เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 บทที่ 91 สวมชุดที่ดูรื่นเริงหน่อยเถิด

            สองสามวันต่อมา

            ไป๋เซี่ยเหออยู่ในเรือน นางกำลังอ่านตำราแพทย์ที่หลอกเอามาจากหมอหลวงฉินอย่างเพลิดเพลิน

            ทันใดนั้นฝูเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาก่อนจะปิดประตูอย่างแน่นหนาด้วยความระแวดระวัง

            “คุณหนู ดูสิเจ้าคะว่าผู้ใดมา?”

            ไป๋เซี่ยเหอช้อนสายตาขึ้นมอง

            “แม่นมชิวท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ?”

            แม้ว่าใบหน้าของคนตรงหน้าจะถูกบดบังด้วยเหวยเม่า[1]สีอ่อนทว่ามองแวบเดียวไป๋เซี่ยเหอก็ยังจดจำอีกฝ่ายได้จากรูปร่าง

            แม่นมชิวยิ้มบาง นางเลิกม่านหมวกขึ้นและยิ้มอย่างเป็นกันเอง“คุณหนูใหญ่สกุลไป๋มีสายตาเฉียบคมนัก เมื่อครู่บ่าวยังเดิมพันกับแม่หนูฝูเอ๋อร์อยู่เลยว่าคุณหนูใหญ่สกุลไป๋จะจำบ่าวได้ภายในแวบแรกหรือไม่”

            ไป๋เซี่ยเหอยิ้มบาง ก่อนจะดีดศีรษะเล็กรูปแตงของฝูเอ๋อร์แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะและเบิกบานใจอย่างเห็นได้ชัด

            “เพราะเจ้าโง่อย่างไรเล่า”

            แม้ว่าฝูเอ๋อร์จะไม่อยากยอมรับว่าตนเองโง่เขลาทว่านางก็ทำอะไรไม่ได้ ถึงอย่างไรคุณหนูของนางก็จำแม่นมชิวได้ในแวบเดียวไม่ใช่หรือ?

            “ฮิๆ คุณหนูกับแม่นมชิวพูดคุยกันไปก่อนนะเจ้าคะบ่าวจะไปคอยด้านนอก”

            “ได้”

            ฝูเอ๋อร์ปิดประตูทันทีที่เดินออกไปเปลวเทียนภายในห้องดูเลือนราง สะท้อนให้เห็นใบหน้าอันเศร้าสร้อยของแม่นมชิว

            “แม่นมเป็นอะไรไปหรือ? ฮองเฮาทรงมีเรื่องอะไรหรือไม่?”

            แม่นมชิวผงกศีรษะ“ความจริงแล้วฮองเฮาเกิดปัญหาเล็กน้อย...”

            หัวใจของไป๋เซี่ยเหอบีบรัดนางเก็บตำราแพทย์ในมือ จากนั้นก็รีบดึงมือแม่นมชิวออกไปด้านนอกเพื่อจะไปเข้าเฝ้าฮองเฮา

            หลังจากหลงมาที่ยุคนี้นอกจากฝูเอ๋อร์แล้วก็มีฮองเฮาที่ปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี

            นางจะไม่ให้ฮองเฮามีอันตรายเป็นอันขาด!

            แม่นมชิวตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นแววตาของนางก็แผ่ความเฉลียวฉลาดออกมา

            นางยืนมองไป๋เซี่ยเหออย่างพึงพอใจ“ท่านเปลี่ยนชุดก่อนเถิดเจ้าค่ะ”

            ไป๋เซี่ยเหอก้มหน้ามองการแต่งกายของตนเอง

            เนื่องจากขลุกอยู่ในเรือนโดยไม่ได้ออกไปไหนมาสองสามวันการแต่งกายของนางจึงดูเรียบง่ายมาก

            ทว่า...

            “นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วสวมอะไรก็ไม่สำคัญหรอกเจ้าค่ะ”

            “สำคัญสิเจ้าคะ!”

            ไป๋เซี่ยเหอมองแม่นมชิวให้เต็มตาและนางก็พบประกายความดีอกดีใจในแววตาของอีกฝ่าย

            “ท่านสวมชุดที่ดูรื่นเริงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”

            นี่...

            ดวงตาสีดำขลับและสุกใสของไป๋เซี่ยเหอเบิกกว้างดูมีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยความคาดหวัง

            “อย่าบอกนะว่าฮองเฮา...”

            ขณะที่แม่นมชิวพยักหน้าดวงตาก็เปียกชื้นทันที มุมปากยกขึ้นอย่างปิดบังความสุขในใจไม่มิด

            “พระบุษปะของฮองเฮาไม่มาเดือนกว่าแล้วทว่าฮองเฮาไม่ได้แจ้งหมอหลวง ทรงตรัสว่าอยากให้ท่านไปตรวจชีพจรให้เพื่อยืนยันว่าตั้งครรภ์”

            “เหตุใดถึงไม่ให้หมอหลวงตรวจดูก่อนเล่าเจ้าคะ?”

