ตอนที่ 31
ที่แท้การพุ่งชนกำแพงก็เป็แบบฉบับอย่างหนึ่ง
เฉินิและาาปีศาจพยัคฆ์ดำได้ทำตามแผนการที่วางเอาไว้ โดยได้บอกต่อเหล่าขุนพลปีศาจของาาปีศาจพยัคฆ์ดำว่า าาปีศาจยาหวูเต้าได้ทราบถึงจุดอ่อนของาาปีศาจราชสีห์แล้ว าาปีศาจพยัคฆ์ดำจึงได้ให้ขุนพลปีศาจตนอื่นๆถอยไป พร้อมทั้งยังได้เอ่ยปากกับเฉินิว่าหากคืนนี้ไม่เมามายก็อย่าได้เลิกรา
รอจนขุนพลปีศาจทั้งหมดถอยไปกันแล้ว าาปีศาจพยัคฆ์ดำจึงหันไปมองเฉินิ : “น้องหวูเต้า ตอนนี้ต้องพึ่งเ้าแล้ว ด้วยเคล็ดการปกปิดตัวตนของเ้า ย่อมไม่ทำให้พวกเขาพบเห็นเ้าแน่ ข้าเองก็คงใช้การไม่ได้แล้ว ขอเพียงทางเ้ามีการลงมือ ข้าจะปรากฏตัวขึ้นในทันที”
เฉินิหัวเราะออกมาแล้วกล่าว : “เช่นนั้นต้องขอให้พี่พยัคฆ์ดำดื่มสุราต่อไปในที่แห่งนี้กันแล้ว”
าาปีศาจพยัคฆ์ดำยิ้มแล้วกล่าว : “นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว”
ทันทีที่อยู่ภายในหมอกดำกลุ่มหนึ่งเฉินิจึงแปลงกายเปลี่ยนเป็อีกาสีดำทมิฬตัวหนึ่ง บินออกไปจากภายในถ้ำ ยืนอยู่ทาง้าตำหนักของาาปีศาจพยัคฆ์ดำ คอยสอดส่องทั่วทุกพื้นที่และเหล่าบริวารในตำหนักของาาปีศาจพยัคฆ์ดำ
เฉินิทราบดีว่าขุนพลปีศาจที่สามารถส่งข่าวจากภายในใจกลางกองทัพได้ ย่อมต้องมีลูกไม้พิเศษอยู่อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นต้องถูกพบเจอไปแล้ว
ด้วยพลังสายตาของเขาในตอนนี้ แม้กระทั่งยามวิกาลก็ยังสามารถที่จะสอดส่องได้อย่างละเอียด ดวงตาทั้งคู่ได้เพ่งมองไปที่ความเคลื่อนไหวของบริวารของาาปีศาจพยัคฆ์ดำ กวาดตามองไปทุกสารทิศ
กระทั่งได้มาถึงยามค่ำคืน เฉินิที่ใกล้จะหลับอยู่แล้ว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกระพือปีกของสัตว์ปีก เฉินิจึงหันไปมองทางต้นเสียง นั่นกลับเป็พิราบสีขาวตัวหนึ่งกำลังบินขึ้นจากพื้น อีกทั้งยังอยู่ในสายตาของเฉินิพอดี
ที่แท้ก็ใช้การส่งสารผ่านทางนกพิราบ ไม่แปลกใจเลยที่าาปีศาจเหล่านี้ไม่อาจที่จะพบเห็นความเคลื่อนไหวของเขาได้
เฉินิขยับปีกทั้งคู่ มุ่งหน้าบินไปยังนกพิราบตัวนั้น นกพิราบธรรมดามีหรือที่จะสามารถบินสู้กับเขาได้ เฉินิได้ไล่ไปจนถึงทางด้านข้างของนกพิราบ พร้อมกับปลดปล่อยพลังมนตร์ตราออกมาจับนกพิราบตัวนี้เอาไว้ได้อย่างง่ายดาย จากนั้น เฉินิจึงคืนสู่ร่างเดิมพร้อมกับมีนกพิราบอยู่ในมือ ที่เท้าของนกพิราบน้อยเห็นชัดว่าได้มีแถบผ้าอยู่ผืนหนึ่ง
เฉินิเคลื่อนย้ายกายมาถึงยังเบื้องหน้าของาาปีศาจพยัคฆ์ดำอีกครั้ง พร้อมกับจับนกพิราบในมือยื่นให้แก่าาปีศาจพยัคฆ์ดำ แล้วกล่าว : “ท่านน่าจะทราบว่าเป็ผู้ใดกันสินะ ? ”
