ชายวัยกลางคนวางแก้วน้ำชาลงโต๊ะอย่างใจเย็น เกิดเสียงกระทบเบาๆแต่ชัดเจน “ออกมา!” แม้น้ำเสียงถูกเอ่ยออกอย่างปกติ แต่พลังที่เหลือล้น ราวกับมีผู้คนมาพูดที่ข้างหู ไม่มีเสียงใดๆจากในห้องลับตอบกลับมา ชายผู้นั้นถอนหายใจครึ่งหนึ่ง เสียงฝีเท้าของมันมาหยุดที่หน้าประตูหิน เพียงยืนเฉยๆ ก็สร้างความกดดันข่มผู้คนไว้ใต้เท้า ความกดดันนี้ทำเอาซูิกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หยินชิงที่อยู่ภายในยิ่งกุมมือของชายหนุ่มแน่นขึ้น นางมิได้ห่วงตัวเองมากนัก เพียงแต่ห่วงซูิที่นางดื้อดึงพามาเอง มันไม่ควรต้องมาตายอยู่ที่นี่ ชายเบื้องนอกเอื้อมมือไปเปิดกลไกที่รูปปั้นไก่ เสียงดังครืน บีบหัวใจคนทั้งสองที่ด้านใน หยินชิงกระซิบบอกอย่างเร่งรีบ เสียงนางเบาจนแทบพ่นออกมาเพียงลม“ท่านไปหลบ” ก่อนที่นางจะผละออกจากซูิไปยืนที่เบื้องหน้าประตู ประตูหินที่กั้นกลางระหว่างพ่อลูกถูกเปิดออก ปรากฏให้เห็นชายวัยกลางคนที่ด้านนอก รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้าคมเข้ม แม้มีริ้วรอยอยู่บ้างแต่กลับยิ่งส่งเสริมให้ดูมากประสบการณ์ ดวงตาดุดันดั่งพญาเหยี่ยวที่อยู่เหนือผู้คน แม้ยังอยู่ในชุดลำลองผ้าไหมชั้นเลิศสีดำขลิบทอง มิได้สวมชุดเกราะ แต่ท่วงท่าการยืนกลับมั่นคงดั่งขุนเขา ที่ด้านหลังเป็คนสนิทที่ติดตามมาด้วย เป็บุรุษผอมเพรียวสูงชะลูดใบหน้าซีดขาว เรียบเฉยไร้อารมณ์ดุจผีดิบ ที่เอวไร้อาวุธหนัก มีเพียงขลุ่ยหยกเล่มหนึ่งที่เหน็บไว้ ปลายนิ้วที่เรียวยาวผิดปกติของมันดูไปน่าขนลุก มันไม่มีชื่อ ผู้คนต่างเรียกมันว่า“มารขาว” มารขาวที่เห็นหยินชิงไม่ได้ใส่เสื้อคลุม มันก็หลุบตาต่ำลง ใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
“ทำไมเ้าอยู่ในสารรูปนี้?” บิดานางเอ่ยถามเสียงแข็ง หลังจากเหลือบมองเสื้อผ้าและผมเผ้าที่หลุดลุ่ย เหงื่อไหลไปทั่วกายของหยินชิง ”เ้าก็รู้ว่าบัดนี้ตระกูลเราวุ่นวายเพียงใด เหตุใดยังทำตัวไม่รู้จักโต!“
“ก็ข้ามาฝึกวิชา!“ นางเว้น่ไปครู่หนึ่ง พยายามฝืนบังคับเสียงให้เป็ปกติ ทำหน้ามุ่ยกลบเกลื่อนเื่ราวที่เื้ั “ฝึกวิชาทีนี่อยากลองอะไรก็ได้ลอง ไม่คาดคิด แม้กระทั่งหลบมาที่แห่งนี้ ยังมีคนตามมาจับจ้อง“ ระหว่างที่นางและบิดาโต้เถียงไปมา ซูิลุ้นแทบขาดใจ ในห้องที่มันอยู่เป็ห้องศิลาโล่งเตียน ไร้ซึ่งที่หลบกำบังใดๆ มันทำได้เพียงยืนแนบชิดไปกับกำแพง ด้านที่ประตูเปิดออก หากบิดานางก้าวเท้าเข้ามาเพียงก้าวเดียวก็พบเห็นมัน
