คนแถบถ้ำดินแม่น้ำสีนิลในเมืองชิงหนงคุ้นชินกับพื้นที่ส่วนนี้เป็อย่างดี ไม่มีใครในเมืองชอบมาเดินเตร็ดเตร่แถวนี้
ใกล้เวลายามห้ายคือ 21.00 – 22.59 น. เข้ามาทุกที ในป่ามืดนี้ไม่น่าอยู่ เขาได้แต่คิดว่าหากมีใครก็ขอให้พบเจอโดยเร็วจะได้กลับจวนไปนอนสักที
กลุ่มพ่อบ้านบ่าวและทหารหลายคนถือคบไฟเดินในพงหญ้ารอบๆ เสียงดังอึกทึกพอสมควรมีเสียงใบหญ้าหักดังสะท้อนใส่กันไปมาดัง
“แกร๊บๆๆๆๆๆ”
ลู่หลินเดินปลีกตัวออกมาสำรวจตามพงหญ้าสูง เดินจนเพลินออกจากกลุ่มคนสักพักก็ได้กลิ่นปิงเพี่ยน (พิมเสน) ต้องมีใครแอบซ่อนตัวอยู่แถวนี้แน่ เขาก้าวเท้าอย่างระวังและไม่ได้ส่งเสียงเรียกให้กลุ่มคนของพ่อบ้านฉางรีบช่วยกันมาดูแต่กลับเดินเข้าไปในพงหญ้าสีดำเสียเองคนเดียว
หญ้านี้สูงเหลือเชื่อขนาดตัวของเขาก็จัดว่าสูงใหญ่แล้ว หากไม่ชำนาญพื้นที่คงหายลับไปในทุ่งหญ้ารกๆ นี่แน่ๆ เขาเพ่งสายตามองไปในความมืด ตั้งใจเอียงหูฟังสิ่งรอบตัวอย่างระแวดระวัง
ยิ่งเดินยิ่งออกห่างเสียงผู้คนได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเองที่เหยียบต้นหญ้าดัง “แกร๊บๆ” เขาพยายามเดินให้เบาที่สุด ได้กลิ่นปิงเพี่ยน (พิมเสน) ชัดเจนขึ้นทุกทีเสียงใบหญ้าเสียดสีดังไปมา นอกจากเสียงลมประหลาดชวนขนหัวลุกก็ไม่มีสิ่งใดอีก ลู่หลินเพ่งมองไปตามใบหญ้าอย่างระวังแต่ไม่ได้มองเท้าตัวเองที่กำลังเตะเข้ากับบางอย่างทันทีทีรู้สึกได้ก็สายไปหน่อย ถึงแม้ลู่หลินจะมีวรยุทธ์แต่ก็สะดุดล้มง่ายๆ ในพงหญ้าหนาเช่นนี้
ขณะที่ลู่หลินล้มตัวลงกลับคว้าร่างผู้หนึ่งที่ขวางทางเท้าเอาไว้ในอ้อมแขนกลิ้งตัวไปสองรอบ หน้าของเขาอยู่ห่างจากใบหน้านั้นแค่ครึ่งฉื่อ (1 ฉื่อเท่ากับ 10 นิ้ว) เท่านั้น ดวงตาของเขาเบิกโพรงตกอยู่ในห้วงคำนึง
“ทำไมใบหน้านี้ข้ารู้สึกคุ้นเหมือนเคยพบมาก่อน” เหมือนตกอยู่ในภวังค์ เวลาเหมือนหยุดหมุนดวงตาจ้องมองหน้านางดวงตาของนางช่าง..ดูคุ้นเคยยิ่งนัก….…
อยู่ๆ ก็เกิดภาพรางๆ ในหัวเป็ภาพภายในเรือนหลังหนึ่งมีผู้ใหญ่สองสามคนกำลังพูดคุยอย่างเป็กันเองเห็นมือตัวเองยื่นบางสิ่งออกไปให้กับเด็กหญิงอายุราวสิบเอ็ดปี มือของตัวเองก็เป็มือของเด็กชายเสียอย่างนั้น ในมือที่ยื่นออกไปเหมือนเป็สร้อยอะไรสักอย่าง เด็กหญิงผู้นั้นยิ้มและรับสร้อยนั้นไปนางจูงมือเขาแล้วพาวิ่งไป
“ไม่ชัดเจนๆ…” เขารำพึงเบาๆ กับตัวเอง
เขาสะบัดหัวไปมาคิดว่าตัวเองโดนหมอกขาวเล่นงานเสียแล้วเป็ภาพหลอนหรือไม่..ตอนนี้เขารู้สึกตัวอีกครั้ง รู้สึกร้อนรอบขอบตานิดๆ คงเป็เพราะถุงเครื่องหอมปิงเพี่ยน (พิมเสน) ที่ใกล้ตาจนเกินไป เขาหันหัวไปทางขวาไม่ไกลนักลู่หลินเห็นถุงเครื่องหอมที่น่าจะมีปิงเพี่ยน (พิมเสน) อยู่ภายในตกอยู่ข้างๆ นั่นเป็สาเหตุที่เขาได้กลิ่นเย็นจมูกและแสบรอบดวงตาเล็กน้อยนี่เอง
“เ้าเป็ใคร..ปล่อยข้านะ!” เสียงนางะโใส่หน้าชายแปลกหน้า นางรู้สึกอึดอัดและเขินอายแต่ไม่สามารถจะลุกขึ้นได้เพราะแขนของชายผู้นี้รัดตัวของนางไว้แน่น แถมตัวของนางยังนอนทับอยู่บนร่างของเขานางลุกขึ้นไม่ได้อีกด้วย
“ปล่อยข้า..ข้าเจ็บเ้าเป็ใคร? อยู่ดีๆ เตะข้า..ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!!”
