เขาเดินกะปลกกะเปลี้ยเข้ามาหยุดอยู่ตรงที่นั่งของฉันดึงเก้าอี้ออกให้ เมื่อฉันทรุดตัวลงนั่งเรียบร้อยแล้วเขาจึงได้เดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง
“มิสซิสกรีฟเป็คนมีฝีมือในเื่อาหารผมหวังว่าคุณจะมีความสุขเมื่ออยู่กับเราที่นี่”
ฉันคลี่ผ้าเช็ดปากวางลงบนตักก่อนจะหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบทบทวนความคิดอยู่ว่าก่อนหน้านี้ฉันได้พูดหรือทำอะไรที่เป็เชิงดูิ่เขาบ้างหรือเปล่า...
“ขอบคุณมากเลยนะคะที่ช่วยชีวิตฉันไว้เมื่อตอนบ่าย”
“ที่จริงคุณก็เกือบถึงบ้านอยู่แล้วละ”
“ฉันรู้สึกว่าตัวเองโง่มากเลยค่ะ...”
“อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น...”เขาตัดบทขึ้นทันที แต่ไม่ถึงกับเสียมารยาท
ฉันไม่รู้ว่าที่เขาพูดออกมานั้นหมายถึงอะไร...การที่ฉันหลงทางหรือความหยาบคายที่ฉันแสดงออก...?
แท่งเทียนบนช่อเชิงล้วนเป็แท่งใหญ่ทำให้ฉันเห็นหน้าเขาไม่ชัดเจนเท่าไรนัก มิสซิสกรีฟนำซุปเข้ามาเสิร์ฟหรี่หลอดไฟแสงสว่างในห้องลงเล็กน้อยตอนขาเดินกลับออกไป
เราพูดคุยกันด้วยเื่สัพเพเหระตามประสาคนแปลกหน้าที่เพิ่งถูกจับให้มาเผชิญหน้ากัน อาทิ...อากาศที่นี่ดีมากแต่สำหรับ่นี้ของปีออกจะหนาวเยือกเย็นเกินไปหน่อย...การขับรถมาถึงที่นี่เป็อย่างไรบ้าง...? เป็ต้น
ซึ่งตลอดเวลาดังกล่าวนั้นมันมีคำถามเกิดขึ้นในใจฉันตลอดเวลาคำถามที่ว่า...ฉันจะเขียนรูปบุคคลผู้นี้อย่างไร...? ฉันจะต้องใช้เวลากับการพินิจพิจารณาเขานานสักเท่าไรถึงจะลอกเลียนใบหน้าของเขาออกมาให้เหมือนจริงที่สุดได้...? ทำไมเขาถึงอยากให้ฉันเขียนรูปของเขาไว้?
ซุปในถ้วยหมดลงแล้วและอาหารจานหลักก็ถูกนำเข้ามาเสิร์ฟต่อเราต่างคิดค้นหาเื่ที่จะเอามาพูดคุยกันอย่างอิหลักอิเหลื่อเต็มทีเขาตั้งคำถามกับฉันว่า...ฉันหากินทางวาดรูปมานานเท่าไรแล้ว...ฉันเรียนมาจากที่ไหน...? ฉันคิดว่าลึกลงไปในใจ เขาก็คงมีคำถามมากมายที่อยากจะถามฉันด้วยเช่นกัน
“มิสซิสกรีฟเล่าให้ฉันฟังว่าคุณเป็นักเขียนด้วย”
“ใช่ครับ”
“คุณเขียนนิยายหรือคะ?”
“ครับก็ประเภทเื่สั้น”
เขาตอบเพียงเท่านั้น คล้ายเจตนาที่จะไม่เปิดทางให้ฉันซักถามอะไรต่อ
“คุณครอมพ์ตันคะถ้าฉันจะต้องเป็คนเขียนรูปคุณ ฉันจำเป็ที่จะต้องรู้อะไรเกี่ยวกับคุณบ้าง...”
