บทที่ 27 ะโขึ้นไปทุบเข่า
ปีหยิน เดือนหยิน ยามหยินงั้นหรือ?
คนตระกูลิ่ทั้งสี่ต่างลอบสบตากัน และเชื่อสนิทใจโดยมิได้สงสัยเลยแม้แต่น้อย นั่นเป็เพราะคุณชายน้อยตระกูลิ่มีดวงชะตาวันเดือนปีเกิดตามนี้พอดี ซ้ำวันเกิดที่แท้จริงนี้ นอกเหนือจากคนในครอบครัวแล้วก็หาได้มีผู้ใดล่วงรู้อีก
"นักพรตหรือ? นักพรตอันใดกัน? แล้วไอสังหารที่ว่าคือสิ่งใด? ยามนี้นักพรตผู้นั้นหลบซ่อนอยู่ที่ใดเล่า?"
นายท่านสามตระกูลิ่พุ่งตัวเข้าไปจับบ่าทั้งสองข้างของหรานหร่านด้วยความตื่นตระหนก พลางเอ่ยถามเสียงสั่น หรานหร่านถูกเขาเขย่าจนเริ่มตาลายเห็นดาวระยิบระยับ นางจึงรีบยื่นมือไปผลักเขาออก ใบหน้าจิ้มลิ้มอวบอิ่มฉายแววขัดใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะแหวขึ้นมาด้วยท่าทีดุดันที่ดูน่ารักน่าชังว่า
"ท่านลุง ท่านทำให้ข้าเจ็บนะเ้าคะ!"
นายท่านสามตระกูลิ่ถูกเ้าก้อนแป้งน้อยผลักจนเซถอยหลังไปหลายก้าว เขาก้มมองมือของตนเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขานั้นเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ แล้วแม่หนูน้อยตัวแค่นี้จะออกแรงผลักเขาจนปลิวได้อย่างไรกัน?
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เ้าก้อนแป้งน้อยก็ถลึงตาใส่เขาอย่างเอาเื่ พลางบ่นอุบอิบ "จะพูดก็พูดไปสิเ้าคะ เหตุใดท่านต้องมาเขย่าตัวข้าด้วยเล่า?"
นายท่านสามตระกูลิ่ "..."
"แม่หนูน้อย ที่เ้ากล่าวมาเมื่อครู่เป็ความจริงงั้นหรือ?" นายท่านผู้เฒ่าิ่ผุดลุกขึ้น เขายันไม้เท้าเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหรานหร่าน พลางทอดสายตามองลงมาจากมุมสูง
"ย่อมเป็ความจริงสิเ้าคะ" เ้าก้อนแป้งน้อยพองลมจนแก้มป่อง นางเชิดหน้าขึ้นสบตากับผู้เฒ่าิ่อย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้ "หากพูดปดจมูกจะยาวเอานะเ้าคะ หรานหร่านไม่อยากมีจมูกน่าเกลียดเ้าค่ะ!"
พูดจบนางก็ยกมือขึ้นลูบปลายจมูกเล็ก ๆ ของตน แล้วเอ่ยต่อ "เมื่อวานข้าเป็คนช่วยพี่ชายเอาไว้นะเ้าคะ มิเช่นนั้นพี่ชายคงไม่ได้กลับมาหรอก อ้อ แล้วนักพรตผู้นั้นมีนามว่าชิงเสวียนด้วยเ้าค่ะ"
"เ้าเป็คนช่วยเซิ่นสิงเอาไว้อย่างนั้นรึ?" นายท่านสี่ตระกูลิ่หาได้เชื่อคำพูดนี้ไม่ เขาจ้องมองหรานหร่านด้วยความคลางแคลงใจ
ส่วนนายท่านห้าตระกูลิ่ก็แค่นเสียงเ็า "นังหนู หากเ้ากล้าหลอกลวงพวกเราล่ะก็ บิดาจะแล่จมูกเ้าทิ้งเสีย!"
"เข้ามาสิเ้าคะ!"
