สามวันต่อมา:-
เมืองชิงอันเมืองเล็กๆชายแดนทางใต้ โรงเตี๊ยมเก่าๆแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศทั้งพ่อค้า นักเดินทาง และจอมยุทธ์พเนจร
มุมหนึ่งของโรงเตี๊ยมมีชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่คนละโต๊ะคนแรกสวมชุดสีเขียว ส่วนอีกคนนั้นสวมชุดสีขาวผมยาวถูกมัดรวบสูง แม้จะแต่งกายเป็ชาย แต่ผิวขาวละเอียดและนิ้วมือเรียวงามทำให้หลายคนอดมองไม่ได้
หวังซูลี่กดเสียงให้ต่ำที่สุดขณะสั่งอาหาร
“เอาบะหมี่สองชาม”
เสี่ยวเอ้อพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ แต่วินาทีต่อมาชายร่างใหญ่เมาสุราคนหนึ่งตบโต๊ะเสียงดัง “ปัง!”ก่อนหัวเราะออกมา
“คุณชายน้อยหน้าสวยสองท่านนี้กำลังจะเดินทางไปที่ใดอย่างนั้นหรือ หากไม่รังเกียจข้าขอรวมโต๊ะด้วยได้หรือไม่”
ผู้คนรอบข้างหัวเราะตาม หวังซูลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยหวังชุนเหม่ยได้แต่เกาะแขนหวังซูลี่ด้วยความกลัว
“ข้า...รังเกียจ”
น้ำเสียงเ็า ใบหน้าหมางเมิน ทำให้ชายผู้นั้นหน้าเสีย
“โอ้ ปากไม่เบาเลยนิ”
เขาเอื้อมมือจะจับข้อมือของนาง แต่ยังไม่ทันแตะตัวตะเกียบไม้คู่หนึ่งก็พุ่งปักลงบนโต๊ะตรงหน้ามือเขาอย่างแรง
ฉึก!
ชายร่างใหญ่สะดุ้งเฮือก ฟงอี้เฉินถอนหายใจพลางวางถ้วยชาลง
“รังแกเด็กหนุ่มหน้าตาดีเช่นนี้ไม่ละอายใจบ้างหรือ”
หวังซูลี่หันมองเขาทันที เมื่อตาสบกับฟงอี้เฉินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ดวงตาคู่นั้น...ดูคุ้นอย่างประหลาด
ชายร่างใหญ่หน้าแดงด้วยความโกรธ
“เ้าอยากหาเื่รึ”
ฟงอี้เฉินยิ้มมุมปาก และลอยหน้าลอยตาพูดตอบไป
“ใช่”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นในพริบตา เสียงโครมครามดังสนั่นไปทั่วโรงเตี๊ยมไม่นานนัก ชายร่างใหญ่ก็ถูกโยนออกไปกองหน้าประตูราวกระสอบข้าว ผู้คนรอบข้างที่หัวเราะเมื่อสักครู่ต่างรีบหลบสายตาทันที ฟงอี้เฉินกลับมานั่งที่เดิม ก่อนยิ้มให้ชายหนุ่มชุดขาว
“ไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
หวังซูลี่เหลือบมองเขาเล็กน้อย จากนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ
“ขอบคุณ”
ฟงอี้เฉินมองอีกฝ่ายอย่างสนใจ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยโดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น แต่เขากลับนึกไม่ออกว่าเคยพบที่ใด
“เ้าชื่ออะไร”