ลู่หลินรู้สึกตัวรีบปล่อยมือไฉ่หงจึงลุกขึ้นได้ เขาพลิกตัวขึ้นนั่งและมองหน้าสาวน้อยผู้นี้อย่าง งงๆ
“เ้าทำไมมานอนในพงหญ้าแบบนี้ใครจะรู้ว่าเ้าอยู่ตรงนี้กัน” ลู่หลินต่อว่าด้วยสายตา
ลู่หลินมองการแต่งกายของหญิงผู้นี้เสื้อผ้าสะอาดตาสีขาวงดงามช่างเหมาะกับสมกับนาง เสียงของนางช่างคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแต่นึกยังไงก็คิดไม่ออกสายตาไล่จ้องมองไปทั่ว จนสังเกตเห็นสร้อยที่คอเป็รูปดาวเปล่งแสงอ่อนๆ ออกมา
“ข้าหลงทางที่นี่ที่ไหน? ข้าเผลอหลับไปเ้าเป็ใคร?”
นางก็มองชายผู้นี้กลับไป เห็นได้ชัดว่าเนื้อตัวสะอาดไม่น่าจะเป็พวกนายพรานพูดจาก็ไม่ได้กระโชกกระชันอะไรนักนับว่ายังพอพูดคุยได้ เสียอยู่แต่ว่าเจอกันครั้งแรกเขาก็ล่วงเกินนางเสียแล้วแต่ก็คิดว่าเขาคงไม่ได้ตั้งใจ..หรอกกระมัง
“เ้าพาข้าออกไปจากที่นี่ได้ไหม?” พูดไปก็ลุกขึ้นยืนพร้อมเก็บถุงปิงเพี่ยน (พิมเสน) ขึ้นมา ลู่หลินยืนขึ้นรีบแย่งถุงปิงเพี่ยน (พิมเสน) แล้วเหวี่ยงทิ้งไปไกลๆ
“เอ๊ะ! นั่นมันของข้านะ..ทิ้งของข้าทำไมกัน?” ไฉ่หงทวงถาม
“เ้าชื่ออะไร?..จะไปที่ไหน?..ที่นี่เ้าไม่ควรเข้ามา” ลู่หลินตวาดเบาๆ
“ถุงหอมนี้จะเป็ภัยกับเ้าไม่ควรเก็บเอาไว้” พร้อมเบือนหน้าแล้วปัดฝุ่นที่ขา ถึงตอนนี้ลู่หลินไม่มองหน้านางแล้วและทำไม่สนใจ เพื่อไม่อยากให้นางอายในสภาพเมื่อครู่
ไฉ่หงปัดฝุ่นรอบตัวหันมาจ้องมองลู่หลินอย่างไม่วางตา
“ทิ้งของข้าทำไมกัน?” ในใจก็ไม่ได้โกรธที่เขาทิ้งถุงหอม ถุงหอมมันไม่ได้สำคัญมากนักเพียงแต่ไม่ชอบใจในความเอาแต่ใจของชายแปลกหน้าที่พึ่งเจอกันครั้งแรก ลู่หลินไม่ตอบสิ่งใดหันมองรอบๆ ระแวดระวัง
เมื่อนางมองไปที่ตาของลู่หลินนางกลับหลบตาและเผลอหวั่นไหว ภาพเมื่อสักครู่ที่เขากอดนางไว้ทำให้นางแก้ม อุ่นขึ้นมานิดๆ
“ข้าชื่อไฉ่หง ข้าหลงทางมาจริงๆ”
นางมองเขาพลางตำหนิในใจ เขาคนนี้ไม่ขอโทษข้าแถมยังชักสีหน้าไม่รับรู้ ถึงจะไม่ใช่คนเลวอะไรนักแต่ก็คงไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่หรอกกระมัง นางหันหน้าหนีไม่แน่ว่าตัวเองโกรธหรืออายเื่เมื่อครู่กันแน่
“เจอไหม?..ถ้าเจอจะจับมาเอาตัวไปให้เ้าเมือง ..บังอาจบุกรุก ถ้ำดิน…” รอบข้างประมาณไม่เกินยี่สิบก้าวมีเสียงบางๆ ลอยมาตามสายลม
“เ้าไปทางนั้นจับมันมาให้ได้” เสียงอึกทึกของฝีเท้าหลายคนเดินไปมาเสียงหญ้าถูกแหวกดังไปทั่ว..รอบๆ ตัวมีแต่เงาดำพาดผ่านไปมาของกลุ่มคน