าาปีศาจพยัคฆ์ดำยื่นมือปลดแถบผ้าที่ผูกไว้กับเท้าของนกพิราบ พร้อมกับคลี่เพื่ออ่านดู ซึ่งเขียนเอาไว้ด้วยข้อมูลในคืนนี้ าาปีศาจพยัคฆ์ดำหัวเราะในลำคอ แล้วกล่าว : “ที่แท้ก็เป็ขุนพลปีศาจพิราบขาว ไปเถอะ พวกเราไปจับตัวผู้ทรยศคนนี้กัน”
เฉินิกล่าว : “อย่าได้ทำให้เอิกเกริกจนเกินไป ในเมื่อขุนพลปีศาจพิราบขาวผู้นี้สามารถที่จะแจ้งข่าวต่อาาปีศาจราชสีห์ได้ ก็ไม่แน่ว่ายังพอมีประโยชน์ให้พวกเราใช้สอยได้อีก นำไปจองจำก่อนก็แล้วกัน”
าาปีศาจพยัคฆ์ดำแม้จะดูบ้าบิ่น แต่ก็ไม่ได้โง่งม หัวเราะแล้วกล่าว : “ข้าเข้าใจแล้ว ขุนพลปีศาจพิราบขาวสามารถส่งข่าวให้แก่าาปีศาจราชสีห์ได้ฉันใด ก็ย่อมสามารถส่งข่าวปลอมให้แก่าาราชสีห์ได้ฉันนั้น”
ทั้งสองได้มาถึงยังถ้ำซึ่งเป็ที่อาศัยของขุนพลปีศาจพิราบขาวแล้ว ขุนพลปีศาจพิราบขาวที่เห็นเฉินิและาาปีศาจพยัคฆ์ดำก็แสดงอาการใขึ้น อีกทั้งเมื่อเห็นนกพิราบที่อยู่ในมือของาาปีศาจพยัคฆ์ดำ ก็เข้าใจในทันทีว่าสถานะของตนเองได้ถูกเปิดเผยแล้ว จึงได้ลอยตัวบินขึ้นสูงเพื่อมุ่งหน้าตรงเข้าชนกำแพงถ้ำ
าาปีศาจพยัคฆ์จึงกระตุ้นพลังมนตร์ตราปกคลุมไปทั่วทั้งถ้ำภายในพริบตา พร้อมกับจับขุนพลปีศาจพิราบขาวเอาไว้ : “อยากตายงั้นหรือ หาได้ง่ายดายอย่างที่เ้าคิดไม่ หากมิใช่เ้า น้องหวูเต้าก็คงจะไม่ถูกเปิดโปง นักรบอย่างขุนพลปีศาจกวางผู้นั้นก็คงจะไม่ต้องได้รับความอัปยศ ! ”
เฉินิถึงกับหนังตากระตุกขึ้น ไม่แปลกใจเลยที่าาปีศาจราชสีห์จะคิดว่าที่เขาหลบหนีคือการฆ่าตัวตาย ที่แท้ก็เป็แบบฉบับของไส้ศึกเมื่อถูกพบเจอแล้วนั่นเอง!
เมื่อจับขุนพลปีศาจพิราบขาวขังไว้ในคุก เฉินิก็ได้รับข้อความการเสร็จสิ้นภารกิจ ในตอนนี้ตัวเขาได้มีปราณรู้แจ้งมากถึง 5600 แต้มแล้ว เคล็ดัคชสารของตัวเขาเองก็สามารถที่จะเลื่อนขึ้นไปจนถึงขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หกได้ในทันที
ทว่าการเพิ่มพูนพลังฝีมือของตนเองในตอนนี้ ยังไม่ถือเป็เื่สำคัญมากนัก ในเวลานี้เฉินิมีความ้าเพิ่มแต้มจริยธรรมให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นต่อให้มีปราณรู้แจ้งมากมายเพียงเท่าใด ก็ยังไม่สามารถนำแต้มเ่าั้มาใช้ได้
หากตัวเขาคิดที่จะค่อยเป็ค่อยไปในการฝึกปรือ นั่นต้องไม่ทันการแน่ เพราะอีกเพียงสามปีก็จะเป็การเปิดโลกหล้า เมื่อถึงเวลานั้นไม่ทราบว่าทั่วทั้งใต้หล้าจะกลายสภาพเป็เช่นไรบ้าง ไม่แน่ว่าเมื่อวันนั้นมาถึง เกรงว่าตนเองคงจะต้องถูกศิษย์คนโตวิถีมารของหย่าม่อปลิดชีพจนกลายเป็ผงภายในกระบวนท่าเดียว
อีกทั้งการฝึกปรืออย่างช้าๆ มีหรือที่จะสู้การใช้แต้มจริยธรรม และแต้มปราณรู้แจ้งในการเพิ่มขอบเขตพลังได้
ประจวบเหมาะกับที่ตัวเขาได้สิทธ์ในการรับศิษย์ลำดับที่สองมาพอดี คงจะได้เวลาที่จะต้องปลูกกุยช่ายอีกสักต้นกันแล้ว !
