หลังจากบิดาลู่อันซินเดินออกไปจากห้อง ผู้เป็มารดาก็หันมากล่าวกับบุตรสาว
“ชายผู้นั้นที่เ้ายกย่องนักหนา หากคนผู้นั้นดีจริงไยจึงปล่อยให้เ้าตายไปแต่เพียงผู้เดียวกันเล่า แต่ไม่เป็ไร ถึงอย่างไรเพลานี้เ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเ้าลืมทุกอย่างไปแล้ว เื่ของคนผู้นั้นเ้าก็ลืมมันไปเสียั้แ่ตอนนี้เถิด”
ฝ่ามืออุ่นที่ลูบไปบนใบหน้าอันหนิงนั้นช่างแสนอ่อนโยน ั์ตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสเต็มไปด้วยความเป็ห่วง แม้อันหนิงจะไม่รู้จักหญิงผู้นี้ดีนัก แต่ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาสู่นางทำให้รับรู้ได้ถึงสายใยของผู้เป็มารดา ที่ส่งความหวังดีมาให้บุตรอย่างไม่มีเงื่อนไข
“เ้าพักผ่อนเสียเถอะ”
แม้ว่าใบหน้าของฮูหยินลู่จะแลดูอ่อนโยนแต่ก็แฝงไปด้วยความหวั่นวิตก นางตบหลังมือของอันหนิงเบา ๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
เื่ราวประหลาดเกิดขึ้นโดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัว อันหนิงได้แต่นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้านี้ นางเป็แค่หญิงสาวธรรมดาในยุคปัจจุบันที่เปิดร้านขายยาสมุนไพรจีนเท่านั้น
นางเปิดร้านขายยาสมุนไพรจีนด้วยอาคารที่เป็เรือนไม้สองชั้น ภายในตกแต่งแบบคงไว้ซึ่งความโบราณร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็เฟอร์นิเจอร์ ตู้ ลิ้นชักเก็บยา โต๊ะ และเก้าอี้ล้วนทำมาจากไม้เนื้อดีที่มีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี
ที่แห่งนี้เป็มรดกตกทอดมาจากย่าทวด ซึ่งครอบครัวต่างลงความเห็นกันว่าให้ขายร้านคร่ำครึนี้ทิ้งแล้วเปลี่ยนเป็เงินเสีย มีแต่อันหนิงผู้เดียวเท่านั้นที่ยืนกรานจะเก็บรักษามันไว้ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของผู้ที่เป็เ้าของร้านเดิม ท่าน้าให้อนุรักษ์ร้านยานี้ไว้เพื่อเปิดรักษาผู้ป่วยด้วยยาสมุนไพรที่มีมาแต่โบราณ
เมื่อนางอยู่ในวัยยี่สิบปีก็ตัดสินใจเป็เถ้าแก่เนี้ยอย่างเต็มตัว ร่ำเรียนวิชาการแพทย์แผนจีนและพืชสมุนไพรจนชำนาญ แม้ไม่ได้เก่งกาจเทียบเท่าแพทย์แผนปัจจุบันแต่ก็เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าใคร เห็นได้จากที่ร้านตั้งอยู่แทบชนบทแต่ก็ยังคงมีผู้คนเข้ามารับบริการอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
แต่แล้วเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันมีสาเหตุมาจากที่นางได้รับวัตถุปริศนามาหนึ่งชิ้น กุญแจทองเหลืองที่สลักข้อความไว้ว่า ชวนเยว่ [1] บริเวณกลางฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็เอกลักษณ์ตามแบบฉบับของกุญแจโบราณ แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือมันกลับมีเพียงแม่กุญแจที่ถูกล็อคไว้แน่นโดยปราศจากลูกกุญแจ
ของชิ้นนี้ถูกส่งเป็พัสดุที่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มา เมื่อนางหยิบขึ้นมาลูบไปตามแนวยาวของตัวอักษรภาษาจีนอันขรุขระ อยู่ ๆ ทัศนะการมองเห็นของนางก็เริ่มเลือนลางคล้ายว่าร่างกายจะทรงตัวไม่ไหว อันหนิงส่ายหน้าไปมาพยายามปรับสายตาให้เป็ปกติ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็มืดมิดพร่ามัว เพียงชั่วพริบตานางก็หมดสติไป และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนย้ายมาอยู่ในสระน้ำั้แ่เมื่อคืนวานนี้
‘เราคงจะทะลุมิติมายังอดีตเพราะกุญแจนั่นสินะ’
เท่าที่รู้เพลานี้ก็คือนางได้ย้ายิญญาเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่มีนามว่า ลู่อันซิน อันหนิงลุกลงจากเตียงแล้วเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง นั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก มองเงาสะท้อนร่างกายตนผ่านกระจกทรงกลมขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นร่างกายท่อนบน
รูปร่างหน้าตาเ้าของร่างนี้คล้ายคลึงกับตัวนางยิ่งนัก รูปร่างผอมบางกว่าเล็กน้อย ผิวพรรณขาวผ่องเรียบเนียน นิ้วมือไร้ซึ่งความหยาบกร้านซึ่งต่างจากผู้ใช้แรงงานเช่นอันหนิงและที่สำคัญยามนี้ลู่อันซินมีอายุแค่เพียงสิบแปดปี
ลู่อันซิน คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของเสนาบดีสำนักราชเลขา ซึ่งมีนามว่า ลู่หยู่เฟิง และฮูหยิน ฝู่ฉางอัน ชีวิตของนางนั้นดูเหมือนว่าจะมีชื่อเสียงค่อนข้างมัวหมอง เพราะข่าวลือที่นางเคยหนีตามคนรัก ซึ่งผู้เป็บิดาและมารดาหาได้เห็นดีเห็นงามด้วยไม่
สาเหตุคงมาจากการถูกคลุมถุงชนด้วยพระราชโองการจากฮ่องเต้เมืองต้าเหลียง ซึ่งแต่งตั้งให้นางเป็พระชายาชินอ๋อง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้นางต้องลอบหนีตามคนรัก แต่สุดท้ายก็หนีไปไม่พ้น ถูกจับตัวกลับมาเพื่อแต่งงานตามบัญชาของโอรส์ เพราะความกดดันที่นางต้องพบเจอ ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง จึงเป็วันที่นางเลือกที่จะปลิดชีวิตตนเอง
‘ในเมื่อเ้าของร่างนี้ดึงฉันมาที่นี่เพราะความคับแค้นใจ เราก็คงต้องอยู่ในฐานะของลู่อันซินต่อไปเพื่อช่วยเหลือชายที่ชื่อว่า มู่หรง ไม่แน่ว่าหากช่วยแก้ไขปัญหาให้แม่นางผู้นี้ได้หลุดพ้นเมื่อไหร่ ฉันก็คงจะถูกส่งกลับไปยังโลกของตัวเอง’
เช้าวันต่อมา ณ จวนสกุลลู่
“คุณหนูเ้าคะ ได้เวลาตื่นนอนแล้วเ้าค่ะ”
สาวใช้คนเดิมที่อันหนิงเจอที่สระน้ำเดินเข้ามาปลุกนางถึงบนเตียง แม่นางน้อยผู้นี้แม้เป็เพียงสาวใช้แต่ก็ใจถึง นางกล้าดึงผ้าห่มออกจากร่างกายของผู้เป็นายที่กำลังนอนขดตัวอย่างสบาย แล้วฉุดลากแขนให้ลุกขึ้นจากเตียง
“โอ๊ย! อะไรกันเนี่ย ฟ้ายังมืดอยู่เลย ให้ฉันนอนต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือไง”
เสียงงัวเงียบ่นอุบออกมาด้วยความหงุดหงิด อีกทั้งดวงตาสองข้างก็ยังคงปิดสนิทและเตรียมที่ล้มตัวลงนอนต่อ
สาวน้อยผู้นี้ยังคงไม่ละความพยายาม นางดึงแขนของผู้เป็นายหญิงน้อยของจวนให้ลุกลงจากเตียงแม้ว่าจะทำได้ยากลำบากสักเพียงใด
“แต่ว่าคุณหนู วันนี้คือวันที่ท่านต้องเข้าพิธีอภิเษกแล้วนะเ้าคะ รีบลุกขึ้นเร็วเถิดเ้าค่ะ”
“อะไรนะ รวดเร็วปานนี้เลย”
เมื่อได้ยินคำว่าแต่งงาน สมองอันหนิงก็พลันตื่นและหายง่วงเป็ปลิดทิ้ง เมื่อวานพึ่งจะทะลุมิติมาวันนี้ต้องเข้าประตูวิวาห์เสียแล้ว เป็เช่นนี้ใครเล่าจะปรับตัวได้ทัน
‘ขอฉันทะลุมิติมาแบบเรียบง่ายหน่อยไม่ได้หรือไงกันนะ’
