ณ คฤหาสน์เมฆาสวรรค์ ซึ่งเป็นที่พักของบรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่
เวลานี้ซือเส้าไป่และบรรชนคนอื่นๆ รวมไปถึงเจ้านิกายศักดิ์สิทธิ์ หลัวชิงหยาน ได้มารวมตัวกันที่ห้องประชุมทั้งหมด
พวกเขากำลังพูดคุยถึงเรื่องของตระกูลหนานอย่างจริงจัง ในฐานะกองกำลังที่ไม่เป็นที่รู้จักที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นมาทำให้ใครหลายๆคนรู้สึกกังวล แถมตระกูลหนานก็เข้าร่วมสงครามด้วย ถ้าหากเขาร่วมมือกับเผ่าปีศาจล่ะก็เกรงว่านิกายศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาคงต้องเจอกับปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน
บรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงกลางในฐานะของประธาน ส่วนบรรพชน เจ้าสำนักและผู้อาวุโสระดับสูง พวกเขาก็นั่งอยู่ตามที่นั่งของตัวเอง
บรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่กวาดสายตามองดูทุกๆคนในห้องประชุมที่ตอนนี้กำลังพูดคุยกันด้วยท่าทีจริงจัง
“ พวกเจ้าไม่ต้องคิดมากรอให้ศิษย์ของข้ากลับมาก่อนแล้วค่อยเข้าเรื่อง ” บรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่กล่าวขึ้น
ทุกๆคนในห้องประชุมต่างก็พยักหน้ารับ
ไม่นานนักเซวียนซานเย่วก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับโค้งคำนับให้กับทุกๆคนในห้องประชุม แม้ว่านางจะเป็นลูกศิษย์ของบรรพชนสูงสุดนางก็ยังต้องให้ความเคารพกับทุกๆคนในห้องประชุมแห่งนี้ เพราะภายในห้องประชุมแห่งนี้ตัวตันที่อ่อนแอที่สุดก็คือมหาเทพยุทธ์
“ เสี่ยวซานเย่วเรื่องที่เจ้าสืบมาได้ความว่าอย่างไร? ” บรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่ถามขึ้นด้วยความจริงจังทันที
เซวียนซานเย่วพยักหน้าก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ จากการที่ข้าอยู่ใกล้ชิดกับตระกูลหนานเป็นเวลานานทำให้ข้าพอรู้ข้อมูลสำคัญๆ และเรื่องที่เหล่าบรรพชนและผู้อาวุโสทุกท่านกังวลใจคงเป็นเรื่องความแข็งแกร่งของตระกูลหนาน ข้าได้สืบมาแล้วและพบว่าแท้จริงแล้วตระกูลหนานแข็งแกร่งกว่าที่พวกเราจินตนาการเอาไว้เสียอีก ”
“ หมายความว่ายังไง? ” เจ้านิกายหลัวถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ข้าได้ยินมาเป็นความจริงหรือไม่แต่ข้าได้ยินมาว่าตระกูลหนานมีกึ่งเซียนมากกว่ายี่สิบคน มหาเทพยทุธ์มากกว่าห้าสิบคน เรื่องนี้ข้าได้สอบถามกับผู้อาวุโสคนหนึ่งของตระกูลหนาน ข้าไม่รู้ว่าผู้อาวุโสท่านนั้นบอกมาเป็นความจริงหรือไม่แต่เหตุการณ์ที่เกาะป๋อซานของทวีปหยุนเทียนเมื่อเดือนก่อนคือความจริง กึ่งเซียนสิบสี่คนปรากฏขึ้นพร้อมกันและเรียกคุณชายหนานหมิงว่านายท่าน เห็นได้ชัดว่ากึ่งเซียนทั้งสิบสี่คนรับใช้คุณชายหนาน อย่างที่ทุกท่านรู้จะมีก็แต่กึ่งเซียนเท่านั้นที่สามารถฉีกกระฉากมิติออกมาได้ แม้แต่มหาเทพยุทธ์ก็ยังไม่สามารถทำได้
และข้าจะบอกให้ทุกท่านทราบ อายุของคนของตระกูลหนานนั้นน้อยมากๆ ถ้าหากจะให้เทียบล่ะก็รุ่นเยาว์ประมาณแปดส่วน อีกสองส่วนที่เหลือก็อายุเพียงแค่หนึ่งถึงสามร้อยปีเท่านั้น ที่สำคัญคือรุ่นเยาว์จำนวนมากของพวกเขามีแม้กระทั้งจ้าวยุทธ์ขั้นสมบูรณ์หรือแม้กระทั้งระดับเทพยุทธ์!!
