บทที่ 3 เสบียงอาหารต่อชีวิต! (รีไรต์)
ไฉ่ซื่อจัดการสับเนื้อไก่ส่วนใหญ่ให้เสี่ยวหยวนเป่า ส่วนเนื้อที่เหลือเพียงเล็กน้อยก็นำไปแบ่งให้บุตรชายทั้งสามเท่า ๆ กัน เด็ก ๆ กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตควรได้กินของดี ๆ เสียบ้าง ส่วนตัวนางนั้น เพียงได้ซดน้ำแกงอุ่น ๆ ก็เพียงพอแล้ว
“ท่านแม่ เมื่อครู่ท่านปกป้องน้องสาวจนได้รับาเ็ พวกเราไม่มีเงินไปหาท่านหมอ ท่านกินเนื้อไก่สักหน่อยเถิด จะได้บำรุงร่างกายให้หายไว ๆ”
ใจคนเรานั้นย่อมแลกได้ด้วยใจ ตลอดหลายปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา ไฉ่ซื่อผู้เป็แม่เลี้ยงได้พิสูจน์ตนเองจนเป็ที่ยอมรับของบุตรชายทั้งสาม
เสี่ยวหยวนเป่านั้นถูกไฉ่ซื่อฟูมฟักเลี้ยงดูมาั้แ่อายุเพียงขวบปี ส่วนบุตรชายทั้งหลายต่างก็เริ่มเติบโตจนรู้ความ แยกแยะผิดชอบชั่วดีได้แล้ว ในยามที่ทุกคนรุมรังแกพวกตน มีเพียงแม่เลี้ยงผู้นี้ที่ยอมสละแรงกายแรงใจเข้าปกป้อง เพื่อพวกตนแล้ว นางถึงขั้นไม่ยอมออกเรือนใหม่
พวกเขาทั้งหมดต่างสาบานในใจว่า นับจากนี้ไปไฉ่ซื่อคือมารดาผู้ให้กำเนิด เมื่อเติบใหญ่จะกตัญญูเลี้ยงดูและดูแลนางไปจนสิ้นอายุขัย
ความรักใคร่เกรงใจของเหล่าเด็ก ๆ ทำเอาไฉ่ซื่อขอบตาแดงซ่านอีกครา
นางกล้ำกลืนหยาดน้ำตาพลางกัดเนื้อไก่คำหนึ่ง “ได้... แม่จะกิน พวกเ้าก็กินเสียเถิด...”
ทันใดนั้นเอง พลันมีเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างดังขึ้นจากหลังกระท่อมหญ้า
เสี่ยวหยวนเป่าขยับผมแกละสองข้าง เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ จากนั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มก็แดงปลั่งด้วยความตื่นเต้น นางะโโลดเต้นขึ้นมาทันที ก่อนจะวิ่งรี่ไปยังทิศทางของหลังกระท่อม
“น้องสาว ช้าหน่อย!”
ต้าเป่าและคนอื่นรีบวิ่งตามไปติด ๆ
บริเวณพื้นหิมะด้านหลังกระท่อมหญ้า เสี่ยวหยวนเป่ากำลังใช้มือน้อย ๆ ขุดคุ้ยถุงผ้าใบใหญ่ใบหนึ่งอย่างขะมักเขม้น ดวงตานางเป็ประกาย ท่าทางราวกับจะอวดสมบัติล้ำค่า
“พี่ชาย... เสบียง...กินอิ่ม ๆ...”
ทุกคนต่างยืนตะลึงลาน!
นั่นคือถุงใส่เสบียงธัญญาหารใบใหญ่จริง ๆ!
เอ้อร์เป่ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวัง เพลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว ไร้เงาผู้คนและไร้วี่แววของสัตว์ป่า
เสบียงเหล่านี้มาจากที่ใดกัน
ทว่าสำหรับแม่ลูกทั้งห้าชีวิตในยามนี้ สิ่งนี้คือของล้ำค่าที่ช่วยต่อลมหายใจโดยแท้! ไฉ่ซื่อมองดูตราประทับบนถุงเสบียงแล้วถึงกับชะงักไป
“นี่มันถุงเสบียงปลอบขวัญ!”