พันธมิตรหกาาเมื่อได้รับแผนที่รายละเอียดในการรบจากเฉินิแล้ว ย่อมที่จะพอถ่วงดุลอำนาจของสถานการณ์ทั่วทั้งาไว้ได้บ้าง ด้วยไม่ทราบว่าต้องสู้เช่นนี้กันไปอีกกี่ปี บวกกับที่ในอีกหลายปีข้างหน้าอาจมีาครั้งใหญ่ระหว่างแคว้นเกิดขึ้นได้ ขึ้นชื่อว่าเป็ผู้ฝึกตน การสู้รบกับศึกที่ยาวนานเช่นนี้ หากไม่มีอายุขัยเหลือให้ถึงอีกสักหลักสิบปี ย่อมจะต้องเกิดความกังวลขึ้นเป็ธรรมดา
พันธมิตรหกาาทราบว่าลูกน้องตนเองเพียงหนึ่งเดียวที่ ‘น่ากังวล’ อย่างขุนพลปีศาจกวางได้สิ้นชีพแล้ว ดังนั้นใน่ที่ตนเองต้องตระเวนไปมาระหว่างเขาแต่ละลูก จึงได้ให้ปีศาจชั้นสูงสิบกว่าตนมาเป็นักรบคอยอารักขาตนเอง ถึงแม้จะเป็ถึงาาปีศาจ ถึงอย่างไรก็จำเป็ที่จะต้องมีนักรบเช่นนี้คอยดูแลตนไว้บ้าง
ท่ามกลางป่าเขาพงไพร เด็กหนุ่มที่โชกเืไปทั้งร่างได้ถูกโยนทิ้ง ศิษย์ที่สวมเอาไว้ด้วยชุดของนักพรตก็ได้หันมาถ่มน้ำลายใส่เด็กหนุ่มคนนั้นอยู่หลายครา : “เพ่ย นี่มันของอะไรกัน สวะไร้ค่าอย่างเ้าที่สามารถฝึกได้แต่เพียงวิถีคัมภีร์ยังคิดที่จะเข้าร่วมกับสำนักเซียนเหินของเรา นี่เ้ากำลังคิดดูแคลนสำนักเซียนเหินอยู่งั้นรึ? ”
“ไปเถอะ ศิษย์พี่ ที่นี่อยู่ในอาณาเขตของขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่น ก็ให้เ้าหนูนี่ ฝังร่างไว้ในปากของปีศาจชั้นสูงเถอะ”
“อือ ถึงอย่างไรก็เป็แค่สวะไร้ค่าที่ฝึกปรือได้แต่วิถีคัมภีร์เท่านั้น ปล่อยเขาให้ตายไปเองเถอะ!”
“ไม่แน่ว่าการที่เขาคิดจะเข้าร่วมกับสำนักเซียนเหิน อาจเป็เพราะสัญญาหมั้นหมายของเขากับฮวาชิงถิงเท่านั้น แต่ว่าศิษย์พี่หญิงฮวาชิงถิงเป็บุคคลที่สูงส่งกว่าเ้าถึงเพียงใดกัน เ้าทราบหรือไม่?”
“ศิษย์พี่หญิงฮวาชิงถิงถือเป็ผู้มีพร์ ส่วนเ้าเป็แค่สวะไร้ประโยชน์คนหนึ่งเท่านั้น จงจำเอาไว้ ศิษย์พี่หญิงฮวาชิงถิงได้ทำลายสัญญาหมั้นหมายของพวกเ้าไปแล้ว นับจากนี้เป็ต้นไป เ้ากับศิษย์พี่หญิงฮวาชิงถิงไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป!”