“ครับ ผมเข้าใจ”
เขานั่งยิ่งเงียบไปพักหนึ่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับอาหารในจานตรงหน้า เสร็จสรรพเขาก็พับผ้าเช็ดปากและลุกขึ้นยืน
“คุณมิลเลอร์...ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ”
เขายื่นมือใหญ่ๆออกมายับยั้ง เมื่อเห็นฉันทำท่าจะลุกขึ้นตาม
“อยู่ทานของหวานกับกาแฟก่อนเถอะครับ ในห้องที่สามถัดจากห้องนี้ไปทางขวามือจะมีโทรทัศน์ ขอให้คุณทำตัวให้สบายเหมือนอยู่บ้านของตัวเองเลยนะครับ”
พูดจบเขาก็ประคองร่างเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางเคร่งขรึมใช้ความคิดอย่างหนักอยู่เขาจะต้องรู้ว่ามีสายตาฉันที่มองตามหลังไปอย่างแปลกใจเต็มที่...
ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นฉันต้องนั่งกินอาหารเช้าตามลำพังอีกเช่นเคย และในตอนนั้นเองที่ฉันตัดสินใจว่าควรจะกลับบ้านได้แล้ว เพราะการอยู่ที่นี่ต่อไปนอกจากจะเท่ากับปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์แล้วฉันรู้ดีว่าตัวเองยังมีงานรออยู่อีกมากมาที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนจะเปิดนิทรรศการในเดือนมีนาคมที่จะมาถึงถ้าเขาไม่เต็มใจที่จะมานั่งให้ฉันเขียนรูป หวังจะให้ฉันเพียงแค่มาพักผ่อนสบายๆ มีอาหารอย่างดีกินวันละสามมื้อแล้วละก็...ขอโทษเลิกล้มความคิดแบบนั้นไปได้เลย
ฉันดึงภาพสเก็ตช์เมื่อวันก่อนที่เปรอะเปื้อนด้วยหยาดหิมะออกจากสมุดโยนทิ้งลงในตะกร้า เพียงชั่วข้ามคืนกลุ่มเมฆได้ก่อตัวขึ้นเร็วกว่าที่คิดถ้าฉันออกเดินทางแต่เช้า น่าจะถึงบ้านก่อนที่หิมะจะตก
พอตัดสินใจได้เสร็จสรรพก็พอดีกับที่มิสซิสกรีฟเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารพร้อมกับบอกว่า
“มิสเตอร์ครอมพ์ตันจะไปรอคุณในเรือนกระจกนะคะ...”
คำพูดของนางทำให้หน้าต่างแห่งโอกาสของฉันปิดฉับลงทันทีเมื่อเห็นฉันยังไม่ยอมขยับไปทางไหนนางก็หยิบจานอาหารเช้าของฉันขึ้นไว้พร้อมกับบอกว่า
“เชิญเลยค่ะ”
เรือนกระจกที่หันหน้าไปทางด้านทิศใต้นั้นจะเรียกว่าเรือนเพาะชำที่จัดขึ้นในรูปแบบของสวนดอกไม้ก็น่าจะได้เพียงแต่มีความเป็ระเบียบมากกว่า
ฉันมองเห็นภาพว่าเมื่อถึงฤดูร้อนมันคงเหมือนกับการที่เราได้ออกมานั่งเล่นกลางแจ้งไม่มีผิดจากห้องนี้จะมองเห็นทิวเขาที่โอบล้อมโผล่ยอดสีน้ำเงินเข้มตัดกับหิมะที่ขาวโพลนกิ่งก้านของต้นสนและต้นไม้ใหญ่น้อยในราวป่าที่ปราศจากใบทาบทับอยู่กับผืนแผ่นฟ้าราวลวดลายโมเสกมีจานอาหารนกแขวนอยู่เป็ระยะๆและขณะนี้กำลังมีนกน้อยสองสามตัวมาจิกกินอยู่ แม้วันนี้จะเป็วันที่อากาศค่อนข้างหม่นมัวแต่กลับทำให้แสงที่สาดส่องผ่านหลังคาและผนังกระจกโดยรอบสวยมหัศจรรย์เลยทีเดียว
“เราจะใช้ห้องนี้เป็สตูดิโอได้ไหมครับ?”
“ได้ค่ะมันสมบูรณ์แบบเชียวละ”
ฉันออกเดินไปรอบๆเพื่อจะดูว่าเงาแสงจะตกลงตรงจุดไหนของห้องบ้างขณะเดียวกันก็บอกกับตัวเองอยู่ว่าไม่มีสตูดิโอแห่งไหนจะดีเท่าที่นี่อีกแล้ว
“ผมเพิ่งเติมส่วนนี้ออกมาเมื่อสองปีก่อนนี้เองแม้ว่ามันจะไม่ค่อยตรงกับหลักการทางด้านสถาปนิกอยู่บ้างแต่ผมชอบมาก”
เขากำลังทอดสายตามองออกไปยังสวนไม้ดอกมือทั้งสองข้างท้าวอยู่กับสะโพกถ้ามองจากข้างหลังไม่สังเกตไหล่ที่ค้อมลงกว่าปกติแล้วเขาก็คือผู้ชายที่ร่างกายปกติคนหนึ่ง
ทั้งกล่องสีและผืนผ้าใบเข้ามาวางอยู่ในห้องนี้เรียบร้อยแล้วฉันปล้ำอยู่กับขาตั้งพยายามตรึงน๊อตตรงมุมให้เข้าที่เขามองดูการทำงานของฉันอยู่เป็ครู่ก่อนจะเข้ามาช่วยจับเมื่อตั้งขาตั้งเรียบร้อยแล้วฉันจึงได้จัดการขึงผ้าใบ เรายืนเคียงกันอยู่ครู่สั้นๆต่างคนต่างจ้องมองผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าและทันใดมันก็มีความสงสัยผ่านแวบเข้ามาในความคิดว่า...ฉันสามารถทำงานชิ้นนี้ได้จริงละหรือ...? และราวกับเขาจะล่วงรู้ความคิดของฉันอยู่ลีถอยห่างออกจากฉัน
“คุณจะให้ผมนั่งตรงไหนล่ะ?”
จู่ๆเขาก็เอ่ยถามขึ้นแล้วก็เดินหลังโกงไปตรงมุมที่ฉันชี้ให้ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วก็เลื่อนไปอีกตัวหนึ่งโดยมีฉันคอยกำกับอยู่
“เห็นจะต้องบอกให้ทราบเสียก่อนนะคะว่าการทำงานตรงนี้จะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง”ฉันเอ่ยขึ้นเป็เชิงเตือน
“มันจะต้องเริ่มจากการสเก็ตช์ไปจนกระทั่งเก็บรายละเอียดต่างๆซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานเป็ชั่วโมงๆ ทีเดียว”
“ผมเข้าใจ”
“ที่จริงคุณไม่จำเป็ต้องมาทนนั่งวันละหลายๆ ชั่วโมงก็ได้เพราะฉันเขียนรูปจากรูปถ่ายของคุณก็ได้นะคะ”
“อย่าเลยนี่เป็วิธีการที่บุคคลในตระกูลของผมปฏิบัติกันมาจนเป็ประเพณีแล้วมันไม่ใช่แค่ตระกูลผมเท่านั้นแต่ยังหมายถึงตระกูลของคุณด้วยไม่ใช่หรือครับ?”
“ค่ะ...ก็คงจริงอย่างที่คุณว่าคือบังเอิญฉันไม่ได้คิดเลยไปถึงเื่ธรรมเนียมประเพณีอะไรนั่น...”
“ตระกูลของเราก็คงแบบเดียวกับพวกแต็ลเย่นั่นแหละคือสร้างประเพณีอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อให้สามารถทนสู้กับชีวิตต่อไปได้”เขาสอดส้นรองเท้าเข้าไปเกี่ยวไว้กับเหล็กยึดขาเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่
“เอาละ...แล้วตอนนี้คุณจะให้ผมนั่งท่าไหนล่ะ คุณก็เห็นอยู่แล้วนี่ว่าผมสุดหล่อขนาดไหน”
ฉันยิ้มกับคำพูดแบบติดตลกของเขารู้สึกคลายใจอยู่บ้างที่เขาเข้าใจในความยุ่งยากลำบากใจที่เกิดอยู่กับฉันอย่างไรก็ตามฉันพยายามกำกับเขาด้วยการออกคำสั่งราวกับเขาเป็คนงานยกเฟอร์นิเจอร์ก็ไม่ปาน
“หันหน้าไปทางซ้ายนิดหนึ่ง....ไม่ค่ะ....มากไป....ก้มลงอีกนิดและ....”