เมื่อเปิดออกดู ก็พบว่าเป็เสบียงปลอบขวัญจริง ๆ ภายในบรรจุแป้งธัญพืชหยาบไว้แน่นขนัด แป้งเหล่านี้สามารถนำไปผสมน้ำต้มเป็ข้าวต้ม หรือจะนำไปทำแผ่นแป้งทอด ทำวอโถวก็ล้วนแต่ทำให้อิ่มท้องได้นานนัก
“ไม่ใช่ของใหม่ มีรอยเปิดใช้แล้ว ทว่าน้ำหนักยังคงมีถึงเจ็ดสิบแปดสิบชั่งเลยทีเดียว ดีเหลือเกิน! พวกเราประหยัดเสียหน่อย นำไปคลุกเคล้ากับผักป่า คงพอให้พวกเราประทังชีวิตไปได้อีกเดือนสองเดือนทีเดียว” ไฉ่ซื่อกล่าวด้วยความปีติ
ทว่าในความยินดีนั้นยังซ่อนความกระวนกระวายใจไว้ ของสิ่งนี้มาได้อย่างไรกัน
เอ้อร์เป่าพลันเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านสังเกตหรือไม่ พวกเราได้ยินเสียงจึงออกมาดู ทว่าบนพื้นหิมะกลับไร้ซึ่งรอยเท้าแม้เพียงรอยเดียว ราวกับว่ามันร่วงหล่นมาจากสรวง์...”
หัวใจของเสี่ยวหยวนเป่ากระตุกวูบ แย่แล้ว!
พี่รองฉลาดเกินไปแล้ว เขาเริ่มสงสัยเข้าแล้วสิ!
นางรีบยื่นแขนอวบอ้วนออกไป พลางกล่าวอย่างร้อนรน “เสบียงของพวกเรา...ท่านพ่อแสดงอิทธิฤทธิ์!”
ไฉ่ซื่อลูบศีรษะเสี่ยวหยวนเป่า พลางกล่าวเสียงสั่นเครือ “ใช่แล้ว...นี่คือเสบียงของพวกเรา! นี่คือเสบียงปลอบขวัญของพ่อของลูก! ดวงิญญาของเขาบนสรวง์คงยังเป็ห่วงพวกลูก จึงได้ส่งเสบียงมาให้เช่นนี้...”
พี่น้องทั้งสามต่างมองหน้ากันไปมา
ทว่าไม่ว่าอย่างไร การมีเสบียงให้กินมิต้องทนหิวโหย ย่อมถือเป็เื่มงคลยิ่ง
“ท่านแม่ ในหม้อยังมีน้ำแกงไก่เหลืออยู่บ้าง พวกเราเติมแป้งหยาบลงไปเคี่ยวเสียหน่อย มื้อนี้พวกเราจะได้กินให้อิ่มท้องเสียที”
นานเหลือเกินแล้วที่พวกเขาไม่ได้ัักับความรู้สึก 'อิ่ม'
“ได้”
ต้าเป่ามีความระแวดระวังสูงกว่าผู้ใด ในยามที่ไฉ่ซื่อเริ่มปรุงอาหาร เขายังคงออกไปสำรวจรอบ ๆ อีกครา แต่ก็ยังไม่พบรอยเท้าที่ผิดปกติแต่อย่างใด
ในเมื่อหาเหตุผลมิได้ ก็ทำได้เพียงปล่อยวางไปก่อน
วันนี้ทั้งวัน ช่างมีเื่ราวเหลือเชื่อเกิดขึ้นมากมายเสียจริง
ขณะเดียวกัน ณ บ้านเก่าตระกูลทัง
แม่เฒ่าทังนั่งลงกับพื้น มือหนึ่งคลำต้นขาที่เขียวช้ำจากการถูกทับ ปากก็พร่ำด่าทอครอบครัวของไฉ่ซื่อว่าเป็พวก ‘ตัวอัปมงคล’ ไม่หยุด
เหล่าลูกชาย สะใภ้ และหลาน ๆ ต่างกำลังช่วยกันเร่งซ่อมแซมและจัดกวาดห้องหับให้ใหม่
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการขุดเอาไหข้าวสารที่ถูกทับไว้ออกมา
เสบียงทั้งหมดของตระกูลทังถูกเก็บไว้ใต้เตียงเตาของแม่เฒ่าทัง ทุกมื้อนางจะเป็ผู้ตักเสบียงให้สะใภ้นำไปปรุงด้วยตนเอง ผู้อื่นห้ามย่างกรายเข้าใกล้เด็ดขาด
“ท่านแม่ ขุดไหเสบียงขึ้นมาได้แล้ว แต่...ไหแตกเสียแล้ว!”