            แม่นมชิวค่อยๆเก็บงำรอยยิ้ม สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ประการแรก หากหมอหลวงตรวจชีพจรและยืนยันว่าตั้งครรภ์หมอหลวงก็จะทูลต่อฝ่าบาทและป่าวประกาศต่อใต้หล้า หากเป็นเช่นนี้ จะไม่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของทารก”

            “ประการที่สอง ที่ผ่านมาพระวรกายของฮองเฮาไม่อาจตั้งครรภ์ได้มาโดยตลอดทว่าเป็นท่านที่รักษานางจนหายดี ดังนั้นนางจึงหวังให้ท่านร่วมแบ่งปันความปีติยินดีกับนางเป็นคนแรกเจ้าค่ะ”

            เข้าใจแล้ว

            ไป๋เซี่ยเหอเรียกฝูเอ๋อร์เข้ามาเพื่อช่วยนางเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงยาวสีชมพู ตัวกระโปรงกับแขนเสื้อปักดอกฝูหรง[2]ที่ดูวิจิตรงดงามไม่ประทินโฉม ดวงตาสุกใสดูเฉลียวฉลาด ทั้งยังเผยความเอ้อระเหยและงดงามอยู่ในแววตา

            นางสวมอาภรณ์สีชมพูสดเช่นนี้น้อยครั้งยิ่งทว่าตอนนี้กลับได้รับคำชมเชยและคำให้กำลังใจอย่างไม่ขาดสายจากแม่นมชิว

            “คุณหนู บ่าวไปกับท่านได้หรือไม่เจ้าคะ?”

            ใบหน้าเล็กของฝูเอ๋อร์ดูเศร้าสร้อยนางไม่อยากแยกจากคุณหนู เพราะมักเกิดเรื่องกับคุณหนูทุกครั้งที่นางไม่อยู่ด้วย

            “ไม่ได้เจ้ายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำแทนข้า”

            เมื่อกำชับฝูเอ๋อร์เสร็จเรียบร้อยแล้วไป๋เซี่ยเหอก็ทิ้งอีกฝ่ายไว้ที่เรือนสุ่ยฉิง ก่อนจะเดินนำแม่นมชิวออกจากจวนไปขึ้นรถม้า

            ในขณะที่รถม้าแล่นออกจากจวน

            บริเวณหลังภูเขาจำลองของจวนสกุลไป๋เงาร่างอ่อนช้อยค่อยๆ ก้าวออกมา ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีครุ่นคิด

            “นั่นไม่ใช่แม่นมคนสนิทของฮองเฮาหรอกหรือ?”

            เนื่องจากมีแม่นมชิวเป็นผู้นำทางการเข้าวังจึงราบรื่นอย่างยิ่ง

            ยังไม่ทันเดินเข้าไปที่ตำหนักชั้นในเสียงอาเจียนก็ดังแว่วออกมา

            แม่นมชิวที่อยู่ข้างกายไป๋เซี่ยเหอรีบเดินเข้าไปด้านในและตำหนิเหล่านางกำนัลทันที“พวกเจ้าปรนนิบัติฮองเฮาประสาอะไร? เหตุใดถึงทรงอาเจียนจนเป็นเช่นนี้?”

            ไป๋เซี่ยเหอรีบตามเข้าไป นางสังเกตเห็นว่าฮองเฮาผ่ายผอมลงมากพวงแก้มก็ตอบลง

            ตอนนี้ดวงตาของฮองเฮาแดงก่ำเพราะเพิ่งอาเจียนเสร็จมือข้างหนึ่งกดหน้าอกไว้ด้วยความทรมาน แม่นมชิวจึงรินน้ำให้นางดื่มถ้วยหนึ่ง

            “ฮองเฮาทรงดีขึ้นหรือไม่เพคะ?”

            ฮองเฮาผงกศีรษะ นิ้วเรียวขาวหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดเบ้าตาที่เปียกชื้นจากการออกแรงอาเจียน

            “ข้าให้เจ้าไปรับแม่หนูเซี่ยเหอมาเจ้าพานางมาหรือยัง?”

            ไป๋เซี่ยเหอที่ถูกถามถึงเดินเข้ามาจากด้านนอกของฉากกันลม ใบหน้าอมยิ้มบางๆ“ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”

            ฮองเฮาเอ่ยเสียงเบาด้วยความอ่อนโยน“ที่นี่ไม่มีคนนอก จะยังพูดจาตามพิธีรีตองเหล่านี้ไปไย? รีบมานั่งเร็ว”

            ไป๋เซี่ยเหอนั่งลงข้างๆ นางอย่างเชื่อฟังฮองเฮาถามถึงบาดแผลและจวนสกุลไป๋ โดยไม่ได้เอ่ยถึงเซ่อเจิ้งอ๋องเลย

