ออร่าเวทของโทแพซห่อหุ้มร่างกายของอัศวินผู้าเ็เอาไว้ ป้องกันไม่ให้อสุรกายไร้ผิวสังหารพวกเขา แต่ว่าในขณะเดียวกัน พลังเวทของเขาก็หมดลง
“ข้าไม่เหลือพลังเวทแล้ว”
“ข้าจัดการเอง” ไอริสที่เห็นว่าเหลือเพียงนางที่ยังสามารถต่อสู้ได้ จึงตัดสินใจสู้ตายกับศัตรูโดยไม่หันหลังหนี
“ในนามแห่งสวาลินน์ ผู้ถือครองพันธสัญญาอันบริสุทธิ์... ข้าขอสั่งให้เ้าจุติลงมาเพื่อพิพากษา! จงปรากฏกาย... หงส์ดาราศาสตรา”
วงแหวนเวทมนตร์สีน้ำเงินเข้มขยายตัวออกเป็วงกว้าง มีลวดลายเป็แผนที่ดวงดาวที่สลับซับซ้อน ใบมีดมานาขนาดเล็กนับพันเริ่มควบแน่นจากอากาศธาตุ ส่งเสียงกรีดร้องคมกริบราวกับเสียงกระซิบของเพชฌฆาต มานาทั้งหมดะเิออก กลายเป็รูปลักษณ์ของหงส์ั์ที่ร่างกายเป็สีนิลเช่นเดียวกับรัตติกาล ปีกแต่ละข้างคือดาบคมกริบที่เรียงซ้อนกันอย่างวิจิตรบรรจง
“จงฉีกกระชาก พยุหะปีกดารา”
ทันทีที่สิ้นคำร่าย หงส์ั์ผู้สง่างามก็สะบัดปีกที่ทำจากใบมีดมานาอย่างทรงพลัง คลื่นความคมพุ่งออกไปตัดกระชากอากาศจนเกิดรอยแยก อสุรกายไร้ผิวที่พยายามทำลายออร่าโล่เพชรถูก "พยุหะปีกดารา" ซึ่งเป็ใบมีดสั้นนับร้อยที่สลัดออกจากปีกหงส์ พุ่งเข้าทิ่มแทงและเชือดเฉือนร่างกายโดยที่ไอริสไม่ต้องขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียว
หากเป็ปกติ ไอริสคงคิดว่าการโจมตีของสัตว์ภูตประจำตัวคงสามารถสังหารศัตรูทั้งหมดได้แล้ว แต่เมื่อนางมองไปก็เห็นอสุรกายไร้ผิวที่ร่างกายฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว และ ศัตรูอย่างมนุษย์ทั้งสองก็ไปหลบอยู่หลังการ์กอยล์ทมิฬที่การโจมตีของสัตว์ภูตไม่ระคายผิวเลยแม้แต่น้อย
ทายาทแห่งมหาตระกูลผู้ไม่เคยพบกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจหาทางรอด ในตอนนี้เมื่อมองไปรอบๆ นางได้พบความสิ้นหวังเป็ครั้งแรก
“ดิ้นรนไปก็เท่านั้น” ดวงตาสีแสงของไคม์ส่งแสงสว่างขึ้น คิดจะโจมตีดวงิญญา ให้อีกฝ่ายไม่อาจต่อต้าน พลังเวทิญญาอันน่าขนลุกกระจายออกจากร่างกาย
แรงกดดันิญญาพุ่งตรงเข้าสู่ไอริสจนนางหน้าทอดสี ไม่ว่าจะเป็เพราะพลังเนตรที่แข็งแกร่งหรือเพราะพลังเวทที่ต่ำกว่า ทำให้นางไม่อาจต้านทานได้
“ไอริส!! ไอ้สารเลว” โทแพซเองก็พยายามจะเค้นพลังเวทที่แทบไม่เหลือของตนเอง แต่เพราะความโมโหทำให้เขาไม่เผลอไปสบตากับไคม์
เนตรต้องสาป ผนึกิญญา
พลังิญญาอันแข็งแกร่งพุ่งตรงเข้าสู่ดวงิญญาของโทแพซและไอริสพร้อมๆ กัน ดวงิญญาที่ระดับต่ำกว่าโดนผนึกการรับรู้ชั่วคราว ไร้โอกาสในการขัดขืน
“เอาไป” ไคม์โดยลูกแก้วโลหิตทั้งสองลูกให้กับกริมม์