แม่เฒ่าทังใรีบก้าวเท้าเล็ก ๆ ของนางเข้าไปดูทันที
พอนางล้วงมือกวาดไปในไหที่แตกละเอียด ก็พลันแผดเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด
“ไอ้คนสารเลวผู้ใดมันกล้าขโมยเสบียงของข้า! เสบียงปลอบขวัญของเหล่าซื่อหายไปไหน เสบียงตั้งเจ็ดสิบแปดสิบชั่งนั่นหายไปไหนหมด! เหตุใดจึงเหลือแต่มันเทศไม่กี่หัวเช่นนี้!”
เมื่อเช้านี้นางยังตรวจสอบดูอยู่เลย ด้วยความตระหนี่จึงไม่กล้านำออกมากิน
ทังเสี่ยวหลง หลานชายคนโตเอ่ยว่า “ท่านย่า หรือจะเป็พวกตัวอัปมงคลนั่นที่ขโมยไป”
“เป็ไปไม่ได้! ตอนพวกมันไป ข้าค้นตัวจนเกลี้ยง แม้แต่ขนสักเส้นข้าก็ไม่ปล่อยให้ติดตัวพวกมันไปได้!”
แม่เฒ่าทังถลึงตาอย่างดุร้าย “บอกมา! เป็พวกเ้าคนใดที่อาศัย่ชลละมุนแอบซ่อนเสบียงของข้าไว้ แล้วแสร้งทำเป็ของหาย กล้าขโมยเสบียงของข้าเชียวรึ ไอ้พวกใจคอโเี้!”
“ท่านแม่ พวกเราไม่ได้ขโมยนะขอรับ!”
ทุกคนในบ้านต่างร้องขอความเป็ธรรม ทว่าแม่เฒ่าทังหาได้ฟังไม่ นางคว้าไม้พลองขึ้นมาฟาดใส่ผู้คนอย่างบ้าคลั่ง
คนทั้งบ้านต่างพากันคุกเข่าลงเป็แถว “ท่านแม่ พวกเราไม่ได้ขโมยเสบียงปลอบขวัญไปจริง ๆ นะเ้าคะ!”
“ข้าเชื่อพวกเ้าก็แย่แล้ว วันนี้ข้าจะตีพวกเ้าให้ตาย!”
เสียงร้องไห้ระงมดังไปทั่วบ้าน ในขณะที่กำลังเกิดเหตุวุ่นวายโกลาหล พลันมีคนมาเยือนถึงหน้าบ้าน และเจาะจงเรียกหาแม่เฒ่าทัง
“วันพรุ่งนี้เทียนโกวบ้านข้าจะฝังแล้ว เ้าก็รับเงินไปแล้ว เตรียมคนไว้พร้อมหรือยัง”
แม่เฒ่าทังรีบรับคำทันควัน “วางใจเถิด! เื่ที่ข้าเป็คนจัดการ ไม่เคยมีสิ่งใดพลาด...”
นางรับเพียงเงินมัดจำมาเท่านั้น ยังมีเงินส่วนที่เหลือที่ยังไม่ได้รับ ยามนี้เรือนพังทลาย เสบียงยังมาถูกพวกสุนัขลอบกัดขโมยไปอีก ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินทองทั้งสิ้น
มีเพียงต้องขายเด็กนั่นออกไป เพื่อแลกเงินมาหมุนเวียนก่อน รออีกไม่กี่วันค่อยขายซานเป่าทิ้งเสีย ซานเป่าเป็เด็กหัวไว หมู่บ้านข้าง ๆ มีชายโสดไร้ญาติขาดมิตรอยากซื้อเด็กชายไปเลี้ยงดูไว้ฝากผีฝากไข้ยามแก่ชรา...
ขนาดนังเด็กใบ้ยังขายได้ถึงห้าตำลึง ถ้าขายซานเป่าที่เป็ลูกชาย ราคาต้องขึ้นไปถึงสิบตำลึงแน่
ต่อให้พวกตัวอัปมงคลเ่าั้จะโวยวายเพียงใดก็ไร้ผล จะขายหรือไม่ขาย ย่อมขึ้นอยู่กับคำพูดของนาง แม่เฒ่าทังผู้นี้เพียงคนเดียว!