ท้ายที่สุดก็ไม่อาจหนีพ้นชะตาลิขิต ครั้นถึงยามซื่อ[2] ขบวนแห่ที่ ประดับประดาไปด้วยสีแดงก็เคลื่อนตัวตามฤกษ์ยามมงคล อาชาคู่สีขาวตกแต่งด้วยผ้าแพรผูกเป็ช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ห้อยประดับที่คอ คอยทำหน้าที่ลากเลื่อนเกี้ยวเ้าสาวออกจากหน้าจวนตระกูลลู่อย่างช้า ๆ โดยมีมโหรีบรรเลงเพลงนำหน้าไปตลอดทาง ท่ามกลางความสนใจจากเหล่าชาวเมืองนับร้อยนับพันที่แออัดไปตามสองฝั่งของถนน
หลังจากขบวณเ้าสาวเดินทางไปเคารพหอบรรพชนเสร็จสิ้น ก็ใช้เวลาเดินทางต่ออีกราวหนึ่งเค่อ[3] จึงถึงหน้าประตูจวนหลังใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งเ้าของจวนเป็ถึงองค์ชายสามอันเป็ที่รู้จักกันในนาม อ๋องมู่หรง
“เกี้ยวเ้าสาวมาถึงแล้ว”
นิ้วมือเรียวเล็กของหญิงสาวภายในรถม้าปาดผ้าม่านบาง ๆ ออกไปด้านข้าง โน้มตัวลงมองลอดหน้าต่างไปยังหญิงร่างอวบที่มีจุดเด่นคือใฝเม็ดโตแต้มที่ริมฝีปากบนของใบหน้าอันอวบอิ่ม
นางผู้นี้เป็ที่รู้จักกันในนาม แม่สื่อ ซึ่งเพลานี้กำลังเดินปลีกตัวไปเจรจากับผู้ดำเนินพิธีการทางฝั่งเ้าบ่าวซึ่งใช้เวลาอยู่พักใหญ่ อันหนิงจึงก้าวลงมาจากรถม้าเพื่อเดินตรงไปเข้าไปในจวนเพื่อร่วมพิธี แต่อยู่ ๆ ชายผู้นั้นก็เปล่งเสียงประกาศดังกึกก้อง
“ส่งตัวเ้าสาวเข้าเรือนหอ”
เท้าเล็กที่กำลังก้าวถึงกับต้องหยุดชะงัก เ้าของอาภรณ์สีแดงปักลวดลายหงส์ยืนอย่างเงอะงะอยู่หน้าประตู มือเรียวกำรอบแขนของหญิงสาวผมมวยที่เดินประคองนางมาั้แ่ลงจากเกี้ยว เธอเอนตัวเข้าไปใกล้ ๆ แล้วกระซิบถาม
“ไม่ต้องมีพิธีอื่นแล้วหรือ มันเร็วไปไหม ฟ้ามันยังไม่ทันมืดเลยด้วยซ้ำฉันยังไม่ได้เตรียมใจเลยนะ”
“โถ่คุณหนู แบบนี้ไม่ดีหรือเ้าคะ จะได้จบพิธีเร็ว ๆ”
คำตอบที่ได้นั้นหาได้สร้างความอุ่นใจให้ลู่อันหนิงไม่ หนำซ้ำแม่นางน้อยผู้นี้ยังกึ่งประคองกึ่งลากผู้ที่คลุมหน้าด้วยผ้าสีแดงให้เดินเข้าไปในเรือนนอนที่จัดแต่งด้วยตัวอักษรสีแดง
“ข้าคงต้องออกไปก่อน คุณหนูโปรดรักษาตัวด้วย”
“เดี๋ยวสิ! ทำไมถึงพูดเป็ลางแบบนั้นล่ะ เสี่ยวอี้...เสี่ยวอี้ อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว”
อันหนิงกระซิบเรียกผู้ที่พามาส่งภายในห้องอันเงียบสงัด มือเล็กตะกายคว้าร่างสาวใช้คนสนิทแต่ก็พลาด สาวน้อยตัวเล็กผู้นี้ช่างเคลื่อนไหวได้ว่องไวยิ่งนักเวลาหนี แม้นางจะพยายามรั้งด้วยน้ำเสียงที่อ้อนวอนเพียงใด สุดท้ายก็ถูกทิ้งไปอย่างไม่ไยดี มิหนำซ้ำยังปิดประตูขังนางไว้ตามลำพังอีกด้วย
เมื่อต้องอยู่ในห้องกว้างเพียงคนเดียวแล้ว ทุกอย่างก็ดูเงียบเสียจนน่าขนลุก ต่างจากบรรยากาศครื้นเครงด้านนอกโดยสิ้นเชิง ยามนี้ช่างวังเวงเย็นะเืที่สันหลังอย่างน่าประหลาดทั้งที่เป็งานมงคลแท้ ๆ
แม้เธอจะเข้าพิธีแต่งงานครั้งนี้ตามพระราชโองการแต่แท้จริงแล้วก็เพราะชายผู้นี้คือผู้ที่ลู่อันซินเอ่ยปากขอให้ช่วยเหลือ และในเมื่อนาง้าเพียงแค่ช่วยเหลือแต่ไม่ได้สมัครใจไปเป็ภรรยา ถ้าแม้ว่าคนผู้นี้มีจิตคิดเื่ตัณหานางก็เตรียมพร้อมที่จะรับมือ
‘ยานอนหลับ ผงพริกไทย ดีนะที่ในจวนลู่ยังพอมีของที่จะใช้ทำประโยชน์บ้าง ถ้าเกิดคนผู้นี้คิดไม่ซื่อล่ะก็ เจอดีแน่’
ภายใต้ความวิตกกังวลและความหนาของอาภรณ์ที่นางต้องทนสวมอยู่หลายชั้น ประกอบกับความเหน็ดเหนื่อยก็พาลให้รู้สึกหงุดหงิด
พรึบ!