            ไป๋เซี่ยเหอมีความอดทนผิดปกติฮองเฮาถามอย่างไรนางก็ตอบอย่างนั้น

            ในอดีตชาตินางโดดเดี่ยวและตัวคนเดียวทว่าชาตินี้กลับมีคนที่ห่วงใยและรักทะนุถนอมนาง นางจึงไม่เสียใจเลยที่ได้ทะลุมิติมา

            “ฮองเฮาทรงให้คุณหนูใหญ่สกุลไป๋ตรวจชีพจรให้เถิดเพคะ”

            แม่นมชิวถูมือไปมาด้วยความร้อนใจและตื่นเต้น

            ฮองเฮาถลึงตามองนางด้วยรอยยิ้ม“เจ้าดันปากเร็ว ข้าอุตส่าห์อยากให้แม่หนูเซี่ยเหอประหลาดใจเสียหน่อย!”

            ไป๋เซี่ยเหอนั่งอยู่ข้างกายของฮองเฮารู้สึกว่าตนเองผ่อนคลายมากอย่างอธิบายไม่ได้ จึงยิ้มแย้มตามไปด้วย “หม่อมฉันยังไม่ทันได้เข้ามาก็ได้ยินฮองเฮาทรงอาเจียนเช่นนั้นแล้ว จะประหลาดใจได้อย่างไรกันเพคะ?”

            ฮองเฮาใช้นิ้วดันหน้าผากไป๋เซี่ยเหออย่างเบามือ“เจ้าเองก็เป็นพวกเดียวกับแม่นมชิว เอาแต่หยอกเย้าข้า”

            แม่นมชิวหัวเราะแหะๆริ้วรอยทั้งหมดบนใบหน้าแสดงให้เห็นว่าตอนนี้นางอารมณ์ดีเพียงใด

            ไป๋เซี่ยเหอเอานิ้วทาบบนข้อมือของฮองเฮา

            ชีพจรไปมาไหลลื่นสัมผัสราวกับไข่มุก เห็นได้ชัดว่าชีพจรลื่น!

            “ยินดีด้วยเพคะฮองเฮา”

            คนสองคนที่กลั้นหายใจรอฟังข่าวต่างเบิกตากว้างตอนนี้ได้ยินว่าตั้งครรภ์แล้วอย่างที่คาดการณ์ไว้ พวกนางจึงข่มกลั้นอารมณ์ตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่

            โดยเฉพาะฮองเฮานางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตนี้นางจะสามารถมีบุตรเป็นของตนเองได้!

            หลังจากไป๋เซี่ยเหอกล่าวจบฮองเฮาที่มีพระชนมพรรษาสามสิบกว่าปีก็ร้องไห้โฮ

            ก่อนหน้านี้นางเคยเศร้าเสียใจมาก

            ในฐานะฮองเฮา ในช่วงหลายปีมานี้ที่นางไม่อาจตั้งครรภ์มีเพียงตัวนางเท่านั้นที่รู้ว่า นางต้องแบกรับความกดดันและคำตำหนิมากเพียงใด

            ใบหน้าของแม่นมชิวประดับไปด้วยรอยยิ้มขณะที่เช็ดน้ำตาก็เอ่ยปลอบโยน “ฮองเฮา เรื่องมงคลเช่นนี้ เหตุใดถึงร้องไห้เล่าเพคะ?”

            ขณะที่กล่าวก็ลอบส่งสายตาให้ไป๋เซี่ยเหอ

            ในเมื่อพวกนางต้องการปิดบังเรื่องตั้งครรภ์ก็ไม่อาจแสดงออกอย่างผิดปกติเกินไป

            ในวังหลวงแห่งนี้มีสายตาของผู้อื่นอยู่ทุกที่ยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกคนที่คอยจับตามองแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป

            ไป๋เซี่ยเหอหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดสะอ้านออกมาจากแขนเสื้อก่อนจะใช้มันเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของฮองเฮาอย่างเบามือ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบและอ่อนโยนทว่ากลับมอบพลังอันไร้ลักษณ์ให้แก่ผู้คน

            “ฮองเฮาทรงเป็นมารดาแล้วจะทรงกันแสงได้อย่างไรเพคะ?หากทารกในพระอุทรได้ยินเข้า ต้องหัวเราะฮองเฮาแน่แล้วเพคะ”

            ฮองเฮาหยุดร้องไห้ นางถลึงตามองไป๋เซี่ยเหออย่างขุ่นเคือง“เจ้าหัวเราะเยาะข้าให้มันน้อยๆ หน่อย ทารกยังเล็กปานนั้นจะรู้ได้อย่างไร?”

            ไป๋เซี่ยเหอแลบลิ้น“ข้าบอกเขาในวันหน้าได้เพคะ”

            “ดีจริงเชียวนึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าหัวเราะเยาะข้า”

            ------------------------

            [1] เหวยเม่าหมายถึง หมวกที่มีม่านตาข่ายห้อยอยู่รอบๆ

            [2] ดอกฝูหรงหมายถึง ดอกพุดตาน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน