แม้ว่าเชฟฝีมือดีตัวจริงจะไม่จำเป็ต้องพึ่งพาเครื่องปรุงเพื่อรังสรรค์อาหารเลิศรสเสมอไปแต่ก็ไม่มีเชฟฝีมือดีคนไหนที่ไม่จำเป็ต้องใช้เครื่องปรุงในการทำอาหารเลิศรส!
“เอ้านี่คือเห็ดป่าที่คุณ้า” หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่หิ้วถุงกระสอบสามใบเข้ามา
กระสอบทั้งสามใบโป่งพองอัดแน่นไปด้วยเห็ดป่าสดใหม่ เห็ดแต่ละหัวอวบอ้วน แค่มองดูก็รู้สึกน่ารับประทาน
สวีหว่านหนิงลองยกมันขึ้นมาเพื่อกะเกณฑ์น้ำหนักเตรียมเอาสิ่งของที่มีมูลค่าเท่าเทียมกันให้กับหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ แต่เธอกลับยกกระสอบดังกล่าวไม่ขึ้น
“มันหนักพอตัวเลยนะคะ” เธอใช้รอยยิ้มบางกลบเกลื่อนความเขินอาย
“ก็ใช่น่ะสิกระสอบหนึ่งน่าจะหนักเกือบยี่สิบกิโลกรัม เดิมทีเห็ดป่าก็มีน้ำหนักพอสมควรอยู่แล้วอีกทั้งพวกเราเพิ่งไปเก็บมาตอนเช้ามืด เห็ดเลยยังมีความชื้นอยู่”
“เอาอย่างนี้แล้วกันค่ะฉันจะใช้แม่ไก่สองตัวเป็การแลกเปลี่ยนตัวหนึ่งเก็บไว้ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับเ้าหน้าที่ระดับสูงอีกตัวหนึ่งฉันจะเอาไปตุ๋นกับเห็ดป่าพวกนี้ให้ทุกคนลองชิมกันก่อนแบบนี้พวกคุณจะได้สบายใจ”
เ้าหน้าที่ของหมู่บ้านหลายวันมานี้คงหลับไม่สนิทนักขอบตาถึงได้ดำคล้ำ ถุงใต้ตาบวมกันหมดแล้ว
“สวีจือชิงเห็ดป่าพวกนี้ไม่มีราคา จะใช้แม่ไก่มาแลกได้อย่างไรเล่า มันไม่เหมาะสม”
“เหมาะสมสิคะ” สวีหว่านหนิงยิ้ม “หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านต้องใช้ของแลกเปลี่ยนฉันถึงสบายใจที่จะรับมันค่ะ”
พวกเขาสบตากันสุดท้ายผู้ใหญ่บ้านที่าุโที่สุดก็เป็คนตัดสินใจ
“ตกลง!ถ้าอย่างนั้นก็ดำเนินการตามนี้ วันนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้วไว้พรุ่งนี้สวีจือชิงค่อยเอาไก่มาตุ๋นก็แล้วกัน”
หลังสวีหว่านหนิงกลับไปนักบัญชีสวีพูดอย่างไม่เห็นด้วย “ผู้ใหญ่บ้านพวกเราเอาเปรียบสวีจือชิงหรือเปล่า”
“จะเรียกว่าเอาเปรียบได้อย่างไรหลายวันมานี้ พวกคุณน่าจะรู้จักนิสัยของสวีจือชิงกันแล้ว เธอไม่ได้เสียเปรียบแต่ก็ไม่อยากเอาเปรียบพวกเรา สำหรับพวกเราเห็ดป่าพวกนี้คือของไม่มีมูลค่าแค่ออกแรงไปเก็บมาเท่านั้น แต่ว่าในทางกลับกัน มันเป็ของที่คนในเมืองหาทานยาก”
มิเช่นนั้นเธอจะยอมจ่ายเงินยี่สิบกว่าหยวนเพื่อซื้อเห็ดตากแห้งอย่างนั้นหรือ?
“แต่ของพวกนี้เทียบไม่ได้กับแม่ไก่สองตัวเอาแบบนี้ดีหรือไม่ คุณไปบอกพวกต้าหู่ว่า พรุ่งนี้เช้าให้ขึ้นเขาไปเก็บมาเพิ่ม และจดบันทึกคะแนนแรงงานให้พวกเขาเต็มวันเหมือนเดิม”
ระหว่างเดินกลับบ้านสวีหว่านหนิงกำลังครุ่นคิดว่าจะเอาสิ่งของอย่างอื่นไปขอแลกเห็ดป่าตากแห้งกับพวกชาวบ้านในหมู่บ้านได้หรือเปล่า
ในช่องมิติของเธอมีวัตถุดิบอยู่อีกทั้งยังมีแบบไม่จำกัด แต่คุณภาพของมันดีสู้ของสดใหม่ที่นี่ไม่ได้
ปีหน้าหลังประกาศนโยบายสอบเข้ามหาวิทยาลัยเธอคงต้องย้ายไปอยู่ในเมือง เป็ไปได้สูงที่เธอจะไปอยู่กรุงปักกิ่งและกรุงปักกิ่งก็อยู่ไกลจากหมู่บ้านต้าเจียง ต้องเปลี่ยนรถไฟหลายขบวนกว่าจะไปถึงแค่การเดินทางก็ต้องเสียเวลาหลายวัน ถึงตอนนั้นถ้าอยากซื้อของพวกนี้อีกคงไม่ใช่เื่ง่าย
ถึงอย่างไรเธอก็มีช่องมิติเก็บของเอาไว้มากแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา
ขณะใช้ความคิดอยู่นั้นสวีหว่านหนิงไม่ได้สังเกตถนนรอบข้าง จนกระทั่งมีคนเดินมาขวางหน้า
“หลี่เชี่ยนเชี่ยนทำไมถึงตามหลอกหลอนไม่เลิกสักที” ไปไหนก็เจอแต่เธอจริงๆ
หลี่เชี่ยนเชี่ยนแสร้งทำเป็ไม่เห็นสายตารังเกียจของสวีหว่านหนิงก่อนจะแย้มยิ้มที่ตนคิดว่าเป็รอยยิ้มแสนอ่อนโยนและปรารถนาดีให้อีกฝ่าย “หว่านหนิงเช้าวันนี้เราคุยกันไม่รื่นรมย์สักเท่าไร ฉันกลับไปคิดดูแล้วรู้สึกว่าฉันผิดเองก็เลยอยากมาขอโทษเธอ”
สวีหว่านหนิงจ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่นานทันใดนั้นก็แบมือไปตรงหน้า “เอามาสิ”
“อะไร?”หลี่เชี่ยนเชี่ยนอึ้งไป
“อยากขอโทษไม่ใช่เหรอแค่ลมปากก็นับเป็การขอโทษแล้ว? ถ้าไม่มีอะไรเป็ชิ้นเป็อันมีแค่ลมปาก แล้วมันจะต่างจากหมาเห่าตรงไหน?”
“สวีหว่านหนิงเธอ...”
สวีหว่านหนิงทำท่าทางเหมือนเป็เื่ปกติ“ฉันรู้ว่าเธอเข้าหาฉันโดยมีเจตนาแอบแฝง แต่ใช้เื่ขอโทษเป็ข้ออ้าง ถุย!พวกเรารู้จักกันมานานหลายปี เธอเป็คนแบบไหนคิดว่าฉันไม่รู้หรือไงรีบหลีกไปให้พ้นๆ ทางฉัน!”
พรุ่งนี้เช้าหลินอันจะกลับกองทัพแล้วก่อนฟ้ามืดเธอจะต้องกลับไปอบแผ่นแป้งให้เขาพกไปกินระหว่างทาง
หลี่เชี่ยนเชี่ยนสูดหายใจลึกหลายครั้งกว่าจะข่มเพลิงโทสะลงไปได้
เธอยกมุมปากเล็กน้อยเผยสีหน้าที่ดูน่าเกลียดยิ่งกว่าตอนร้องไห้ออกมา
“หว่านหนิงพวกเรารู้จักกันมานานหลายปี จะตัดขาดกันง่ายๆ ได้อย่างไร พวกเราไปหาที่นั่งคุยกันอย่างใจเย็นดีไหมฉันจะได้บอกเื่ผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตเธอไว้รับรองว่าครั้งนี้ฉันจะไม่บิดพลิ้วอีกแล้ว”
สวีหว่านหนิงไม่ได้ปฏิเสธในทันทีแต่ใช้สายตาจ้องมองหลี่เชี่ยนเชี่ยนอยู่ครู่ใหญ่
มีปัญหาต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน
ท่าทีของหลี่เชี่ยนเชี่ยนสื่อชัดว่าอยากหลอกเธอไปที่อื่นแถมจะไม่เลิกราง่ายๆ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย
ถ้าเธอเดาไม่ผิดนี่คงเป็ฝีมือของกู้จวิ้นอีกแล้วสินะ?