กริมม์ยกยิ้มมองลูกแก้วโลหิตสองลูกภายในมือ มันก็คือร่างต้นของ ‘อสุรกายโลหิต’ ที่สามารถกลืนกินร่างของเป้าหมายจากภายใน ทั้งความทรงจำ พลังเวท ความสามารถ ขีดจำกัดสายเื จะกลายเป็ของอสุรกายโลหิตทั้งหมด และ คนๆ นั้นจะกลายเป็ทาสของภาคีไตรเนตรทันที
แม้ว่าทั้งโทแพซ ไอริส และ เมวา มีระดับพลังเวทเพียงหกขั้นสูงเท่ากับไคม์ แต่ว่าด้านพลังิญญากลับไม่แข็งแกร่ง ไม่อาจต้านทานพลังิญญาอาฆาตได้เลยแม้แต่น้อย
กริมม์เคลื่อนไหวครั้งเดียวเข้าไปคว้าคอของโทแพซ ยกมือนำลูกแก้วโลหิตไปใกล้ปากของโทแพซ ความสิ้นหวังเข้าคืบคลานเข้าสู่หัวใจของสามทายาทแห่งมหาตระกูล
พวกเขาไม่อาจต่อต้านได้เลย
……………….
ย้อนกลับไป เวลาก่อนรุ่งสาง
ทางด้านของอันเดอร์รูฟ ใน่เวลาเดียวกับที่ภาคีอัศวินกำลังออกเดินทาง
ณ ฟากฟ้าเหนือหอคอยแวนแจนซ์ อูซิน เรย์ มาร์ติน เวสเพอร่า เอโลเวน ฟรอสต์ และ ลูเชียน อันเดอร์รูฟทั้งเจ็ดทนได้อยู่บนเครื่องมือแปลกประหลาดที่มีรูปทรงเหมือนกับจานร่อนขนาดั์
“นี่ก็เป็อุปกรณ์จากโลกวิทยาการเหรอ?” เรย์ถาม มองดูจานร่อนขนาดั์ที่พวกเขายืนอยู่นอกจากจะสร้างบรรลุจนได้เยอะแล้ว ยังมีความเร็วมหาศาลที่เดินทางจากเมื่อมายังหอคอยแวนแจนซ์ในระยะเวลาไม่กี่นาที จากปกติหากใช้ม้าชั้นดีก็ต้องเดินทางเกือบสี่สิบนาที
“ใช่ครับ ถึงพวกเราจะมาอาศัยภายในโลกมนตรา แต่เราเองก็มีเครื่องมือหลายอย่างที่เอามาด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการลงมือแต่ละครั้ง” มาร์ตินพูด
“จะว่าไปแล้ว เราจะรู้ได้ยังไงว่า พวกมันจะไปโผล่ที่ไหน” เวสเพอร่าถาม พลางหยิบกรรไกรขยับเล่นไปมา
“ที่เรารู้ตอนนี้คือ.. ในการโจมตีตระกูลแวนแจนซ์ภาคีไตรเนตรได้ขโมยอาร์ติแฟกต์ที่กำลังอยู่ใน่ทดลองไปด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ ลูกบาศก์สุญญตา ที่สามารถแทรกแซงรวมถึงหยุดการทำงานของอาร์ติแฟกต์อักขระ... ยิ่งหากว่า ผู้ใช้งานก็คือคนของตระกูลดอมินุสที่เนตรอเวจี ต่อให้เป็อักขระสายมิติก็คงยกเลิกการทำงานได้ไม่ยาก จึงมีความเป็ไปได้ที่พวกมันไม่ได้กำหนดจุดหมายมาที่หอคอยโดยตรง” ฟรอสต์บอก
“ใช่ เพราะพวกเราก็รู้เพียงแค่พวกมันวางแผนสวมรอยทายาทมหาตระกูลเพียงเท่านั้น” อูซินบอก จากความทรงจำที่เมาเมาได้มา ่เวลานี้เหมือนเป็่เวลาที่ ‘ราชันเทวะ’ ผู้นั้นไม่ได้พบเจอเอง แต่เป็การรู้เื่ราวและมาบอกเล่าข้อมูลต่ออีกที ข้อมูลใน่เวลานี้ของเมาเมาจึงอาจเกิดการคลาดเคลื่อนเื่เวลาหรือสถานที่
