บทที่ 2 บททดสอบแห่ง์
ณ เกาะ์ชำระล้างอันศักดิ์สิทธิ์ มหาเซียนผู้เกรียงไกรทั้งหกต่างยืนเผชิญหน้าอยู่เบื้องหน้าบานประตูขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ประตูบานนั้นมีนามว่า "ประตูเบิก์" ปราการด่านสำคัญที่เหล่ามนุษย์ผู้บำเพ็ญเพียรต้องก้าวข้ามเพื่อบททดสอบสู่การเป็เทพเซียนอย่างเต็มตัว
โดยประตูแห่งโชคชะตานี้จะเปิดออกเพียงหนึ่งครั้งในทุกๆ สิบปี... และบัดนี้ ่เวลาแห่งการทดสอบนั้นได้มาถึงแล้ว
ตำนานเล่าขานสืบต่อกันมานับหมื่นปี... ว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่สามารถฝ่าด่านทดสอบและก้าวข้ามผ่าน "ประตูเบิก์" นี้ไปได้
ว่ากันว่าผู้ที่ทำสำเร็จจะได้รับการจุติเป็มหาเทพผู้สูงส่ง เป็องค์เทพปกปักรักษาที่ควรค่าแก่การกราบไหว้บูชาไปชั่วกาลนาน
หลังจากมหาเซียนทั้งหกเฝ้ารอคอยอย่างสงบนิ่งนานถึงหนึ่งวันเต็ม ทันใดนั้น ประตูเบิก์ก็พลันเปล่งรัศมีเจิดจรัสระยิบระยับ แผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่มอบความรู้สึกอบอุ่นและสดชื่นอย่างประหลาด ราวกับเป็กระแสพลังทิพย์ที่หลั่งไหลมาจากสรวง์ชั้นฟ้า
เพียงอึดใจต่อมา บานประตูอันมหึมาก็เคลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับกระแสเสียงอันทรงพลังและน่าเกรงขามที่ดังกัมปนาทไปทั่วหล้า
"เนิ่นนานเหลือเกินที่ไร้ซึ่งมนุษย์ผู้โง่เขลามาท้าทายบททดสอบสู่สรวง์... มีเพียงพวกเ้าหกคนกระนั้นหรือ?" แม้จะเป็ถ้อยคำที่ดูเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงด้วยกลิ่นอายกดดันมหาศาลจนมหาเซียนทั้งหกถึงกับสั่นสะท้านแทบจะต้านทานพลังอำนาจแห่งวาจานั้นไว้ไม่อยู่
"ข้านามว่า เฟยหลง... ปรารถนาที่จะเข้ารับบททดสอบเพื่อทลายขีดจำกัดแห่งมวลมนุษย์ และก้าวเดินบนวิถีแห่งสรวง์เพื่อแสวงหาหนทางแห่งการหลุดพ้นอันเป็นิรันดร์"
แม้ถ้อยคำนั้นจะถูกกลั่นกรองออกมาอย่างยากลำบากท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล ทว่าเฟยหลงยังคงเค้นเสียงกล่าวตอบกลับไปได้อย่างมั่นคงสมศักดิ์ศรีพี่ใหญ่แห่งเจ็ดมหาเซียน
"มิต้องมากความ!" เสียงแห่งสรวง์ตวาดก้องทรงอำนาจ "บททดสอบนี้มีนามว่า อัสนีบาตเคราะห์์ หากพวกเ้าสามารถทนทานต่อทัณฑ์สายฟ้าพิฆาตนี้ได้ ย่อมมีสิทธิ์ย่างกรายผ่านประตูเบิก์ เพื่อเหยียบย่างลงบนเส้นทางแห่งเทพเทวาได้ตามปรารถนา"
