่างออกไปในดงไม้ประมาณห้าสิบวา ในสายตามันก้อนหินที่เสี่ยวอู้ิขว้างมาช่างเชื่องช้านัก
มันขยับร่างมิให้ขวางทางของก้อนหินนั่น
มิคาดกลับมีก้อนหินอีกก้อนหนึ่งลอยมาด้วยความเร็วกว่าก้อนแรกนับสิบเท่า เข้าปะทะกันอย่างแรง เสียงดังคล้ายะเิเล็กๆ ก้อนหินทั้งสองก้อนแตกกระจายออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย สะเก็ดหินพุ่งเข้าใส่ไกว่เช่อเฉียว
ฝีมือที่ยอดเยี่ยม มันนับถือในใจ
มันรีบยกคันธนูขึ้นควงราวจักรผัน สะเก็ดหินโดนกระแทกจนเป็ฝุ่นผง
ชั่วพริบตานั้น เสี่ยวอู้ิะโมาที่ด้านหน้ารถม้า ปาดพัดตัดเชือกที่มัดม้าทั้งสองตัวออก ใช้เท้างัดร่างของสารถีขึ้นวางบนหลังม้า แล้วตบสะโพกม้าอย่างแรง ม้าทั้งสองตัววิ่งตามกันไปอย่างรวดเร็ว
มันรีบหันไปทางแนวป่า
ธนูสี่ดอกแล่นฝ่าอากาศมา สองดอกพุ่งตรงมาใส่มันต้องรีบยกพัดขึ้นปัดพร้อมล้มไปด้านหลังถีบตัวกลับเข้าไปในรถม้า
แต่ธนูอีกสองดอกแล่นเป็แนวโค้งอ้อมตัวของมันพุ่งตามม้าทั้งสองตัวไป
มือธนูมีกี่คนกันแน่
เสี่ยวอู้ิหน้าแปรเปลี่ยนรีบหันกลับไปะโลั่น
“ระวัง”
แต่ช้าไปเสียแล้ว
ม้าตัวที่แบกสารถีย่อมเป็เป้าหมายของธนูทั้งสองดอก
ดอกหนึ่งพุ่งเข้าหาคน ดอกหนึ่งพุ่งเข้าหาม้า
ฉับพลันม้าอีกตัวถลันเข้าชนม้าที่บรรทุกสารถีจนเซไปด้านข้าง แต่ยังวิ่งต่อไปสุดฝีเท้า
ธนูทั้งสองดอกแล่นเข้าปักคอและลำตัวของม้าโชคร้าย
มันร้องลั่นยกข้าหน้าทั้งสองข้างขึ้นแล้วล้มลงกับพื้น
เสี้ยวอู่ิโมโหสุดขีดะโออกทางด้านท้ายรถ แล้วเตะรถม้าจากทางด้านล่างเต็มกำลัง
ตัวรถที่ทำจากไม้แตกกระจายออกในทันที
เสี้ยวอู่ิลอยตัวกลางอากาศใช้พัดจี้เศษไม้นับร้อยๆ ชิ้น พุ่งเข้าใส่บริเวณที่คาดว่ามือธนูซุ่มอยู่
เศษไม้แต่ละชิ้นรุนแรงราวลูกธนูธรรมดาหนึ่งดอก เมื่อมาพร้อมกันหลายร้อยชิ้น ไกว่เช่อเฉียวรีบถลันหลบเข้าหลังต้นไม้ เศษไม้จึงปักตรึงเข้ากับลำต้นใหญ่ ส่วนกิ่งเล็กๆ ถูกกระแทกขาดสะบั้นในทันที
ไกว่เช่อเฉียวเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านประมุขถึงต้องให้มันเป็ผู้ลงมือ
ฝีมือของบุรุษถือพัดผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างหน้าตาของมันเลย
ชั่วเวลาที่ทั้งสองประมือกันระยะไกลนี้ แม้จะพริบตาเดียว แต่เนื่องจากขณะนั้นใกล้ค่ำมากแล้ว พระอาทิตย์จึงเริ่มลับขอบฟ้า
นี่เป็ทั้งข้อได้เปรียบและเสียเปรียบในเวลาเดียวกัน
สำหรับมือธนู