บิดาของนางแสร้งทำเป็ฟังคำลูกสาว ทว่าสายตากลับกวาดสอดส่องลึกเข้าไปในห้องศิลา แม้หยินชิงจะพยายามปั้นหน้าให้เป็ปกติเพียงใด แต่ก็ไม่อาจหลอกเร้นสายตาของบุพการีผู้ผ่านศึกเหนือใต้มานับไม่ถ้วนได้ เขาปรายตาให้มารขาวแวบหนึ่งแทนคำสั่ง
มารขาวพยักหน้าตอบรับ บรรยากาศรอบกายของบุรุษหน้าผีพลันเปลี่ยนไป มันกางข่ายใยลมปราณตรวจจับอันเป็วิชาลับเฉพาะตัวออกเป็วงกว้าง กระแสพลังอันละเอียดอ่อนแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ หากลมปราณนี้ไปกระทบกับลมปราณของผู้หลบซ่อน มันจะสะท้อนกลับมาแจ้งทันที เวลาผ่านไปเพียงสองลมหายใจ มารขาวส่ายหน้าทีหนึ่ง เป็ความนัยว่าตรวจไม่พบเจอสิ่งใด
บิดาของนางจึงคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของหยินชิงแล้วกระชากร่างนางออกมา “กลับ!”
เสียงตะคอกแข็งกร้าวดังกึกก้องไปทั่วโถงถ้ำ หยินชิงแม้จะไม่ยินยอม ทว่าครานี้กลับไม่ดื้อดึงขัดขืนมากนัก นางยอมปล่อยให้บิดาฉุดดึงออกไปเพื่อให้ห่างจากที่ซ่อนของซูิให้เร็วที่สุด มารขาวเดินตามส่งจนพ้นประตูนอก มันค้อมศีรษะส่งผู้เป็นายด้วยท่าทีนิ่งสนิท ก่อนจะหมุนกายกลับ ร่างที่ผอมเพรียววับหายไปประหนึ่งภูตพราย แล้วไปโผล่อีกทีกลางห้องศิลาชั้นในที่หยินชิงเคยกันไว้
ดวงตาไร้ความรู้สึกกวาดมองไปโดยรอบ เมื่อเห็นเพียงความว่างเปล่า มันจึงเดินออกมาอย่างช้าๆ นิ้วเรียวยาวบิดหัวรูปปั้นกลไก จนประตูศิลาห้องฝึกวิชาเลื่อนปิดลงด้วยเสียงหนักแน่น ผ้าคลุมถูกโบกคราหนึ่ง ไฟตามตะเกียงที่ห้องด้านนอกถูกดับลง ตัวมันเลือนหายไปกับความมืดราวกับเป็เนื้อเดียวกัน เสียงครืนใหญ่ดังขึ้นอีกครั้ง ประตูหินใหญ่ค่อยๆปิดตัวลง แสงสว่างจากภายนอกถูกบดบังอย่างช้าๆ จนกลายเป็มืดสนิทพร้อมเพียงกับประตูนอกที่ถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ซูิที่อาศัยจังหวะระหว่างพวกคนทั้งสามเดินไปที่ประตูด้านนอก มันแอบพุ่งตัวอย่างแ่เบาออกจากห้องศิลา เลี้ยวลดไปหดกายอยู่หลังห้องครัว จึงรอดพ้นสายตาการวกกลับมาของมารขาวไปได้ เมื่อประตูบานนอกปิดสนิท ซูิจึงมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดเหลืออยู่ พลันระบายลมหายใจออกเฮือกใหญ่ มันอยู่นิ่งปล่อยให้ดวงตาค่อยๆคุ้นชินกับความมืด พลางคลำหาตัวจุดตะเกียงไฟ แสงสว่างเริ่มเปล่งประกายไล่ไปทีละดวง แสงสีส้มสลัวร่ายรำไปตามผนังห้องที่บัดนี้ดูเงียบเหงาวังเวงผิดตา
ซูิหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหารที่พึ่งร่วมวงกับนางไปเมื่อครู่ก่อน เก้าอี้ตัวที่นางเคยนั่งยังคงวางอยู่ที่เดิม ทว่าเ้าของใบหน้าพริ้มเพราที่เคยหัวเราะหยอกล้อ บัดนี้หายไปแล้ว เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เข้ามากดทับหน้าอก มือของชายหนุ่มยังคงถือเสื้อของนางเอาไว้แน่น กลิ่นหอมจางๆยังอบอวล ซูินำมันไปคลุมไว้ที่เก้าอี้ตัวนั้น ก่อนทรุดกายลงที่เก้าอี้ที่มันเคยนั่ง กวาดตามองไปรอบห้องที่ดูใหญ่ขึ้นเมื่ออยู่ลำพัง
“เป็อีกครั้งที่นางปกป้องเรา“ ชายหนุ่มแค่นยิ้มให้กับความอ่อนแอของตนเอง ซูิยังเหม่อลอยนึกถึงััที่ปลายนิ้วตอนที่นางกุมมือเขาไว้... ความหวาดกลัวของนางคือสิ่งยืนยันว่าโลกที่มันกำลังก้าวเข้าไปนั้นไม่ได้มีเพียงแค่การล้างแค้นหรือการหนีเอาตัวรอด แต่มันคือวังวนของอำนาจที่พร้อมจะบดขยี้ผู้ที่อ่อนแอให้แหลกลาญ
ซูิละสายตาจากเก้าอี้ตัวนั้น บรรจงหยิบสมุดดำขึ้นมาวางบนโต๊ะ ปลายนิ้วลูบไปตามหน้าปกอย่างแ่เบา สมุดเล่มเล็กนี้ถูกบีบอัดไปด้วยวรยุทธ์อันโชกโชนชั่วชีวิตของฉีซิ่น ซูิเพึ่งได้มีโอกาสใช้เวลากับสิ่งวิเศษนี้ มันเปิดอ่านจนหมดสิ้น ไม่สนวันคืน ผ่านไปสามชั่วยาม สมุดดำถูกอ่านจนสิ้นซาก ภายในนั้นประกอบด้วยวิชา
ฝ่ามือวายุเก้าขั้นเป็วิชาโจมตีที่รุนแรงดุจพายุคลั่งสมชื่อ
กำแพงวายุสี่ขั้นเป็วิชาป้องกันที่ยุ่งยากไร้จุดบอด
เท้าผีหกขั้น เป็วิชาตัวเบาที่น่าขนลุก สมกับที่ถูกกล่าวขานว่ารวดเร็วที่สุดในแผ่นดิน ซูินึกภาพตอนฉีซิ่นใช้วิชานี้รับมือทหารมือดีนับพัน และจอมยุทธ์อีกมากมาย ไม่มีผู้ใดติดตามการเคลื่อนไหวของฉีซิ่นได้
บรุษหนุ่มปิดสมุดดำอย่างหนักแน่น พลางเก็บซ่อนไว้แนบอกเช่นเดิม ซูิสูดหายใจลึกคราหนึ่ง ลุกขึ้นยืนเดินไปบิดหัวรูปปั้นเปิดกลไกประตูอย่างใจเย็น ร่ายฝ่ามือวายุใส่ประตูแทนแรงผลัก มันไม่ได้เดินเข้าไปในห้องศิลาในทันที แต่กลับเดินไปที่ครัว คว้าอาหารแห้งหลายกำมือโยนเข้าไป คว้าน้ำดื่มหลายเต้าโยนเข้าไป น้ำเต้าจะแตกบ้างไม่แตกบ้างก็ช่างมัน ซูิไม่ลืมที่จะดับตะเกียงเบื้องนอก ก่อนเดินเข้าไปในห้องศิลา
มันไม่รู้ว่าสถานที่ลึกลับแห่งนี้คือที่ใด ไม่รู้ว่าบิดานางจะย้อนกลับมาในเร็ววันหรือไม่ มันรู้แต่ว่าไม่อยากถูกผู้ใดปกป้องอีกแล้ว “ท่านอาจารย์ ศิษย์โง่ผู้นี้ขอบังอาจฝึกวิชาท่านดูสักครา!” ซูิสะบัดฝ่ามือดันประตูอีกคราให้ปิดลง บัดนี้มันถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและกาลเวลาโดยสิ้นเชิง…..