สิ้นคำของนายท่านห้าตระกูลิ่ เ้าก้อนแป้งน้อยก็กระดิกนิ้วเรียกเขาพร้อมกับส่งยิ้มหวานแหววให้ นายท่านห้าตระกูลิ่จึงเผลอก้าวเท้าเดินเข้าไปหาตามสัญชาตญาณ
"ย่า!"
เขายังไม่ทันได้ยืนให้มั่นคง เ้าก้อนแป้งน้อยตรงหน้าก็ร้องเสียงดังลั่น นางะโลอยตัวขึ้นไปตอกหมัดเข้าที่หัวเข่าของเขาอย่างจัง
"อ๊าก!"
นายท่านห้าตระกูลิ่ร้องลั่นด้วยความเ็ป ก่อนจะล้มตึงลงไปกองกับพื้นเสียงดังสนิท ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเืในพริบตา
"น้องห้า!"
นายท่านสามและนายท่านสี่ตระกูลิ่รีบรุดเข้าไปประคองผู้เป็น้องชาย เมื่อนายท่านห้าตระกูลิ่ถูกพยุงให้ลุกขึ้น เขาจ้องมองเ้าก้อนแป้งน้อยที่ต้องะโขึ้นจึงจะทุบเข่าของเขาได้ ด้วยใบหน้าตื่นตระหนกแกมไม่อยากเชื่อ
"เ้า... เ้า... เ้า..."
"ฟู่!"
เ้าก้อนแป้งน้อยเชิดหน้าขึ้นอย่างทะนงตน ซ้ำยังเป่าลมรดกำปั้นน้อย ๆ ของตนเอง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ "ทีนี้ท่านลุงเชื่อคำพูดของหรานหร่านหรือยังเ้าคะ?"
นายท่านห้าตระกูลิ่ "..."
ส่วนคนอื่น ๆ "..."
นายท่านผู้เฒ่าิ่ปรายตามองบุตรชายทั้งหลายด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะหันมามองหรานหร่านด้วยความสนใจใคร่รู้
"นังหนูน้อย ในเมื่อเ้าบอกว่าเป็ผู้ช่วยชีวิตคนเอาไว้ เช่นนั้นตระกูลิ่ของเราก็ถือว่าติดค้างน้ำใจเ้าคราหนึ่ง ตอนนี้จงบอกพวกเรามาเถิดว่าจะไปตามหาชิงเสวียนผู้นี้ได้ที่ใด"
หรานหร่านเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เฒ่าิ่ พลางฉีกยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน "เื่นี้เจรจากันได้เ้าค่ะ เจรจากันได้!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
เมื่อเห็นท่าทางแก่แดดแก่ลมของเ้าก้อนแป้งน้อย ผู้เฒ่าิ่ก็อดไม่ได้ที่จะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ
ลู่ชิงรีบประสานมือเอ่ย "คุณหนูของข้าน้อยยังเด็กนัก จึงมิค่อยรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ หวังว่าผู้เฒ่าิ่และนายท่านทั้งสามจะโปรดอภัยด้วยขอรับ!"
ผู้เฒ่าิ่เพียงแค่ปรายตามองลู่ชิงเรียบ ๆ ก่อนจะเบือนสายตากลับมาหยุดอยู่ที่หรานหร่านตามเดิม
หรานหร่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว "เ้านักต้มตุ๋นชิงเสวียนผู้นั้นมีวิชาอาคมไม่เบา หากคิดจะชิงเอาดวงิญญาหนึ่งส่วนของพี่ชายกลับคืนมา ลำพังแค่หาตัวเขาให้พบนั้นยังไม่พอหรอกนะเ้าคะ!"
เมื่อคนตระกูลิ่ได้ฟังเช่นนั้น ต่างก็ลอบขมวดคิ้วเข้าหากันแทบจะมองไม่เห็น
ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงเอ่ยเสริมขึ้นว่า "ผู้เฒ่าิ่ วรยุทธ์ของหรานหร่าน พวกท่านก็เห็นกับตาแล้ว หากหวังจะตามหาชิงเสวียนและชิงเอาดวงิญญาของคุณชายน้อยกลับคืนมา เพื่อรักษาเขาให้หายดี งานนี้ย่อมขาดหรานหร่านไปมิได้อย่างแน่นอน"
"อื้อ ๆ" เ้าก้อนแป้งน้อยรีบพยักหน้าหงึกหงัก นางยืดอกเล็ก ๆ ขึ้นพลางเอ่ย "เพราะฉะนั้น พวกท่านทุกคนต้องฟังคำของข้านะเ้าคะ"
คนตระกูลิ่ "..."
