บทที่ 10 สิ่งอัปมงคล (รีไรต์)
หนึ่งวันที่แสนยุ่งยาก อิ่มเอม และราวกับความฝันได้ผ่านพ้นไป
ครอบครัวของเสี่ยวหยวนเป่ากินอิ่มนอนหลับ พวกเขานอนเบียดเสียดกันบนเตียงไม้หลังใหญ่ที่ยังกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมของไม้สด
ซานเป่ารำพึงออกมา "เหมือนฝันไปเลย ครอบครัวเราได้นอนบนเตียงจริง ๆ เสียที พอปูหญ้าแห้งทับลงไปแบบนี้ มันอุ่นกว่านอนบนพื้นดินตั้งเยอะ"
"วันนี้พวกเราได้กินอิ่มท้องทั้งวัน! มีความสุขที่สุดเลย!"
"แล้วก็น้องสาวของพวกเราเก่งมากจริง ๆ ถึงขั้นช่วยคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้"
เสียงรำพึงด้วยความตื้นตันดังขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดสาย พูดจบซานเป่าก็เผลอหยิกขาตัวเองแรง ๆ ครั้งหนึ่ง เพราะกลัวว่าทั้งหมดนี้จะเป็เพียงความฝัน
เสี่ยวหยวนเป่าซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของไฉ่ซื่อพลางหัวเราะคิกคัก "พี่สาม ท่านปัญญาอ่อนไปแล้วหรือเ้าคะ"
"ใช่ ข้ามันปัญญาอ่อนไปแล้ว ข้ามีความสุขจนปัญญาอ่อนเลยล่ะ"
หลังจากหัวเราะเล่นกันเสร็จ เอ้อร์เป่าก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมา "น้องสาวเ้าไปเรียนรู้เื่พวกนี้มาจากไหนกัน ทั้งเื่ช่วยคน ทั้งเื่บุญกุศล"
นี่คือสิ่งที่ทุกคนสงสัยและอยากถามมาตลอด แต่เพิ่งจะมีโอกาส
เสี่ยวหยวนเป่าตอบโดยไม่ต้องคิด "ท่านพ่อสอนข้าเ้าค่ะ!"
พ่อบังเกิดเกล้า บวกกับเหล่าท่านพ่อบุญธรรมที่เป็เ้าสำนักทั้งสิบแห่งปรโลก...
ไฉ่ซื่อขอบตาแดงก่ำ "พ่อของลูกกลับมาจริง ๆ หรือ เมล็ดข้าวพวกนั้นก็คงเป็พ่อของลูกที่ส่งมาให้แน่ ๆ เขายังคงเป็ห่วงพวกลูกอยู่ พรุ่งนี้พวกเราไปโขกศีรษะขอบคุณที่หลุมศพพ่อเ้ากันเถอะ"
นางปักใจเชื่อว่าเป็ฝีมือของทังเหล่าซื่อ
"ขอรับท่านแม่" ลูกชายทั้งสามรับคำด้วยความเคารพ
มันควรจะเป็เช่นนั้นแน่ ๆ ทั้งเื่ที่น้องสาวพูดเก่งขึ้น สื่อสาริญญาได้ และข้าวปลาอาหารที่จู่ ๆ ก็มาส่งถึงประตูบ้าน ล้วนต้องเป็ิญญาทังเหล่าซื่อที่คอยช่วยเหลือพวกเขาอยู่
เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ในขณะที่แม่และพี่ชายกำลังคุยกัน เสี่ยวหยวนเป่าในอ้อมกอดของไฉ่ซื่อก็ผล็อยหลับไปพร้อมเสียงกรนเล็ก ๆ แล้ว
ต้าเป่าเอ่ยขึ้น "พวกเราต้องปกป้องน้องสาวให้ดี นางอายุยังน้อยแต่กลับสื่อสารกับิญญาได้ วันหน้าไม่รู้ว่าจะต้องพบเจอกับเื่ประหลาดหรืออันตรายอะไรบ้าง ทางที่ดีควรให้นางยุ่งเื่พวกนี้น้อยลงจะดีกว่า วันนี้ยังนับว่าโชคดีที่ช่วยชีวิตหวังเทียนโกวได้ แต่ถ้าช่วยไม่ได้ล่ะก็ ไม่รู้เื่ราวจะจบลงอย่างไร ต่อไปข้าจะเข้าป่าล่าสัตว์เลี้ยงดูครอบครัวเอง ขอแค่ให้น้องสาวเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัยก็พอ"
พูดมาถึงตรงนี้ เขารู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ หากเขาอยู่บ้าน เขาคงไม่ยอมให้น้องสาวกระโจนลงไปในน้ำเน่าพวกนี้แน่
คำพูดนี้ไม่มีใครคัดค้าน
เมื่อลองคิดทบทวนดู ทุกคนต่างรู้สึกหวาดกลัวย้อนหลัง
สิ่งที่ต้าเป่าพูดมีเหตุผล พวกเขาต้องมองการณ์ไกล หากวันหน้าน้องสาวถูกตีตราว่าเป็ร่างทรงหรือหมอผี แล้วนางจะออกเรือนได้อย่างไร
พวกเขามีน้องสาวที่เปรียบดั่งแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียว ต่อให้ต้องกินดินกินทรายก็จะไม่ยอมให้นางต้องลำบากแม้เพียงนิด
ไฉ่ซื่อกล่าวเสริม "ตกลง แม่เองก็จะออกไปรับงานเย็บปักถักร้อย หาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ มาจุนเจืออีกแรง"
ตอนที่แยกบ้านออกมา พวกเขาออกมาตัวเปล่า ที่ดินแม้เพียงครึ่งหมู่ก็ไม่ได้แบ่งมาให้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องพึ่งพาตนเอง
เอ้อร์เป่าบอกว่า "ข้าจะไปหาแม่เฒ่าหวัง เรียนจักสานตะกร้าไม้ไผ่ไปขาย..." ร่างกายเขาอ่อนแอ ทำงานหนักไม่ได้ แต่ถ้าเป็งานฝีมือเบา ๆ เช่นนี้ หากทำได้ดีก็คงพอทำเงินได้บ้าง
ซานเป่าบอกว่า "ส่วนข้าจะเข้าป่าไปขุดผักป่า หาไข่นกทุกวัน..."