ขณะเดียวกันนั้นเอง เบื้องนอกถ้ำลับห่างออกไปหลายร้อยลี้... ณ ใจกลางเมืองหลวงอันมั่งคั่ง หอเมฆาคราม สถานเริงรมย์ที่หรูหราที่สุดในอาณาจักรตั้งตระหง่านท้าทายสายตาผู้คน ตัวอาคารสูงเก้าชั้นถูกตกแต่งอย่างโอ่อ่าวิจิตรบรรจงจนเกินจำเป็ ผู้ดูแลความปลอดภัยในที่นี้สวมชุดเกราะเหล็กดั่งแม่ทัพศึกขัดกับความรื่นเริงภายในตัวอาคาร
บ่งบอกถึงอำนาจบารมีอันล้นฟ้าของผู้เป็เ้าของ
หอเมฆาครามแห่งนี้ยึดถือชนชั้นเป็กฏเหล็ก หากมิใช่ผู้ยิ่งใหญ่ย่อมไร้วาสนาจะก้าวขึ้นสู่ชั้นสูงกว่า แม้แต่นายอำเภอเมืองยังทำได้เพียงนั่งดื่มกินอยู่ที่ชั้นสามเท่านั้น ทว่าในค่ำคืนนี้ ชั้นที่เก้าซึ่งเปรียบเสมือนสรวง์และแทบไม่เคยเปิดต้อนรับผู้ใด กลับมีบุรุษสามคนนั่งล้อมวงดื่มกินกันอย่างสำราญใจ หนึ่งคือไป๋หลิง ประมุขเสือขาวผู้สง่างาม สองคือเสวียนเจินประมุขเต่าดำ ร่างกายใหญ่โตเกินมนุษย์ของมันกดทับให้ผู้อื่นตัวเล็กลง สามคือหลงจื้อป๋อบุตรชายเพียงคนเดียวของหลงเทียนห่าวผู้เป็ประมุขแห่งัฟ้า ภายใต้เสียงบรรเลงของเครื่องดนตรี กลิ่นสุราเลิศรสที่ฉุนเฉียวรุนแรง และเหล่านางรำต่างชาติที่ร่ายรำอย่างพลิ้วไหว ทว่าความสำราญเหล่านี้กลับมิอาจลดทอนความกดดันอันหนักอึ้งภายในห้องลงได้
“มู่จงเทียน” ผู้เป็เ้าของหอเมฆาคราม ยืนกุมมือแน่นจนเหงื่อซึมอยู่มุมห้อง แม้โดยปกติมู่จงเทียนผู้นี้จะมีฝีมือสูงส่งและมักใช้อำนาจบารมีข่มเหงผู้อื่นตามอำเภอใจ แต่เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าสามขั้วอำนาจนี้ ตัวมันกลับรู้สึกว่าตนเองเป็เพียงกวางน้อยที่กำลังสั่นระริกอยู่กลางฝูงพยัคฆ์ มันได้แต่ภาวนาในใจให้การเจรจาของเหล่ายอดคนเหล่านี้ดำเนินไปอย่างลื่นไหล เพราะหากมีการลงมือปะทะกัน ต่อให้มันขนยอดฝีมือมาทั้งหอเพื่อต้านทาน ก็คงไม่อาจรักษาหอเมฆาครามแห่งนี้ให้พ้นจากกลายเป็เถ้าถ่านได้…