หวังซูลี่ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนตอบเรียบๆ
“วะ...เออข้าชื่อหยางลี่ ส่วนนี้น้องสาวข้า ชื่อหยางเฟย”
“ข้าชื่อลู่ิยินดีที่ได้รู้จัก”
ในคืนนั้นทั้งหวังซูลี่และหวังชุนเหม่ยต้องพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนั้นเพราะหิมะเริ่มตกหนัก เสียงผู้คนด้านล่างเริ่มเงียบลงเมื่อเข้าสู่ยามดึกเหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างไม้ที่ปิดไม่สนิท ภายในห้องพักชั้นสอง หวังซูลี่ในชุดบุรุษกำลังนั่งเหม่อมองออกไปด้านนอกเปลวเทียนสั่นไหวตามแรงลม หวังชุนเหม่ยที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยใบหน้าใกล้ร้องไห้เต็มที
“คุณหนู...เรากลับกันเถอะนะเ้าคะ”
หวังซูลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ อีกสิบวันก็จะถึงคืนวันเพ็ญหากไม่กลับมาเข้าพิธีแต่งงานก่อนคืนพระจันทร์เต็มดวง เกรงว่าอาจมีคนในตระกูลต้องตายเพิ่มอีกปลายนิ้วของนางสั่นเล็กน้อย ั้แ่หนีออกจากบ้านมา นางพยายามหลอกตัวเองมาตลอด บางทีคำสาปอาจเป็เพียงเื่เหลวไหลบางทีทุกอย่างอาจเป็แค่ความบังเอิญ แต่ถ้ามันเป็เื่จริง นางควรจะทำอย่างไร
“นายท่านคงรู้เื่ที่เราหนีออกมาแล้วป่านนี้คงส่งคนออกตามหาพวกเราแล้วแหละค่ะ”
หวังซูลี่หลับตาลงช้าๆ นางรู้ดีว่าบิดาไม่มีวันทำเช่นนี้หากยังมีทางเลือกอื่น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลหวังใช้ทุกวิถีทางเพื่อค้นหาวิธีถอนคำสาปทั้งเชิญนักพรต หมอผี และผู้วิเศษจากทั่วแผ่นดิน แต่ไม่มีใครทำได้ สิ่งเดียวที่ทุกคนพูดตรงกันคือทายาทรุ่นที่สี่ต้องแต่งงานกันก่อนคืนวันเพ็ญ มิฉะนั้นคำสาปจะสมบูรณ์และความตายจะกลืนกินทั้งสองตระกูล
“คุณหนู..ข้ากลัวเหลือเกิน”
หวังซูลี่เดินไปจับมือหวังชุนเหม่ยเพื่อปลอบใจก่อนจะก้มมองรอยจันทราแดงที่ข้อมือ คืนนี้ มันแดงชัดกว่าทุกวันและร้อนราวเปลวไฟนางเม้มริมฝีปากแน่นเสียงของนางเบาจนแทบขาดหาย
“แล้วเหตุใด...คนที่ต้องเสียสละจึงต้องเป็ข้าเสมอ”
ในเวลาเดียวกันอีกห้องหนึ่งของโรงเตี๊ยม ฟงอี้เฉินกำลังนอนเอามือหนุนศีรษะอย่างเกียจคร้าน แต่ดวงตากลับลืมค้างอยู่เขาไม่ได้นอนเลยั้แ่เห็น“หยางลี่” เด็กหนุ่มชุดขาวคนนั้นดูประหลาดเกินไป ทั้งใบหน้าที่ละเอียดงดงามเกินบุรุษทั่วไปท่าทางเ็า และดวงตาที่เหมือนกำลังซ่อนบางอย่างไว้ตลอดเวลา
“หรือข้าจะคิดมากไปเอง...”
เขาพึมพำเบาๆอยู่ในห้องคนเดียว.....ทันใดนั้น.....
ฟึ่บ!