ไม่รู้ว่าพวกเขาวางแผนร้ายอะไรกันแน่
สวีหว่านหนิงไม่อยากสนใจสองคนนี้แต่พวกเขาตามตอแยเธอไม่เลิกยิ่งกว่าแมลงสาบที่ฆ่าไม่ตายเสียอีก
“ก็ได้พวกเราไปหาที่คุยกันให้รู้เื่”
หลังกำแพงที่ถล่มลงมาครึ่งหนึ่งกู้จวิ้นยื่นศีรษะออกมา เขาเห็นสวีหว่านหนิงเดินตามหลี่เชี่ยนเชี่ยนไปยังสถานที่ที่พวกเขานัดหมายกันไว้ว่าแล้วจึงทำมือส่งสัญญาณไปให้คนด้านหลัง
“ตอนนี้เธอเดินไปยังตำแหน่งที่้าแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพวกพี่ชายแล้ว”
อีกด้าน หลี่เชี่ยนเชี่ยนพาสวีหว่านหนิงเดินไปเรื่อยๆท่าทางจะเดินไปทีู่เาหลังหมู่บ้าน
สวีหว่านหนิงแสร้งทำเป็อ่านเกมของหลี่เชี่ยนเชี่ยนไม่ออกเดินตามหลังเธอไปด้วยสีหน้าปกติ
ตลอดทาง หลี่เชี่ยนเชี่ยนกลัวสวีหว่านหนิงจะสังเกตเห็นความผิดปกติจึงพยายามชวนคุยตลอดเวลาคุยจนสวีหว่านหนิงเริ่มรำคาญและอดบ่นไม่ได้ว่า “เธอช่วยหุบปากได้ไหมให้ฉันพักหูหน่อยได้หรือเปล่า”
ทั้งคู่เดินผ่านบ้านหลังหนึ่งที่ไม่มีคนอยู่หลี่เชี่ยนเชี่ยนถอนหายใจ “หว่านหนิง เธอร่างกายไม่แข็งแรง ถ้าเดินต่อฉันกลัวเธอจะปวดขาพวกเราเข้าไปคุยในนี้กันเถอะ”
ลูกชายของเ้าของบ้านหลังนี้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานจึงรับพ่อแม่และภรรยาไปอยู่ในเมืองด้วยกันบ้านหลังนี้จึงกลายเป็บ้านร้างที่ไม่มีใครอยู่มานานหลายปีประตูไม้หน้าบ้านนอกจากจะผุพังแล้ว ยังมีกิ่งไม้แห้งกระจัดกระจายอยู่เต็มลานบ้านเวลาเหยียบพวกมันจะเกิดเสียงกรอบแกรบ ฟังแล้วแสบหู
หลี่เชี่ยนเชี่ยนรู้ว่ามีบ้านหลังนี้อยู่จึงนัดกับกู้จวิ้นที่นี่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเข้ามาข้างในจึงไม่รู้ว่าบนพื้นมีใบไม้และกิ่งไม้แห้งเยอะขนาดนี้
อีกเดี๋ยวถ้ามีคนเหยียบใบไม้แห้งพวกนี้สวีหว่านหนิงก็รู้ตัวน่ะสิ
หลี่เชี่ยนเชี่ยนไม่กล้าเสี่ยงจึงใช้เท้าเขี่ยพวกกิ่งไม้ไปด้านข้างเพื่อกรุยทางเอาไว้
“ใบไม้แห้งพวกนี้เต็มไปด้วยฝุ่นฉันกลัวมันจะทำให้รองเท้าของเธอสกปรก”
“ฉันต้องขอบคุณเธอไหม”
“ไม่เป็ไรพวกเราเข้าไปนั่งข้างในกันเถอะ”
สวีหว่านหนิงยกมือกอดอกยืนนิ่งอยู่ที่เดิมสายตาที่มองหลี่เชี่ยนเชี่ยนเหมือนกำลังมองคนโง่
“เธอคิดว่าลานบ้านสกปรกขนาดนี้แล้วข้างในจะสะอาดงั้นหรือ”
“ก็จริงฉันลืมไปเลยว่าเธอเป็คนรักความสะอาด แต่ยังไงพวกเราก็มาแล้วกลับไปตอนนี้จะเสียอารมณ์เปล่าๆ เธอช่วยทำใจหน่อยได้ไหม”