"อืม!"
เมื่อหัวใจของคนในครอบครัวหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกัน ชีวิตก็เริ่มมีความหวัง ดีกว่าตอนที่ต้องนอนในคอกหมูและกินเศษอาหารเหลือทิ้งในบ้านตระกูลทังเป็ไหน ๆ
คุยกันได้ไม่นาน เนื่องจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ประกอบกับกระท่อมหญ้าที่อุ่นสบายและโปร่งโล่ง พวกเขาไม่ได้นอนหลับสบายเช่นนี้มานานแล้ว จึงจมดิ่งสู่ห้วงนิทรากันหมด
กลางดึกสงัด
เงาดำสายหนึ่งวูบผ่านเข้ามาในลานบ้านของเสี่ยวหยวนเป่า ดวงตาสีแดงฉานวาวโรจน์ท่ามกลางความมืดดูสยดสยองยิ่งนัก
โชคดีที่ไม่มีใครเห็น
เงาดำนั้นสูดดมกลิ่นในอากาศ
กระท่อมหญ้ายังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์นัก ลิ่มประตูยังทำไม่เสร็จ เพียงแค่ปิดไว้หลวม ๆ เงาดำนั้นจึงผลักรอยแยกเพียงเบา ๆ แล้วแทรกตัวเข้าไปข้างใน
ภายในห้องมีพื้นที่ไม่กว้างนัก ครึ่งหนึ่งว่างเปล่า อีกครึ่งหนึ่งเป็เตียงใหญ่ติดผนังที่มีคนห้าคนนอนเบียดกันอยู่
เงาดำนั้นตามหาเด็กหญิงตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดของหญิงชาวบ้านจนพบ เด็กคนนี้ผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูก มันไม่ได้นึกอยากจะกินเลยแม้แต่น้อย ทว่า...ความแค้นนี้ต้องได้รับการชำระ
ครอบครัวแม่ลูกกลุ่มนี้ไม่มีชายฉกรรจ์คุ้มครอง พลังหยางในบ้านไม่เข้มแข็ง ซ้ำที่นี่ยังเป็ท้ายหมู่บ้านที่ติดกับชายป่า มันจึงสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระโดยไร้สิ่งขวางกั้น
เงาดำแค่นเสียงเย็นในลำคอ กรงเล็บแหลมคมยื่นตรงไปยังเสี่ยวหยวนเป่า มันมั่นใจว่าต่อให้ตะปบไม่ถึงตาย ก็ต้องพรากิญญานางไปได้ครึ่งหนึ่ง!
ทว่า...ในขณะที่กรงเล็บสีดำอันแหลมคมกำลังจะเข้าถึงตัวเสี่ยวหยวนเป่า บนร่างของเด็กน้อยพลันมีแสงสีแดงวาบออกมาเป็วงกว้าง ทันใดนั้น พลังอันมหาศาลขุมหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่เงาดำอย่างแรง!
เงาดำแผดเสียงร้องโหยหวนก่อนจะกระโจนพรวดออกนอกประตูไปอย่างรวดเร็ว
เกิดอะไรขึ้น!
แสงสีแดงบนตัวเด็กน้อยนี่ รุนแรงยิ่งกว่าแสงสีทองบนตัวหวังเทียนโกวที่มันเคยลอบโจมตีเสียอีก! แสงสีทองบนตัวหวังเทียนโกวเพียงแค่แผดเผาสิ่งอัปมงคล หากเข้าใกล้จะได้รับาเ็
แต่แสงสีแดงบนตัวเด็กคนนี้ต่างออกไป...
มันเปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งซึ่งสามารถสะท้อนการโจมตีกลับ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือมันยังพยายามดูดซับพลังิญญาของมันผ่านร่างกลับไปด้วย...
เพียงแค่กรงเล็บเดียว ตบลงไปครั้งเดียว ตบะที่มันสั่งสมมาอย่างยากลำบากหลายสิบปีก็สูญสิ้นไปเกือบครึ่ง!
เงาดำใจนขวัญหนีดีฝ่อ หลังจากหนีออกมาจากกระท่อมหญ้าได้ มันก็รู้สึกเหมือนเพิ่งเก็บชีวิตคืนมาจากปากเหว
ทั้งความเกรงขามและความหวาดกลัวทำให้มันไม่กล้าหยุดพัก มันรีบพุ่งหายลับเข้าไปในป่าลึกโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
เอ้อร์เป่าเป็คนนอนหลับตื้น ในความฝันเขาคล้ายกับได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
ทั้งยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นเหม็นเน่าจาง ๆ
เขาเกรงว่าจะเป็สัตว์ป่าจากบนเขาลงมาหากิน เมื่อลืมตาขึ้นและอาศัยแสงจันทร์จากภายนอกมองดู ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ในห้อง เห็นเพียงน้องสาวที่ดูเหมือนกำลังฝันถึงของอร่อยอยู่ ปากน้อย ๆ ของนางขยับเคี้ยวจ๊อบแจ๊บโดยไม่รู้ตัว
เอ้อร์เป่าหลุดยิ้มออกมาขำ ๆ ก่อนจะหลับต่อไปอีกครั้ง
ทางด้านแม่เฒ่าทัง... นางยังไม่ยอมแพ้
เมื่อตื่นมาตอนเช้า ใครต่อใครต่างก็พูดกันว่าเสี่ยวหยวนเป่าแห่งบ้านตระกูลทังเป็เด็กที่วิเศษ มีวิชาชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืน นางได้แต่พ่นน้ำลายด่าไปหลายครั้ง
ซ้ำยังได้ยินมาว่า ครอบครัวผู้เฒ่าหวังออกไปตลาดั้แ่ยังไม่รุ่งสาง โดยใช้เกวียนวัวเล่มใหญ่ บอกว่าจะไปซื้อเมล็ดข้าวในตลาดมามอบให้เสี่ยวหยวนเป่า เพื่อเป็การตอบแทนที่เสี่ยวหยวนเป่าช่วยชีวิตลูกชายเขาไว้ เขาจึงส่งเมล็ดข้าวมาให้แทนเงินทอง
แม่เฒ่าทังอิจฉาจนตาร้อนผ่าว!
"ตาแก่ บ้านเราไม่มีข้าวจะกินพอดี ข้าวพวกนั้นเราต้องไปทวงคืนมานะ เกวียนวัวคันใหญ่ขนาดนั้นไม่รู้จะบรรทุกข้าวได้ตั้งเท่าไหร่ ไม่แน่ว่าอาจจะพอกินกันทั้งบ้านไปเป็ปี ๆ เลยก็ได้..."
"ความคิดน่ะดีอยู่หรอก แต่ไม่ใช่ว่ามีคนบอกว่านังเด็กนั่นถูกผีสิงหรอกหรือ แถมยังเก่งกาจขนาดนั้น เ้าจะไปทวงข้าวคืนมาได้ยังไง"
นี่คือปัญหาใหญ่
ทันใดนั้น แม่เฒ่าทังก็ตบต้นขาฉาด "ข้าคิดออกแล้ว!"
"วิธีไหนล่ะ" ผู้เฒ่าทังมองนาง
แม่เฒ่าทังรีบขยับเข้าไปกระซิบข้างหูผู้เฒ่าทังอยู่นาน เพราะกลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน
หลังจากฟังจบ ผู้เฒ่าทังก็สูบยาสูบฟู่ ๆ พลางพยักหน้าไม่คัดค้าน
นั่นเท่ากับเป็การยอมรับโดยปริยาย
แม่เฒ่าทังทำท่าจะก้าวเท้าออกจากบ้านไปทันที
ทว่าผู้เฒ่าทังกลับเอ่ยรั้งไว้ "เดี๋ยวก่อน อย่างไรเสียพวกต้าเป่าก็ยังเป็ลูกหลานบ้านตระกูลทังของเรา พวกเราเป็ผู้ใหญ่จะทำเื่ให้มันสิ้นเยื่อใยเกินไปก็ไม่ดี ควรจะให้โอกาสพวกนางสักครั้ง เอาเป็ว่า... เราเตรียมการไว้สองทางดีกว่า..."
เมื่อได้ฟังแผนการจากผู้เฒ่าทัง ดวงตาของแม่เฒ่าทังก็เป็ประกายวาววับ
"อื้ม ๆ จริงด้วย ตาแก่นี่รอบคอบจริง ๆ"