เสียงบางอย่างดังขึ้นนอกหน้าต่าง ฟงอี้เฉินลืมตาขึ้นทันทีก่อนพลิกตัวออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว เงาดำหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนหลังคา พวกมันสวมชุดรัดกุมสีดำและมีตรารูปเมฆเงินที่ต้นแขนดวงตาของฟงอี้เฉินหรี่ลง
“พวกเมฆาสีครามงั้นหรือ”
หน่วยเมฆาสีครามเป็พวกทหารรับจ้างจะรับงานติดตามผู้คน ลอบสังหาร หรือสืบความลับ แล้วแต่ผู้จ้างจะสั่งให้ทำคนกลุ่มนี้มีความสามารถในการต่อสู้และมีทักษะในการตามหาคนเก่งยิ่งนักเป็หน่วยที่มีค่าจ้างสูง ดังนั้นผู้จะจ้างวานหน่วยนี้ได้ต้องเป็พวกขุนนางหรือคนมีเงินเท่านั้น
ฟงอี้เฉินได้แต่สงสัยเหตุใดพวกมันถึงมาที่เมืองเล็กๆเช่นนี้ เขาซ่อนตัวเงียบๆ ก่อนฟังบทสนทนา
“พบเป้าหมายหรือยัง”
“ยังขอรับ แต่มีคนเห็นอยู่แถวโรงเตี๊ยมนี้”
“ต้องหาให้เจอก่อนคืนวันเพ็ญ”
ชายอีกคนพูดเสียงเครียด ฟงอี้เฉินขมวดคิ้วทันที
“คืนวันเพ็ญ?”
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดเสียงเปิดประตูห้องเบาๆก็ดังขึ้นจากปลายระเบียง ฟงอี้เฉินหันไปมอง ก่อนชะงัก
“หยางลี่”
หวังซูลี่กับหวังชุนเหม่ยกำลังเดินออกมาจากห้องอย่างระมัดระวังในมือถือกระเป๋าสัมภาระใบเล็ก สีหน้าดูรีบร้อน
“พวกเ้าจะออกไปไหนในยามวิกาลเช่นนี้หรือว่า....”
ด้านล่างโรงเตี๊ยม เวลานี้หน่วยเมฆาสีครามกำลังเริ่มค้นหาทีละห้องแล้วหากเป้าหมายที่พวกมันว่าคือทั้งสองคนที่กำลังเดินลงไป คงต้องถูกจับได้แน่นอน เขาถอนหายใจเบาๆ
“ดูเหมือนข้าจะหาเื่ใส่ตัวอีกแล้ว”
สิ้นเสียง ร่างสูงก็พุ่งออกไปทันที หวังซูลี่กำลังจะลงบันไดหนีทางหลังโรงเตี๊ยมจู่ๆกลับมีมือหนึ่งคว้าข้อมือนางไว้ นางใจนเกือบชักมีดออกมา
“ตามข้ามา”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้น
“ลู่ิ?”
ยังไม่ทันได้ถามอะไร เขาก็ดึงนางกับหวังชุนเหม่ยขึ้นไปบนหลังคาแล้วแทบจะในเวลาเดียวกัน ประตูโรงเตี๊ยมชั้นล่างถูกถีบจนเปิดออก
“ค้นทุกห้อง!”
เสียงคนะโดังสนั่น หวังชุนเหม่ยหน้าซีดทันทีฟงอี้เฉินเหลือบมองทั้งสอง ก่อนหัวเราะเบาๆ
“พวกเ้าก่อเื่ใหญ่อะไรมากันแน่ถึงถูกตามล่าถึงเพียงนี้”
หวังซูลี่เงียบไปครู่หนึ่ง สายลมหนาวพัดเส้นผมของนางปลิวเล็กน้อยใบหน้าของหนุ่มน้อยนั้นทำให้ฟงอี้เฉินต้องหยุดมอง นางกดเสียงต่ำตอบออกมาว่า
“ท่านพ่อ้าให้ข้าแต่งงานกับหญิงที่ข้าไม่รู้จักข้าไม่้าเช่นนั้น ก็เลย....”
ฟงอี้เฉินหัวเราะทันที
“ช่างบังเอิญเสียจริง ข้าก็หนีเื่นี้มาเหมือนกัน”
เขาพูดด้วยท่าทีสบายๆ แต่หวังซูลี่กลับรู้สึกแปลกประหลาดในใจโลกนี้จะเื่บังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้นได้งั้นหรือคนที่ไม่้าถูกบังคับ คนที่ไม่อยากให้ชีวิตถูกกำหนด คนที่อยากเลือกเส้นทางของตนเองได้มาพบกันในเวลาเช่นนี้