เด็กหนุ่มที่โชกเืไปทั้งร่างเงยหน้าขึ้นมองศิษย์สำนักเซียนเหินทั้งสองคนอีกครั้ง สามปีก่อนหน้านี้เขาได้ถูกขนานนามว่าเป็ผู้มีพร์ที่โดดเด่นของดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ ผู้เป็หนึ่งไม่มีสอง ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ถูกเ้าสำนักของสำนักเซียนเหินให้ความสำคัญเป็อย่างยิ่ง แต่ว่าในขณะที่เขายังอยู่ห่างจากขอบเขตสู่วิถีอีกเพียงแค่ก้าวเดียว ในเวลาที่จะทะลวงพลังขอบเขต ทันใดนั้นลมปราณทั้งร่างของเขาไม่ทราบว่าหายไปยังที่ใด ถึงกับทะลวงพลังขอบเขตล้มเหลว เต้ากงถูกทำลาย นำไปสู่การที่เขาสามารถฝึกปรือได้แต่เพียงวิถีคัมภีร์เท่านั้น
ศิษย์ทั้งสองทุบตีออกหมัดเตะเท้าใส่บนร่างของเด็กหนุ่มอีกครั้ง มองไปยังหลิงเซียนที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับเคลื่อนไหว: “ให้เขาถูกสัตว์ป่ากินไปเถอะ เช่นนี้ก็ยังสามารถที่จะมีคำบอกกล่าวต่อคนในตระกูลของเขาได้”
“หากถูกเผ่าปีศาจของขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่นกินไปแล้ว ต่อให้เป็ตระกูลหลิง ก็คงไม่กล้าที่จะไปรังควานมหากษัตริย์แห่งเผ่าปีศาจ หรอก ไปเถอะ หากพวกเราฆ่าเขาแล้ว จะกลายเป็การหาเื่ใส่ตัวเอาได้”
ศิษย์ของสำนักเซียนเหินจึงได้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ทิ้งเอาไว้แต่เพียงร่างที่โชกเืของเด็กหนุ่มที่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้
“จะไม่มีวันที่เป็ของข้าหลิงเซียนผู้นี้เลยงั้นรึ ! ”
“ไม่ ต่อให้ข้าฝึกปรือได้แต่เพียงวิถีคัมภีร์ ข้าหลิงเซียนก็จะต้องล้างอายความอัปยศในวันนี้ให้จงได้!”
ทันใดนั้นหลิงเซียนก็ได้ยินเสียงที่ประหลาดพิกลดังขึ้นมา : “อือ อะไรน่ะ ดูคล้ายมนุษย์เลยนะ”
หลิงเซียนถึงกับอับจนคำพูด ข้าถูกทุบตีจนไม่อยู่ในสารรูปของมนุษย์แล้วอย่างงั้นหรือ ?
เสียงนั้นก็ได้ดังขึ้นมาต่อ : “ดูคล้ายมนุษย์เลยนะอะไรของเ้าหะ นี่ก็เห็นกันชัดๆว่าเป็มนุษย์”
“ใต้เท้าาาปีศาจใน่นี้มักบ่นอยู่ว่ารสชาติอาหารไม่ถูกปาก หากเราจับคนผู้นี้กลับไปให้ใต้เท้าาาปีศาจได้เปลี่ยนอาหารการกินบ้างก็ดี!”
“ไม่เลว ไม่เลว เช่นนี้พวกเราก็สามารถที่จะกินอาหารดีๆกันได้บ้างแล้ว นานแล้วที่ไม่ได้กินเนืุ้์”
หลิงเซียนดิ้นไปมา หันมองไปยังบริเวณที่เป็ต้นเสียง กลับเป็สัตว์ปีศาจที่มีร่างเป็มนุษย์หัวเป็สัตว์สองตน นี่มันปีศาจชั้นสูงขอบเขตสู่วิถี มีแต่เพียงปีศาจชั้นสูงที่อยู่ในขอบเขตสู่วิถีจึงจะสามารถสลัดคราบความเป็ปีศาจ จำแลงเป็ครึ่งมนุษย์ได้ ส่วนปีศาจที่สามารถจำแลงได้ทั้งร่างนั้น ก็คือาาปีศาจนั่นเอง
หลิงเซียนบังเกิดความสิ้นหวังขึ้นในใจ พึ่งจะออกมาจากรังหมาป่า ก็ต้องเข้าปากถ้ำเสือต่อ ดูเหมือนว่าชีวิตของข้าหลิงเซียนจะมาถึงกาลอวสานแล้ว
.
.
.
.