ข้าเพียงแค่อยากจะบอกกับทุกท่านว่าในอนาคตตระกูลหนานจะมีความแข็งแกร่งที่ไม่สิ้นสุดและอาจจะมีกึ่งเซียนเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคนหรือแม้กระทั้งหลายสิบคน เพราะฉะนั้นในความคิดของข้า ข้าคิดว่าพวกเราควรผูกมิตรกับตระกูลหนานให้ดีที่สุด อย่างน้อยๆตระกูลหนานก็จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งให้กับพวกเรา ”
เมื่อได้ยินที่เซวียนซานเย่วกล่าวมา บรรพชนสูงสุดและคนอื่นๆถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
สำหรับกึ่งเซียนแม้เป็นเพียงแค่ขั้นเดียวไม่มีสูงต่ำแต่ความแข็งแกร่งนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่มหาเทพยุทธ์จะเทียบเคียงได้
การที่จะไปถึงกึ่งเซียนนั้นยากเย็นอย่างยิ่ง เพราะขนาดในอดีตกึ่งเซียนก็แทบจะมีไม่เกินยี่สิบหรือสามสิบคนในทุกยุค ซึ่งนี้ก็คือกึ่งเซียนที่อยู่ในทวีปหลัวเทียน ไม่ได้รวมทวีปซวนหยวนที่แข็งแกร่งกว่าทวีปหลัวเทียนเล็กน้อย
ทวีปซวนหยวนมีกึ่งเซียนมากกว่าทวีปหลัวเทียนประมาณหนึ่งแต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก อย่างนิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน
แถมจากข้อมูลที่เซวียนซานเย่วบอกว่า ดูเหมือนว่าตระกูลหนานจะมีรุ่นเยาว์เป็นจำนวนมาก แม้กระทั้งรุ่นเยาว์ในะรดับเทพยุทธ์ก็ยังมี หรือก็คือในอนาคตความแข็งแกร่งของตระกูลหนานก็จะมากขึ้นกว่าเดิมมาก
“ เป็นไปไม่ได้ จะมีกองกำลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร แม้กระทั้งพวกเราก็ยังไม่รู้เลยว่าทำไมพวกมันถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ ” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตะโกนด้วยความไม่อยากเชื่อ
จำนวนกึ่งเซียนมากกว่ายี่สิบคนงั้นเรอะ นั้นมันเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้เลย ขนาดพวกเขาที่เป็นผู้ปกครองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนยังมีกึ่งเซียนเพียงแค่แปดคนเท่านั้น ส่วนกองกำลังอื่นๆที่มีกึ่งเซียนก็มีเพียงแค่หนึ่งถึงสามคนเท่านั้นไม่มีมากกนี้ด้วยซ้ำ
“ นั้นสิกองกำลังที่ไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้พวกเราจะต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ให้มาก ” ผู้อาวุโสอีกคนเสนอ
บรรพชนสูงสุดกวาดสายตามองดูการโต้เถียงของทุกคนในห้องประชุมก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ งั้นพวกเรามาหาข้อสรุปกัน ”
ไม่นานนักข้อสรุปของทุกๆคนในห้องประชุมก็คือพวกเขาจะคอยจับตาดูตระกูลหนานอย่างใกล้ชิดก่อน เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของตระกูลหนาน
หลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้วบรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่ก็บอกให้ทุกๆคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ภายในห้องประชุมเหลือเพียงแค่บรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่และเซวียนซานเย่ว
“ เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร? ” ซือเส้าไป่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง นอกจากนี้ท่าทีที่เคร่งขรึมในตอนประชุมก็ได้หายไปด้วยเช่นกัน
“ จากความรู้สึกของศิษย์และสิ่งที่ศิษย์เคยกล่าวเอาไว้ในตอนประชุม ศิษย์คิดว่าพวกเราควรที่จะร่วมมือกับตระกูลหนาน เพราะข้ารู้สึกว่าตระกูลหนานมีความลับบางอย่าง ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่ปกปิดตัวตนขนาดนี้ ถ้าหากพวกเขาไม่แสดงความแข็งแกร่งออกมาพวกเราก็คงไม่รู้หรอกว่ามีกองกำลังที่ชื่อว่าตระกูลหนานอยู่ ถ้าหากตระกูลหนานต้องการปะทะกับนิกายศักดิ์ศิทธิ์ ข้าคิดว่าพวกเราคงไม่สามารถต้านทานได้ ” เซวียนซานเย่วกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
ซือเส้าไป่พยักหน้าเห็นด้วย เพราะความคิดของเขา เขาก็คิดว่าควรผูกมิตรกับตระกูลหนานดีที่สุด อย่างน้อยๆการมีมิตรก็ยังดีกว่าการมีศัตรูเพิ่ม
“ ข้าเข้าใจแล้ว…เอาเป็นว่าหลังจากนี้เจ้าก็ควรเข้าหาคุณชายหนานบ่อยๆ อย่างน้อยๆการเป็นสหายกับคุณชายหนานก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ” ซือเส้าไป่กล่าวขึ้น
เซวียนซานเย่วถอนหายใจและกล่าวขึ้นว่า “ ท่านอาจารย์ข้าคิดว่าคุณชายหนานคืออัจฉริยะตัวจริงแม้กระทั้งข้าก็ยังเทียบกับเขาไม่ได้ ”
ซือเส้าไป่สนใจขึ้นมาทันทีและถามขึ้นว่า “ เจ้าหมายความว่ายังไง? หรือว่าคณชายหนานผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าเจ้างั้นหรือ? ”
เซวียนซานเย่วพยักหน้ารับแลัถามขึ้น “ ท่านอาจารย์ท่านรู้ไหมว่าคุณชายหนานเขาอายุเท่าไหร่? ”
ซือเส้าไป่ครุ่นคิดก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ จากสิ่งที่เจ้ากล่าวมาหมายความว่าคุณชายหนานเป็นรุ่นเยาว์และมีความแข็งแกร่งพอๆกับเจ้าหรืออาจจะมากกว่าเจ้า? ”
เซวียนซานเย่วพยักหน้าและกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า " คุณชายหนานอายุเพียงแค่ยี่สิบกว่าปี ความแข็งแกร่งของคุณชายหนานเหนือกว่าข้าเสียอีกเพราะข้าเคยขอคุณชายหนานประลองแล้วและข้าก็พ่ายแพ้ให้กับคุณชายหนานในไม่กี่กระบวนท่า
ท่านอาจารย์ท่านต้องรู้ก่อนว่าข้าได้ฝึกฝนและศึกษาทักษะต่างๆของนิกายเป็นอย่างดี รวมไปถึงการได้ต่อสู้กับผู้อาวุโสรวมไปถึงออกท่องเที่ยวหลายปีและได้พบเจอกับเหตุการณ์มากมาย ความแข็งแกร่งของข้าก็เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ข้าก็ไม่สามารถทำอะไรคุณชายหนานได้เลย "
เมื่อได้ยินว่าหนานหมิงอายุเพียงแค่ยี่สิบกว่าปีแต่เขาก็สามารถเอาชนะเซวียนซานเย่วที่เป็นถึงเทพยุทธ์ขั้นกลางได้แล้ว เรียกได้ว่าคุณชายหนานเป็นอัจฉริยะตัวจริงอย่างที่นางบอกมาจริงๆ แม้กระทั้งเขาในตอนที่อายุขนาดนั้นก็ยังไม่สามารถเทียบได้เลย