"จงตระหนักให้ดีว่า... อัสนีบาตที่เ้ากำลังจะเผชิญนี้ เป็เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในสิบส่วนของทัณฑ์์ที่แท้จริงเท่านั้น สิบส่วนรวมเป็หนึ่งจึงนับเป็สายฟ้าเคราะห์์หนึ่งครา หากพวกเ้าพร้อมรับชะตากรรมแล้ว... ก็จงก้าวเข้ามา!" สิ้นเสียงประกาศก้อง ร่างของเฟยหลงพลันเปล่งรัศมีเจิดจรัสเรืองรอง ก่อนที่เงาร่างของมหาัขนาดั์จะปรากฏขึ้น ทะยานวนเวียนอยู่รอบกายเขาอย่างทรงพลัง
"ดูดซับตบะพลังจากมหาัระดับจักรพรรดิขั้นเก้ามาอย่างนั้นหรือ? น่าสนใจไม่น้อย..." เสียงแห่ง์อุทานขึ้นเพียงแ่เบา
ทันใดนั้น ม่านอัสนีบาตพลันปรากฏขึ้นขวางกั้นบานประตูราวกับกำแพงั์ที่ไม่อาจสั่นคลอน
เฟยหลงเร่งโคจรพลังทั่วร่างจนถึงขีดสุดก่อนจะพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางม่านสายฟ้าอย่างบ้าคลั่ง ร่างของเขาลอยเด่นอยู่ท่ามกลางวงล้อมของสายฟ้าเคราะห์์ที่กระหน่ำฟาดฟันเข้าใส่รอบทิศทางอย่างรุนแรง บีบให้เขาต้องรวบรวมขุมพลังทั้งหมดที่มีเพื่อต้านทานทัณฑ์์นี้ไว้อย่างสุดกำลัง
“อ๊าก...!!!”
เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปของเฟยหลงแผ่ซ่านกัมปนาทไปทั่วทั้งเกาะ พลังทำลายล้างจากเสียงนั้นรุนแรงเสียจนขุนเขาโดยรอบสั่นสะท้านราวกับจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ
"พี่ใหญ่...!" เสี่ยซ่านะโก้องด้วยความใและเป็ห่วงสุดกำลัง "ข้าจักไม่ยอมให้ท่านต้องเผชิญทัณฑ์์นี้เพียงลำพังเด็ดขาด!" สิ้นคำประกาศกร้าว ร่างของเขาก็พุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางม่านอัสนีบาตอย่างไม่คิดชีวิต
โดยมีถังอู่เล่อทะยานตามติดเข้าไปเป็คนถัดไปเพื่อร่วมแบกรับชะตากรรมอันหนักอึ้งนี้ร่วมกัน
"พวกเ้าทั้งสองเอง... ก็ดูดซับตบะพลังจากสัตว์ิญญาระดับจักรพรรดิขั้นเก้ามาด้วยงั้นหรือ? ทั้ง พยัคฆ์ขาว และ กิเลน ช่างน่าสนใจยิ่งนัก... ข้าเริ่มอยากจะเห็นแล้วสิว่าเหล่าโฉมงามทั้งสามที่เหลือ จะซุกซ่อนขุมพลังรูปแบบใดไว้กันแน่!" เสียงแห่งสรวง์ดังก้องขึ้นอีกครา แฝงไปด้วยความฉงนแกมคาดหวัง ขณะจ้องมองการรวมตัวของเหล่ามหาเซียนท่ามกลางม่านสายฟ้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น
"วิถีแห่ง์ช่างยากลำบากยิ่งนัก... พวกเ้าจงระวังตัวให้ดี อย่าได้เป็อันตรายไปเด็ดขาด ข้าจะคอยเป็กำลังหนุนให้เอง!" สิ้นเสียงของจงหลิง พลันบังเกิดเปลวเพลิงแผ่ซ่านออกมาจากร่างนางก่อนจะก่อตัวเป็ร่างของวิหคเพลิง ที่แผดเผาไปทั่วปฐี
นางเร่งโคจรพลังรวมไว้ที่ฝ่ามือก่อนจะปลดปล่อยเพลิงแห่งการรักษาพุ่งเข้าโอบอุ้มเฟยหลง เสี่ยซ่าน และถังอู่เล่อเอาไว้
"พวกเ้าจงรุดหน้าเข้าไปเถิด ข้าจะคอยคุ้มกันจากจุดนี้แล้วตามเข้าไปสมทบในภายหลัง!" จงหลิงหันไปสำทับกับเย่กู่อี้และเมิงฉินด้วยสายตาที่แน่วแน่