นายท่านสามตระกูลิ่หันไปมองท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ "ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ ท่านเองก็เป็ถึงผู้าุโที่ได้รับการเคารพนับถือในเมืองยงหลิน ท่านต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเองนะขอรับ อาศัยแค่เด็กน้อยผู้หนึ่ง..."
"ก็ทำตามที่หนูน้อยบอกนั่นแหละ!" นายท่านสามตระกูลิ่ยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค ผู้เฒ่าิ่ก็ชิงเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"คิกคิก ท่านปู่ิ่ช่างตาถึงยิ่งนักเ้าค่ะ"
พอหรานหร่านได้ยินดังนั้น นางก็คลี่ยิ้มออกมากว้างขวาง แก้มยุ้ย ๆ บนใบหน้าสั่นไหวไปมา ดูนุ่มฟูและน่าเอ็นดูเป็ที่สุด
"ท่านพ่อ จะให้พวกเราทำตามคำสั่งของเด็กตัวกะเปี๊ยกนี่น่ะหรือขอรับ นี่มิกลายเป็เื่น่าขบขันหรอกหรือ?" นายท่านสี่ตระกูลิ่แย้งขึ้นอย่างไม่พอใจ
ผู้เฒ่าิ่ตวัดสายตามองเขาเงียบ ๆ ด้วยใบหน้าดำทะมึน "แล้วเ้าเอาชนะแม่หนูน้อยคนนี้ได้หรือไม่เล่า?"
นายท่านสี่ตระกูลิ่ "..."
แม้เขาจะใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารมานานปี จนหล่อหลอมจิตสังหารขึ้นมาเต็มเปี่ยม ทว่าเขาก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเ้าก้อนแป้งน้อยตรงหน้านี้จริง ๆ นั่นแหละ จะมีเด็กตัวกะเปี๊ยกบ้านไหนกันที่เพียงแค่ออกแรงผลักเบา ๆ ก็ทำเอาพี่สามของเขาเซถอยหลังไปได้หลายก้าว? หรือแค่ตอกหมัดลงมาส่งเดชก็ซัดเอาน้องห้าของเขาล้มคว่ำไม่เป็ท่า?
ต้องไม่ลืมนะว่าทั้งวรยุทธ์ของพี่สามและน้องห้านั้น ล้วนสูงส่งกว่าเขาเสียอีก!
เมื่อเห็นท่าทีของนายท่านสี่ตระกูลิ่ หรานหร่านก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก ซ้ำยังชูนิ้วโป้งให้ผู้เฒ่าิ่อีกด้วย
ผู้เฒ่าิ่ปั้นหน้าขรึม ั์ตาคมกริบดุจคบเพลิงกวาดมองไปที่ร่างของลู่ชิง ก่อนจะประกาศกร้าวเสียงเย็น
"ในเมื่อนังหนูนี่เป็บุตรสาวของตระกูลเซียว เ้าจงกลับไปบอกคุณชายใหญ่ตระกูลเซียวเสียว่า หากภายในเจ็ดวัน แม่หนูน้อยผู้นี้ยังรักษาหลานชายสุดที่รักของข้ามิได้ล่ะก็ บิดาจะให้เขาเอาชีวิตมาเซ่นสังเวย!"
สีหน้าของลู่ชิงพลันแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด ภายในใจรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาในบัดดล
ทว่าหรานหร่านกลับหัวเราะคิกคัก พลางเอ่ยต่อรอง "ท่านปู่ิ่ หากภายในเจ็ดวันนี้ข้าสามารถตามหาตัวชิงเสวียนพบและรักษาพี่ชายจนหายดีได้ ท่านต้องรับปากทำตามคำขอของท่านพ่อข้าหนึ่งข้อนะเ้าคะ!"