“ ช่างเป็นอัจฉริยะอย่างที่เจ้ากล่าวมาจริงๆ ในอนาคตคุณชายหนานจะต้องไปถึงระดับกึ่งเซียนได้อย่างแน่นอน ส่วนการเป็นเซียนนั้น… ” ซือเส้าไป่ได้แต่ส่ายหน้าเนื่องจากเส้นทางแห่งเซียนถูกปิดไปแล้ว การจะเป็นเซียนได้นั้นจะต้องเปิดเส้นทางแห่งเซียนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถเปิดเส้นทางแห่งเซียนได้อีก
“ เอาล่ะเจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็ไปหาคุณชายหนานและพาพวกเขาท่องเที่ยวเมืองหลัวเทียน ” ซือเส้าไป่กล่าวขึ้น
“ ไม่มีปัญหาท่านอาจารย์ ” เซวียนซานเย่วตอบรับก่อนที่จะขอตัวกลับที่พักของนาง
ช่วงสายของวันถัดมา
หนานหมิง เซี่ยเล่ยจีและเซวียนซานเย่ว รวมไปถึงผู้ติดตามอย่างม่อเสี้ยน รวมไปถึงผู้ติดตามของเซวียนซานเย่วที่เป็นบุรุษวัยกลางคน กำลังเดินเที่ยวเมืองหลัวเทียนอยู่
ผู้ติดตามของเซวียนซานเย่วแท้จริงแล้วเขาเป็นบ่าวรับใช้ของบรรพชนสูงสุดซือเส้าไห่ ชื่อของเขาคือ จ้าวเถาป้าย แถมยังเป็นถึงเทพยุทธ์ขั้นสูงอีกด้วย
ด้วยการที่เขาเป็นบ่าวรับใช้ของบรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่มาอย่างยาวนานทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างมากในบรรดากองกำลังใหญ่ทั้งหลาย เรียกได้ว่าจ้าวเถาป้ายคือตัวแทนของยบรรพชนสูงสุดก็ไม่เกินเลย เพราะบรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่มักจะใช้งานต่างๆจ้าวเถาป้ายเสมอ
ด้วยการที่มีจ้าวเถาป้ายติดตามมาด้วย ทำให้สามารถเที่ยวเล่นในเมืองหลัวเทียนได้อย่างเพลิดเพลิน
จะมีก็แต่จ้าวเถาป้ายที่รู้สึกเคร่งเครียดอย่างมาก เพราะเขาสัญชาตญาณของเขาร้องเตือนว่าสตรีที่งดงามผู้นี้อันตรายอย่างมากให้รีบห่างจากนางโดยด่วน
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์อย่างจ้าวเถาป้าย เขาย่อมเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของเขาอย่างสูง แม้ว่าม่อเสี้ยนจะไม่ได้ทำอะไรแต่มันก็ทำให้จ้าวเถาป้ายกดดันอย่างมาก แม้กระทั้งบรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่ก็ยังไม่สามารถทำให้จ้าวเถาป้ายรู้สึกกดดันได้มากขนาดนี้ ทำให้จ้าวเถาป้ายคาดเดาว่าสตรีที่งดงามผู้นี้น่าจะเป็นยอดฝีมือระดับกึ่งเซียนเหมือนกับบรรพชนสูงสุด
‘ ช่างเป็นสตรีที่ทั้งงดงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกันจริงๆ ถ้าหากจะเรียกนางว่าจิ้งจอกเจ้าเสน่ห์ก็คงไม่เกินเลยด้วยซ้ำ ’ นี้คือความคิดของจ้าวเถาป้ายที่มีต่อม่อเสี้ยน
ถ้าหากม่อเสี้ยนรู้ความคิดของจ้าวเถาป้ายล่ะก็นางคงอัดจ้าวเถาป้ายจนจมกับพื้นเป็นแน่
ตอนนี้เมืองหลัวเทียนเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าเดิมหลายเท่าเพราะตอนนี้กองกำลังต่างๆก็ได้มุ่งหน้ามายังเมืองหลัวเทียนเพื่อเข้าร่วมกองกำลังในการปะทะกับเผ่าปีศาจ
แต่ด้วยความที่เมืองหลัวเทียนเป็นเมืองที่นิกายศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้น ทำให้ภายในเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาขึ้นมา แม้กระทั้งกองกำลังชั้นยอดที่เป็นรองเพียงแค่นิกายศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องไว้หน้า