“หากเป็ข้าก็คงไม่ย้ายมาที่หอคอยแวนแจนซ์โดยตรง เพราะใน่เวลาที่ผ่านมามีอัศวินมากมายคอยเฝ้ารอบหอคอย การจะวางกับดักเอาไว้คงไม่ใช่เื่ง่าย เพราะฉะนั้นคงต้องแทรกแซงการย้ายมิติให้ไปยังจุดอื่นมากกว่า” มาร์ตินพูด
“แต่รอบๆ หอคอยแวนแจนซ์ในระยะห้าสิบกิโลก็มีแต่ป่า พวกมันจะย้ายไปทางไหนก็ยังไม่รู้เลยนะ อีกอย่างพวกมันก็คงมี อาร์ติแฟกต์เวทที่ใช้ในการสร้างอาณาเขตปิดกั้นพลังอีกแน่ๆ ไม่งั้นตระกูลแวนแจนซ์จะโดนโจมตีง่ายๆ โดยที่คนในเมืองเทรัสไม่รู้ได้ยังไง” เวสเพอร่าพูด
“เื่นั้นไม่ต้องห่วง.. ั้แ่เมื่อวานที่ผมส่งแมลงปอมาสืบข่าว ตอนนี้แมลงปอของผมกระจายไปทั่วป่าแล้วครับ หากมีการใช้พลังปิดกั้นพื้น และ ผมไม่สามารถเชื่อมต่อกับแมลง ผมจะรู้ได้ทันที” ลูเชียนโชว์แมลงปอของตนเอง
ลูเชียน นักข่าวมากความสามารถ ผู้บรรลุถึงชนชั้นจ้าวมนตราขั้นกลาง ผู้ใช้พลังเวทสายอัญเชิญภูต และ ได้ทำสัญญากับ ภูตแมลงปอ และ พลังจิตของเขาทำให้สามารถแบ่งปันการมองเห็นภาพและเสียงเดียวกันกับภูตแมลงปอ ข้อดีของภูตสายแมลงขนาดเล็กก็คือ การแบ่งตัว พวกมันสามารถสร้างสิ่งที่คล้ายร่างแยกให้กระจายตัวไปทั่วบริเวณ เมื่อประสานกับพลังของ ลูเชียน ทำให้เขาสามารถสอดแนมได้ทั่วเมืองในเวลาเดียวกัน
“หลังจากนี้ก็ทำได้แต่รอเวลาสินะ” เรย์กระชับคันธนูของตัวเองเอาไว้แน่น เขามองไปยังอูซิน เพียงไม่กี่ชั่วโมง อูซินกลับสามารถเลื่อนระดับพลังเป็ระดับห้าขั้นสูงเทียบเท่ากับเขาแล้ว ต่อให้จะบอกว่าอูซินเป็จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดร่างใหม่ แต่ความเร็วระดับนี้ก็นับว่าเร็วเกินกว่าผู้เกิดใหม่คนอื่นๆ จะทำได้
‘หากอูซินอยู่ในร่างจริงๆ ของเขา จะสร้างแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ’
ในจังหวะที่ทุกคนรอเป็จังหวะเดียวกับที่พระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้น ในตอนนั้นเองััที่เชื่อมต่อกับแมลงปอของลูเชียนก็หายไป
“การเชื่อมต่อหายไปแล้ว ทางนั้น” ลูเชียนชี้ไปยังอีกทิศทาง มันเป็ระยะห่างจากหอคอยประมาณสิบกิโลเมตร
มาร์ตินควบคุมจานร่อนให้ไปยังทิศทางเดียวกับที่ลูเชียนบอก พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ไปยังจุดทิศทางที่้า แต่ว่าเมื่อไปถึงทุกอย่างกลับดูปกติ ไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตหรือแม้กระทั่งภาคีอัศวินพิทักษ์
“ตรงข้างล่างนี้แหละ จุดที่แมลงปอของผมขาดการเชื่อมต่อ” ลูเชียนบอก
“แสดงว่าเป็แบบที่เราคิด พวกมันมีอุปกรณ์หรือวิชาบางอย่างที่สามารถสร้างอาณาเขตปิดกั้นการรับรู้จากภายในและภายนอกได้ จนเกือบสมบูรณ์แบบ” อูซินสร้างบอลเวทออกมาโยนลงไปด้านล่าง ผลปรากฏว่าบอลเวทกระทบเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นและสลายหายไป