“โอ๊ย! ไม่สงไม่สนแล้วพิธีแต่งงานอะไรกัน”
ผ้าคลุมหน้าเ้าสาวจึงถูกเหวี่ยงลงบนพื้น ดวงตาคู่กลมสอดส่องไปรอบ ๆ ห้องกว้างที่กั้นด้วยฉากไม้บังตา เธอเดินอ้อมไปด้านข้างฉากไม้แกะลายดอกบัวขนาดใหญ่ ซึ่งด้านหลังนั้นก็พบเข้ากับร่างชายในชุดสีเดียวกันกับนางนอนหลับอยู่
‘คนผู้นั่นคือเ้าบ่าวของเราสินะ อ๋องมู่หรง ที่ผู้คนกล่าวกันว่าเป็คนพิการคนนั้น’
“นี่คุณ...ไม่ใช่สิ ท่านอ๋อง ท่อนอ๋อง”
นางเรียกชายที่นอนนิ่งพลางค่อย ๆ ขยับกายเข้าไปใกล้แล้วโน้มตัวลง ใช้นิ้วชี้ของตนยื่นเข้าไปใต้ปลายจมูกเพื่อััลมหายใจของอีกฝ่าย
“ยังหายใจอยู่ เห็นนอนนิ่งอย่างกับคนตาย แต่แบบนี้ก็คงไม่ต้องกังวลเื่เข้าหอแล้วสิ”
อันหนิงไล่สายตาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า พิจารณาร่างกายที่ไร้ซึ่งการตอบสนอง ใบหน้าขาวซีดแลดูผอมเสียจนเนื้อแก้มตอบลงกระทั่งเห็นสันกระดูกชัด ผมที่ยาวเรียงเส้นนั้นก็ล้วนกลายเป็สีขาว แต่ทว่าใบหน้ายังคงเค้าโครงที่ดูสง่าราวกับเทพสลัก เสียก็แต่มีโรคภัยที่รุมเร้าจนน่าเวทนา อันหนิงได้แต่ส่ายหน้าเพราะความเสียดาย
“จิ๊...จิ๊...จิ๊...อายุยังน้อยแท้ ๆ ทั้งที่หล่อขนาด ฟ้าดินก็ช่างโหดร้ายเสียจริง ทำไมต้องให้ผู้ชายหล่อขนาดนี้ต้องมาป่วยหนักด้วยนะ เสียดายรูปลักษณ์ที่ได้มา”
ฝ่ามือเล็กค่อย ๆ เลื่อนไปเหนือใบหน้าคมคาย ก่อนจะโบกไปมาช้า ๆ เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าชายผู้นี้นอนหลับสนิทจริงหรือไม่ นางเลื่อนสายตาไปยังปลายเส้นผมสีเงินซึ่งมันช่างสวยสะดุดตา และก็อดไม่ได้ที่จะััไปตามไรผมปกหน้า ซึ่งอันหนิงคลับคล้ายคลับคราว่าเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน
พรึ่บ!
อยู่ ๆ ดวงตาของผู้ที่นอนอยู่บนเตียงก็เปิดขึ้น ดวงตาเรียวยาวมองตรงไปยังเพดานไม่กระพริบ อันหนิงที่โบกมืออยู่ถึงกับหัวใจกระตุกวูบ ดวงตานางที่เดิมก็โตอยู่แล้วเปิดกว้างขึ้นไปอีกเป็เท่าตัวด้วยความใ
หมับ! กรี๊ด!
..___________.. @ .. ___________..
ชวนเยว่ [1] : ในภาษาจีนมีความหมายว่า การเดินทางข้ามเวลา
ยามซื่อ[2] : เวลา (09.00 น. - 10.59 น.)
หนึ่งเค่อ[3] : (15 นาที)