หนานหมิงและคนอื่นๆเที่ยวชมเมือง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเล็กๆหรือร้านขนมหวาน ถ้าหากว่าพวกเขาเห็นว่ามันน่าสนใจพวกเขาก็จะแวะตลอดทาง
เพียงแต่กลุ่มของหนานหมิงกลายเป็นจุดสนใจเนื่องจากกลุ่มของพวกเขามีสตรีที่งดงามอยู่ถึงสามคน ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยเล่ยจี เซวียนซานเย่วและม่อเสี้ยน
เพียงแต่ชุดที่เซวียนซานเย่วและจ้าวเถาป้ายสวมใส่เป็นชุดของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน แถมยังดูหรูหราเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานะของทั้งสองในนิกายศักดิ์ศิทธิ์ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเหล่าบุรุษทั้งหลายจึงไม่กล้าที่จะเข้ามาสร้างปัญหา เพราะกลัวว่าถ้าหากเซวียนซานเย่วเป็นคนใหญ่คนโตขึ้นมาพวกเขาจะกลายเป็นสร้างปัญหาให้กับตัวเองได้ เพราะฉะนั้นจนกว่าจะมั่นใจว่าเซวียนซานเย่วเป็นใคร พวกเขาก็ต้องรอไปก่อน
แต่เพียงไม่นานสถานะของเซวียนซานเย่วก็ถูกเปิดเผย เพราะถึงอย่างไรที่นี้ก็คือเมืองหลัวเทียนซึ่งเป็นของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน เพราะฉะนั้นจึงมีคนที่จดจำเซวียนซานเย่วได้
ศิษย์อัจฉริยะของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน เทพยุทธ์ขั้นกลางที่อายุน้อยที่สุดในรอบนับพันปี ศิษย์ของบรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่ ผู้ที่มีรายชื่อในอันดับที่สามสิบสามบนอันดับของหอคอยปฐมกาล เซวียนซานเย่ว
เมื่อเหล่าบุรุษรู้ถึงสถานะของนางก็ยิ่งทำให้พวกเขาชื่นชมและเคารพมากขึ้น และก็มีบุรุษรุ่นเยาว์จำนวนมากที่ต้องการที่จะพิชิตใจของเซวียนซานเย่วให้ได้
สำหรับคนในกลุ่มของหนานหมิงพวกเขาก็ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ก็มีผู้คุ้มกันอย่างท่านจ้าวเถาป้าย ยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์ขั้นสูงที่มีชื่อเสียงในช่วงหลายร้อยปีก่อน
สตรีที่งดงามอีกหนึ่งคนก็คือเซี่ยเล่ยจี บุตรสาวของเจ้าสำนักปฐมวิญญาณแห่งทวีปหยุนเทียน ซึ่งสำนักปฐมวิญญารแห่งนี้เป็นเพียงแค่กองกำลังเล็กๆเท่านั้นในสายตาของกองกำลังชั้นยอดในทวีปหลัวเทียน เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก นอกเสียจากบุรุษที่ชื่นชอบรูปร่างและความงามของเซี่ยเล่ยจี
ส่วนทางด้านของหนานหมิงและม่อเสี้ยน เป็นบุคคลที่ทุกๆให้ความสนใจเสียมากกว่า เพราะพวกเขาไม่มีข้อมูลของสองคนนี้เลย แถมดูจากท่าทีของเซวียนซานเย่วก็ดูเหมือนจะเกรงใจบุรุษผู้นี้อีกด้วย เห็นได้ชัดว่าสถานะของบุรุษผู้นี้ไม่ธรรมดา
ส่วนม่อเสี้ยนที่เป็นสตรีที่งดงามในกลุ่ม นางเดินข้างๆจ้าวเถาป้ายราวกับผู้ติดตาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานะของนางไม่สามารถเทียบกับบุรุษคนนั้นได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้หนานหมิงกลายเป็นจุดสนใจของทุกๆคนทันที