ลู่หลินคว้าข้อมือไฉ่หงเอามืออีกข้างปิดปากนางไว้และดึงตัวนางไถลเข้าไปในพงหญ้าลึกกว่าเดิม ไฉ่หงไม่มีแรงขัดขืนและตั้งตัวไม่ติดรวมกับความใเสียงผู้คนและไม่คิดว่าชายผู้นี้จะทำอะไรเช่นนี้อีก เมื่อออกห่างจากกลุ่มคนมาได้ไฉ่หงรีบผลักตัวออกมาพร้อมต่อว่าทันที
“เ้าทำอะไร?..ทำไมต้องหนี” สายตาของนางระแวง
“พวกเขาจะจับเ้า” ลู่หลินไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องทำแบบนี้เหมือนกัน
“เสียงเบาหน่อย” ลู่หลินเตือน
“ถ้าพวกเขาจับเ้าได้เ้าคงไม่ได้กลับบ้านแน่.. เ้าไม่อยากกลับบ้านหรอกหรือ?” ลู่หลินมองหน้าไฉ่หงในใจคิดว่า “นางดูน่ารัก..แต่นางก็ ดู....” หน้านางดูกังวลใจ เพื่อไม่ให้นางหวาดกลัวมากไปลู่หลินจึงบอกชื่อนางไป
“ข้าชื่อ..ลู่หลิน” ฝืนยิ้มมุมปากให้นางเผื่อว่าจะทุเลาความระแวงสงสัยจากนางลงได้บ้าง
ไฉ่หงเห็นชายผู้นี้ั้แ่วินาทีแรกหน้าตาขึงขังดูดุดัน เหมือนเต่าหน้าบึ้งยิ้มยากยิ้มออกมาเล็กน้อยแบบนี้ได้ทำให้อดยิ้มกลับไปไม่ได้ลืมสิ้นเมื่อหนึ่งเค่อที่แล้ว (1 เค่อ 15 นาที) เขาไม่ค่อยมีมารยาทกับนาง
“ลู่หลิน” ชื่อเ้าแปลกดี
“เอาเป็ว่าเรารู้จักกันแล้วนะ” ไฉ่หงเผลอทำตัวสนิทสนมไปโดยไม่ทันตั้งใจ
เมืองชิงหนงนามเ้าเมืองจางหย่ง (จางหย่ง แปลว่า กล้าหาญ) อายุราวสี่สิบสองปีสีผมกลับขาวเทากึ่งดำก่อนวัยมีภรรยานามฟางหรู (ฟางหรู หมายถึงเปรียบดังเครื่องหอม) ใช้ชีวิตอยู่กินกันมาเพียงแค่สามปีแต่เดิมนั้นจางหย่งก็มีภรรยาเก่ามาก่อน ชาวบ้านรับรู้เพียงแต่ภรรยาเก่าตายจากไปฟางหรูเป็ภรรยาเ้าเมืองคนใหม่แม้แต่งานสมรสครั้งเก่าหรือเื่ลูกชายที่หายไปชาวบ้านก็ไม่กล้าเล่าลือ
ฟางหรูมาใช้ชีวิตที่เมืองชิงหนงหาได้มีความสัมพันธ์รักกับจางหย่งไม่…เพียงแต่นาง้าอาศัยอำนาจของเ้าเมือง เพื่อสืบเหตุการณ์ในอดีต นางตกลงกับจางหย่งเขา้าให้นางเป็เกราะกำบังไม่ให้ชาวเมืองสนใจเื่ภรรยาเก่า สองคนจึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบระแวงๆ เพราะจางหย่งไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากวันเศร้านั้น
เมืองนี้เป็เมืองสงบที่แปลกประหลาด หากพูดมากเื่บางเื่ผู้คนมักหายตัวไปไร้ร่องรอยแต่สามปีมานี้สงบและเงียบจนน่ากลัว ชาวบ้านซุบซิบเมื่อไหร่คืนนั้นจะต้องเกิดเื่เสมอจึงไม่มีใครกล้าซุบซิบนินทาอีก
เ้าเมืองและทหารรักษาเมืองก็ทำเหมือนการหายตัวไปของผู้คนเป็เื่คนหายธรรมดารับเื่ตรวจตามหาเป็พิธี ไม่ได้เคยออกประกาศสิ่งใดหรือตามหาใครเจอเลย มักจะบอกว่าชาวบ้านหายตัวไปในป่าเพราะไปหาของป่าตามปกติ