“ข้างในคงต่อสู้กันแล้วต้องรีบหาทางเข้าไปแล้ว” มาร์ตินบอก
“เพราะแบบนี้สินะ ตระกูลแวนแจนซ์โดนโจมตีถึงไม่มีใครรับรู้” ฟรอสต์พูด
“ผมขอเวลาหน่อยก็แล้วกันครับ” ลูเชียนหงายฝ่ามือออก วงเวทขนาดเล็กปรากฏขึ้นเรียกแมลงปอบินออกมาอีกหลายตัว
แมลงปอแต่ละตัวบินไปเกาะยังจุดที่เป็อาณาเขต เข้าปิดล้อมเอาไว้จนในทุกๆ จุดห่างกันตัวละประมาณหนึ่งเมตร เพียงไม่นานแมลงกับร้อยตัวก็เกาะล้อมอาณาเขตปิดกั้นเอาไว้ได้หมด
ลูเชียนหลับตาลงพลังจิตสายควบคุมและพลังจิตสายแทรกแซงถูกส่งไปยังแมลงปอแต่ละตัว เขาหยิบแว่นตาขึ้นมาสวม แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนแว่นตา แต่มันคืออุปกรณ์เสริมพลังจิต พลังจิตของลูเชียนถูกเร่งจนถึงขีดสุด รอยสักกะพริบเป็จังหวะ
“ดูเหมือนว่าจะเป็ม่านพลังที่ถูกสร้างจาก อุปกรณ์เวทที่ชื่อว่า ‘ม่านฟ้าไร้เสียง’ เป็อุปกรณ์ประเภทใช้แล้วทิ้ง แต่กลับสามารถสร้างพื้นที่ไม่ให้ภายนอกััได้ถึงเสียงและััเวทจากข้างใน” ลูเชียนพูด
“ถ้ารู้จักแบบนี้ก็แสดงว่าทำลายได้สินะ” อูซินถาม
“มันเป็อุปกรณ์เวทที่หากโจมตีจากภายในต่อให้เป็ชนชั้นจักรพรรดิโจมตีสุดแรงก็ยังไม่อาจทำลายได้ แต่ในขณะเดียว ถ้าโจมตีจากภายนอกละก็เพียงชนชั้นจ้าวมนตราไม่กี่คนก็ทำลายได้แล้ว” ลูเชียนพูด แม้ว่ามันจะเป็อาร์ติแฟกต์อาณาเขตชั้นดี แถมยังทำลายจากภายนอกได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันเพราะเมื่ออยู่ภายนอก ย่อมไม่อาจััได้ถึงการเปลี่ยนแปลง ทำให้มันยากต่อการทำลาย แต่กลับอันเดอร์รูฟที่วางแมลงไปจนทั่วป่าเพื่อตามหาั้แ่ต้น ย่อมหาเจอได้โดยง่าย
“จะรออะไรละก็ลงมือกันเลย” เวสเพอร่าควงกรรไกรในมือ พลังจิตระดับเจ็ดขั้นต้นไหลไปยังกรรไกร มันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทักษะจิตสายเสริมพลัง ตัดสะบั้น
กรรไกรั์ ถูกแยกออกเป็สองอันราวกับดาบคู่ฟาดฟันส่งคลื่นพลังจิตและเวทไปยังม่านพลัง
วิชาหอกตระกูลไซโร หอกทะลวงแช่แข็งพสุธา
ฟรอสต์ นักผจญภัยชนชั้นจ้าวมนตรา ราวกับรอการต่อสู้อยู่แล้ว พลังเวทสายน้ำแข็งประสานกับพลังจิตสร้างสร้างสรรค์ สร้างเป็หอกน้ำแข็งที่บีบอัดทั้งพลังจิตและเวทเอาไว้ และ ปาออกไปอย่างรุนแรง
เพียงการโจมตีจากชนชั้นจ้าวมนตราขั้นต้นสองคน ม่านพลังของ ‘ม่านฟ้าไร้เสียง’ ก็สั่นะเือย่างรุนแรง รอยแยกร้าวปรากฏเห็นเด่นชัด จนสามารถเห็นท้องฟ้าที่เหมือนกำลังแตกออก แต่ว่าในตอนนั้นเองที่ทั้งสองกำลังจะโจมตีต่อไปเพื่อทำลายม่านพลังให้หมด
ตู้ม!!!!