ผู้เฒ่าิ่หรี่ตาลง กลิ่นอายความน่าเกรงขามแผ่ซ่าน เขามองเ้าก้อนแป้งน้อยด้วยความชื่นชมระคนประหลาดใจ "ตระกูลเซียวถึงกับมีแม่หนูน้อยที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้ นับว่าเป็บุญวาสนาที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนเสียจริง!"
"ตกลง! ตาเฒ่าอย่างข้ารับปากเ้า!"
"ท่านพ่อ!" ชายตระกูลิ่ทั้งสามร้องเรียกผู้เป็บิดาขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ตระกูลิ่ของพวกเขาล้วนรับราชการทหารมาหลายชั่วอายุคน กุมอำนาจทางการทหารในแถบเจียงหนานไว้ถึงหนึ่งในสาม นายท่านใหญ่ตระกูลิ่ดำรงตำแหน่งรองเ้ากรมกลาโหมฝ่ายซ้ายอยู่ในเมืองหลวง ส่วนนายท่านรองก็รั้งตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอยู่ที่เจียงหนานแม้อิทธิพลของตระกูลิ่จะยิ่งใหญ่ไม่น้อย ทว่าพวกเขาก็หาได้เคยเข้าไปข้องแวะกับความขัดแย้งใด ๆ ในราชสำนักไม่
แต่มีผู้ใดบ้างเล่าที่จะไม่ล่วงรู้ถึงความบาดหมางระหว่างตระกูลเซียวและตระกูลเย่? เย่เจิ้งยงผู้นั้นไต่เต้าจากบัณฑิตยากจน ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถก้าวขึ้นไปนั่งบนตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีได้ ซ้ำบุตรสาวของเขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็ถึงองค์หญิงอีกต่างหาก ตระกูลที่กำลังตกต่ำร่วงโรย จะเอาอันใดไปต่อกรกับตระกูลที่กำลังเจริญรุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ยามเที่ยงวันได้เล่า?
ถึงแม้ตระกูลิ่จะมิจำเป็ต้องลดตัวไปประจบสอพลอตระกูลเย่ ทว่าพวกเขาก็มิอาจยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือตระกูลเซียวได้ส่งเดชเช่นกัน!
หากเื่นี้รู้ไปถึงหูตระกูลเย่เข้าล่ะก็ เกรงว่านายท่านใหญ่ที่พำนักอยู่ในเมืองหลวงอาจต้องตกอยู่ในอันตรายเป็แน่ ก่อนที่เซียวจิ้งเสวียนจะถูกสั่งลดขั้นและเนรเทศมายังเมืองยงหลิน พวกเขาก็ล่วงรู้มาบ้างแล้วว่ามีเบื้องบนบางคนจงใจกลั่นแกล้งให้เขาต้องตกระกำลำบาก
ลู่ชิงเห็นท่าทีของนายท่านตระกูลิ่ทั้งหลายแล้ว ภายในใจก็พลันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมา ฐานะของตระกูลิ่ในเมืองยงหลินแห่งนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
แม้คนในตระกูลจะมิได้เข้าไปมีบทบาทอันใดในสมาคมการค้า ทว่ากองทัพของตระกูลิ่ก็สั่งซื้อเสบียงและข้าวของเครื่องใช้จากสมาคมการค้าเป็จำนวนมหาศาล ด้วยเหตุนี้ ผู้คนในสมาคมการค้าไม่น้อยจึงพยายามประจบเอาใจตระกูลิ่กันจ้าละหวั่น
เพราะเหตุนี้เอง เมื่อวานแม่นางสวีจึงได้เอ่ยเตือนใต้เท้า ด้วยหวังว่าใต้เท้าจะใช้ตระกูลิ่เป็บันไดก้าวแรก
เมื่อวานใต้เท้ายังขบคิดอยู่เลยว่าจะใช้เื่การหายตัวไปของนายท่านสาม ประกอบกับเส้นสายทางฝั่งนายท่านใหญ่ตระกูลิ่ มาใช้เชื่อมความสัมพันธ์กับตระกูลิ่ดีหรือไม่ ทว่าในยามนี้…