กระแสพลังจากแรงะเิอันรุนแรงกลับะเิย้อนออกมาจากภายใน มันเป็ความแรงที่เหนือกว่าพลังของฟรอสต์และเวสเพอร่าหลายเท่า เรียกได้ว่าแรงะเิที่เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับการโจมตีของทั้งสอง ทำให้ทั้งสองไม่ต้องโจมตีอีกครั้ง ก็ทำให้ม่านพลังที่โดนทำลายไปตอนแรกหายไป แถมม่านพลังยังเป็ตัวช่วยทำให้พวกเขาไม่โดนแรงะเิทำร้ายอีกด้วย
“แรงะเิเกิดจากภายใน?” ฟรอสต์มองเศษของม่านพลังที่กระจายไปรอบๆ
“แรงะเิระดับนี้.. พลังจากชนชั้นราชัน?” เวสเพอร่าพูด
เมื่อม่านพลังหายไป ััเวทและจิตััของทุกคนก็ััได้ถึงพลังของอัศวินทั้งหลายที่กำลังปั่นป่วนจากแรงะเิเมื่อครู่ และ เมื่อมองไปก็เห็นกลุ่มของอสุรกายที่กำลังคืบคลานไปยังกองอัศวิน
“ชิ.. ช้าเกินไปงั้นเหรอ” ลูเชียนบอก
“ไม่ยังทันอยู่.. อัศวินหลายคนาเ็แต่ยังไม่ตาย” ฟรอสต์ส่งพลังไปที่ดวงตามองไปยังสนามรบด้านล่าง
“ทำตามแผน.. ข้าจะไปดึงความสนใจ คนที่เหลือพยายามอย่าปรากฏตัว” อูซินพูดพร้อมกับพุ่งทะยานร่างออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วที่ไม่สมกับพลังระดับห้าขั้นต้น เพราะมันเร็วราวกับลูกศร
ปัจจุบัน
ในจังหวะที่ความตายกำลังจะมาเยือนสามมหาตระกูล จิตสังหารอันมหาศาลที่เย็นะเืพลันะเิออกมาฟากฟ้า แรงกดดันนั้นรุนแรงจนกริมม์ที่กำลังจะป้อนลูกแก้วโลหิตเข้าปากโทแพซถึงกับมือสั่นและชะงักไปชั่วขณะ
“จิตสังหารรุนแรงมาก… ใครกัน!?” กริมม์เผลอมองไปยังบนฟ้า
“เฮ้ย!!! ไอ้พวกเวร” เสียงะโของอูซินดังเรียกความสนใจของทุกคน
สิ้นเสียงะโดังกึกก้อง ร่างของอูซินพุ่งดิ่งลงมาจากฟากฟ้าราวกับดาวตกสีขาว ในมือของเขาถือขวานมือเดียวสองเล่มที่เป็วิทยาการล้ำยุคจากโลกวิทยาการ เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว กลไกแม่เหล็กไฟฟ้าและฟันเฟืองจักรกลภายในขวานก็ทำงานส่งเสียง
แกร๊ก! ขวานทั้งสองเล่มประกบเข้าด้วยกันกลายเป็ "ขวานั์สองมือสองคม" ที่มีขนาดมหึมาและดูดุดัน ขนาดของมันใหญ่ยิ่งกว่าตัวของอูซินเสียอีก
อูซินโคจรออร่าเวทไร้ธาตุประสานเข้ากับ แก่นแท้แห่งขวาน จนใบขวานสั่นะเืด้วยความถี่สูง ส่งเสียงหวีดหวิวตัดอากาศ เขาฟาดขวานลงใส่พื้นดินเบื้องหน้ากริมม์และไคม์อย่างแรง!
ตู้ม!!!!
แรงปะทะจากการประสานพลังทำให้เกิดคลื่นกระแทกที่คมกริบดุจใบมีด แยกพื้นดินออกเป็สองเสี่ยง ส่งร่างของกริมม์และอสุรกายรอบข้างให้กระเด็นออกไปคนละทิศละทาง ช่วยชีวิตโทแพซไว้ได้อย่างหวุดหวิด
"พวกเ้า... ถอยออกไป!" อูซินกล่าวเสียงเรียบขณะยืนตระหง่านบังหน้าทายาทมหาตระกูล ขวานั์ในมือแผ่กลิ่นอายที่แม้แต่การ์กอยล์ทมิฬยังต้องถอยร่น
“อะไรกันพลังขนาดนี้?” กริมม์ถึงกับต้องะโหลบออกมา ทั้งๆ ที่ััเวทบ่งบอกว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีพลังเวทเพียงระดับห้าขั้นต้น แต่สัญชาตญาณของเขากลับร้องเตือนให้หลบการโจมตีเมื่อครู่และก็เป็จริงดั่งคาด หากว่าเขาไม่หลบออกมา ต่อให้เขาเป็จ้าวมนตราขั้นต้นก็ยังสามารถถูกผ่าเป็สองท่อนได้เลย
ในขณะที่ไคม์และกริมม์กำลังจะตั้งหลัก มาร์ตินที่ซุ่มอยู่ก็เริ่มลงมือทันที เขาพึมพำบทเวทสั้นๆ พร้อมกับวาดมือออกไปในอากาศ
"จงปิดบังและซ่อนเร้น เวทสายหมอก ม่านหมอกแห่งวงกต"
หมอกหนาสีเทาเข้มพลันพวยพุ่งออกมาจากความว่างเปล่า ปกคลุมไปทั่วทั้งสนามรบภายในไม่กี่วินาที ม่านหมอกนี้ไม่เพียงแต่บดบังการมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่มันยังรบกวนััเวท และ การมองเห็นของเนตรทั้งสองจนพร่าเลือน
“รบกวนการมองเห็นของเนตรอเวจีได้ด้วยงั้นเหรอ เป็หมอกที่ไม่ธรรมดาเลย” กริมม์เนตรของเขาไม่อาจมองทะลุผ่านหมอกเพื่อมองศัตรูทั้งหมดได้
“แม้แต่การมองเห็นพลังิญญาก็โดนปิดกั้นได้ด้วย แสดงว่าพลังของอีกฝ่ายต้องเหนือกว่าข้า” ไคม์มองหมอกรอบๆ ตัว ผู้ที่สร้างหมอกนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็ชนชั้นจ้าวมนตราอย่างแน่นอน
ท่ามกลางหมอกหนา สมาชิกอันเดอร์รูฟคนอื่นเริ่มเคลื่อนไหว ทุกคนต่างสวม "แว่นตาวิเคราะห์แก่นพลังชีวิต" อุปกรณ์พิเศษจากโลกวิทยาการที่ทำให้พวกเขามองเห็น "จุดอ่อน" หรือ "แก่นโลหิต" ของอสุรกายไร้ผิวที่ซ่อนอยู่ภายในมัดกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจนในรูปของจุดสีแดงเรืองแสง
เวสเพอร่า พุ่งตัวผ่านหมอกด้วยความเร็วสูง กรรไกรั์ในมือถูกแยกออกเป็ดาบคู่ที่เฉียบคม เธอใช้เลนส์แว่นตาระบุตำแหน่งแก่นโลหิตของอสุรกายไร้ผิวตัวหนึ่งที่กำลังคืบคลานเข้าหาอัศวิน
ทักษะจิตเสริมพลัง กรรไกรตัดสะบั้น
ฉัวะ! คมกรรไกรดาบตัดผ่านช่องว่างของมัดกล้ามเนื้อพุ่งตรงเข้าทำลายลูกแก้วโลหิตที่กลางอกอสุรกายจนแตกกระจาย ร่างที่เคยะของอสุรกายไร้ผิวพลันสลายกลายเป็กองเืทันทีโดยไม่อาจฟื้นฟูได้อีก
ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาที่ปกคลุมสมรภูมิ เสียงคำรามของอสุรกายไร้ผิวดังระงมจนน่าขนลุก อัศวินผู้หนึ่งที่ขาาเ็สาหัสพยายามใช้โล่ที่ไร้พลังอักขระยันร่างอสุรกายที่กำลังคร่อมร่างเขาไว้ กรงเล็บกระดูกของมันง้างขึ้นสูง เตรียมจะปลิดชีพเหยื่อในพริบตา
"อยู่นิ่งๆ"
เสียงที่เย็นเฉียบยิ่งกว่าอากาศรอบตัวดังขึ้น พร้อมกับที่อากาศโดยรอบพลันจับตัวเป็เกล็ดหิมะ ร่างของ ฟรอสต์ พุ่งทะยานผ่านม่านหมอกมาดุจพายุหิมะ หอกสั้นในมือที่ทำจากโลหะผสมพิเศษทอแสงสีฟ้าครามวาววับ
วิชาหอกตระกูลไซโร กระบวนท่าที่หนึ่ง เกล็ดน้ำแข็งทลายจุด
ฟรอสต์ไม่ได้แทงหอกออกไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ดวงตาที่มองผ่านเลนส์แว่นตาวิเคราะห์แก่นพลังเห็นจุดสีแดงเข้มที่ขั้วหัวใจของอสุรกายไร้ผิวอย่างชัดเจน เขาตวัดปลายหอกเพียงครั้งเดียว คลื่นมานาน้ำแข็งที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดก็พุ่งทะลวงเข้าใส่แก่นโลหิตของมันอย่างแม่นยำ
ฉึก!
แรงปะทะไม่ได้ทำให้ร่างมันกระเด็นไปไกล แต่น้ำแข็งที่แฝงไปกับปลายหอกกลับขยายตัวจากภายใน แตกตัวเป็หนามน้ำแข็งแหลมคมนับร้อยทิ่มแทงออกมาจากร่างของอสุรกายจนมันแข็งค้างดุจประติมากรรมเืที่น่าสยดสยอง ก่อนจะแตกสลายกลายเป็เศษผลึกในวินาทีต่อมา
"ทะ...ท่านเป็ใครกัน" อัศวินผู้รอดชีวิตถามด้วยเสียงสั่นเครือ
"ไม่ต้องพูด... รักษาชีวิตไว้" ฟรอสต์ตอบสั้นๆ เขาไม่ได้หันมามอง แต่กลับกวาดหอกเป็วงกลมรอบตัว สร้างอาณาเขตเวทน้ำแข็งขึ้น
"จงสงบนิ่ง... ภายใต้ความเยือกเย็นนิรันดร์ วิชาหอกตระกูลไซโร กระบวนท่าที่สิบ ทุ่งสังหารเยือกแข็ง"
ฟรอสต์กระแทกโคนหอกลงบนพื้นดิน มานาน้ำแข็งมหาศาลไหลบ่าออกไปรอบทิศทาง พื้นดินที่เคยชุ่มไปด้วยเืพลันกลายเป็ลานน้ำแข็งที่ลื่นไถลและแหลมคม อสุรกายไร้ผิวอีกสามตัวที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาถูกแช่แข็งขาทั้งสองข้างไว้กับพื้นดินทันทีที่ัักับเขตแดน
เมื่อศัตรูถูกจำกัดการเคลื่อนไหว ฟรอสต์ก็เริ่มระบำหอกของเขาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง หอกสั้นในมือถูกควงอย่างชำนาญ พุ่งเข้าเสียบทะลวงแก่นโลหิตของอสุรกายทีละตัวด้วยความแม่นยำ ทุกครั้งที่หอกถอนออก จะมีละอองเืที่ถูกแช่แข็งกระจายออกมาเหมือนกับดอกไม้สีแดงที่เย็นเยียบ
ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ พื้นที่รอบตัวของฟรอสต์ก็เต็มไปด้วยซากของอสุรกายที่กลายเป็ก้อนน้ำแข็งสีเื เขาปัดละอองหิมะออกจากบ่าอย่างใจเย็น ท่ามกลางสมรภูมิที่ร้อนระอุและการต่อสู้รอบด้าน มีเพียงจุดที่ฟรอสต์ยืนอยู่เท่านั้นที่เงียบสงบและเย็นเยือกราวกับสุสานน้ำแข็ง
ในอีกมุมหนึ่งของสนามรบ เอโลเวน พุ่งเข้าไปหาคาเตอร์ที่นอนจมกองเื เขาไม่รอช้าเรียกพลังเวทประสานออกมาทันที
“จงรักษาและเยียวยา มนตราพฤกษาวารี หยดน้ำค้างแห่งชีวิต”
ละอองเวทสีเขียวอ่อนนุ่มนวลประสานกับพลังน้ำอันบริสุทธิ์ไหลเข้าสู่าแที่หน้าอกของคาเตอร์ พลังแห่งไม้ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ขณะที่พลังแห่งน้ำช่วยชำระล้างพลังมรณะที่กัดกร่อนแผลอยู่ออกไปอย่างรวดเร็ว าแฉกรรจ์เริ่มสมานตัวและดึงนางกลับมาจากเงื้อมมือของความตาย
ขณะเดียวกัน ลูเชียน ก็ใช้วิธีการช่วยเหลือที่เหนือชั้น เขาเรียกภูตแมลงปอนับร้อยตัวออกมาจากแขนเสื้อ แมลงปอเ่าั้พุ่งไปเกาะตามร่างของอัศวินที่าเ็
พลังจิตสายเปลี่ยนแปลง ไร้น้ำหนัก
ลูเชียนใช้พลังจิตแทรกแซงน้ำหนักของวัตถุ เปลี่ยนให้ร่างกายของอัศวินแต่ละคนเบาหวิวราวกับปุยนุ่น นับ ทำให้แมลงปอตัวเล็กๆ เพียงไม่กี่ตัวก็สามารถหิ้วร่างของอัศวินแต่ละคนบินขึ้นฟ้าพาทุกคนออกจากพื้นที่สังหารไปยังจุดที่ปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น… มีกำลังเสริมอีกงั้นเหรอ” ไคม์ะโถามกริมม์ แม้ว่าััเวทและดวงตาจะไม่อาจมองหรือััเวทได้ แต่เขากลับััได้ถึงการสลายไปของแก่นพลังชีวิตที่อยู่ภายในตัวของอสุรกายไร้ผิว
“เป็ไปไม่ได้.. การเคลื่อนไหวของกองอัศวินข้ารู้ทั้งหมด ใน่นี้ไม่มีกองอัศวินมาแถวนี้แน่นอน” กริมม์ที่แฝงตัวภายในกองอัศวินย่อมรู้การลาดตระเวนของอัศวินได้ทั้งหมด
“มันพวกมันเป็ใครกัน!!” ไคม์ถาม
“หรือว่า… นักผจญภัย?” กริมม์กล่าว เพราะนักผจญภัยต่างกับอัศวินที่มีเรียบร้อยและแบบแผนการลาดตระเวนที่ชัดเจน นักผจญแต่ละคนต่างมีอิสระในการเคลื่อนไหว ทำให้พวกเขาไม่อาจคาดเอาการเคลื่อนไหวของกองกำลังนักผจญภัยได้
“ชิ” กริมม์สบถออกมาอย่างโมโห พลังเวทมหาศาลไหลไปยังเนตรอเวจี
เนตรอเวจี ะเิห้วงกระแสมานา
พลังเนตระเิออก สายหมอกที่เคยมีถูกทำให้กระจายหายไปอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของคนทั้งสองกลับ มีคนอยู่เพียง สามคนเท่านั้น
มีเพียงชายหนุ่มผมสีม่วงถือขวานั์ และ ชายถือหอก เท่านั้น เป็เพราะว่าั้แ่ที่อัศวินโดนช่วยออกไปจากสนามรบได้ จากนอกอูซินและฟรอสต์ คนอื่นๆ ก็หลบออกไปหมดแล้ว เพราะอันเดอร์รูฟในตอนนี้ มีเพียงฟรอสต์ อูซิน และ เรย์เท่านั้นที่มีสถานะของนักผจญภัย พวกเขาไม่คิดจะให้ตัวตนของอันเดอร์รูฟคนอื่นถูกเปิดเผยเร็วเกินไป