ถึงแม้ว่าจะเป็ถึงบุตรีของเหล่าขุนนาง แต่ก็มิอาจรอดพ้นกฎการลงโทษของสำนักศึกษาหวุนซีไปได้ กวงชีเยว่ และสหายสนิททั้งสองของนางจึงถูกท่านอาจารย์หวุนเรียกมาสอบถามถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น เป็เพราะพวกอี้โหรวยอมรับสารภาพ ว่าได้ยินเื่ราวของชิงเหมยมาจากกลุ่มของกวงชีเยว่ จึงทำให้พวกนางนำเื่ราวที่ได้ยินไปตัดสินว่า ชิงเหมยเกิดจากหญิงคณิกาจึงถูกผู้เป็บิดาไม่ยอมรับ
“ตวนเจียฉี เ้ารู้เื่ของแม่นางซุน แม่ของชิงเหมยมาจากผู้ใดกันรึ” ท่านอาจารย์หวุนถามออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่ากลับให้ความรู้สึกเยือกเย็นต่อจิตใจคนฟังยิ่งนัก
“ค่ะ…คือว่า” ตวนเจียฉีหันไปมองกวงชีเยว่พลางตอบท่านอาจารย์หวุนด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ศิษย์ได้ยินพวกบ่าวในจวนพูดคุยกันเ้าค่ะ ท่านอาจารย์ก็รู้ว่าชิงเหมยในยามนี้นั้นกำลังเป็ที่รู้จักในฐานะศิษย์ที่มีความรู้ความสามารถที่สุดของสำนักศึกษาหวุนซี ผู้คนเลยให้ความสนใจและอยากจะรู้ความเป็มาของนางกันทั่วทั้งเมือง” กวงชีเยว่รีบตอบออกมา เพราะหากปล่อยให้ตวนเจียฉีสารภาพคงพาดพิงมาหานางเป็แน่ และคงจะบอกเล่าถึงเื่ที่นางแสดงออกชัดเจนว่านางรังเกียจชิงเหมย
“แล้วเ้าก็เลยนำเื่ที่ได้ยินมาบอกต่อสหายของเ้าโดยที่เ้ายังไม่ได้รับรู้เื่ราวที่แท้จริงเช่นนั้นหรือ”
คำพูดของท่านอาจารย์หวุนทำให้กวงชีเยว่สะอึก เพราะนั่นคือความจริงที่ว่านางนำเื่ของชิงเหมยมาบอกเล่าให้สหายทั้งสองฟัง เพื่อให้สหายทั้งสองแพร่กระจายเื่นี้ไปให้ทั่วสำนักศึกษา เพราะนางรู้ดีว่าสหายทั้งสองเป็คนเช่นไร นางจึงใช้ประโยชน์จากเื่นี้ตามที่ท่านแม่ของนางสั่งสอนมา
“สะ…ศิษย์ขออภัยเ้าค่ะท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่คิดว่าจะมีผู้ที่แสดงออกว่ารังเกียจชิงเหมยแค่การที่นางเกิดมาจากหญิงคณิกาถึงเพียงนี้”
สหายทั้งสองถึงกับงุนงงที่ได้ยินกวงชีเยว่บอกท่านอาจารย์เช่นนั้น เพราะขนาดตัวของนางเองยังรังเกียจลูกหลานของเหล่าหญิงคณิกา แล้วผู้อื่นจะไม่นึกรังเกียจได้เช่นไรกัน
“เพราะเื่ที่เ้าได้ยินมานั้นมันไม่ใช่ความจริง แม้ชิงเหมยจะไม่โต้แย้งอันใดออกมา แต่ข้าก็พอจะรับรู้ได้ว่า่นี้นางนั้นต้องทุกข์ใจถึงเพียงใด เหตุใดถึงต้องพูดจาว่าร้ายต่อกัน เ้าอิจฉานางหรือ หากเป็เช่นนั้นเหตุใดเ้าไม่ลองกลับไปย้อนมองตนเองและพัฒนาตนเอง ขยันศึกษาหาความรู้ให้มากขึ้นเพื่อที่จะเอาชนะเด็กกำพร้าเช่นนางได้ มิใช่นำเื่ราวเหล่านี้มาเป็เครื่องมือทำร้ายทำลายชื่อเสียงของสหายร่วมสำนัก”
กวงชีเยว่ถึงกับหน้าซีดเผือด ถึงเยี่ยงไรแล้วยามนี้นางก็วัยเพียงสิบสองเท่านั้น จึงยังไม่รู้จักแยกแยะผิดถูกนัก ที่นางทำทุกอย่างได้ก็เป็เพราะได้รับการสั่งสอนจากมารดาของนาง
“ศิษย์ขออภัยเ้าค่ะ ศิษย์ผิดก็จริงที่นำเื่ที่ได้ยินมาบอกเล่าให้สหายทั้งสองได้ฟัง แต่ผู้ที่นำไปเล่าลือต่อนั้นมิได้กระทำสิ่งใดผิดหรือเ้าคะ” นางไม่ยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว
"ชีเยว่!!! หากเ้าไม่นำมาเล่าให้พวกข้าฟัง พวกข้าจะนำไปเล่าต่อรึ" เยว่ซือถงอุทานพลางเอ่ยถามกวงชีเยว่ออกมาด้วยความไม่พอใจ
“พอๆๆ พวกเ้าก็ผิดด้วยกันทั้งสามนั่นแหละ”
อาจารย์หวุนตำหนิศิษย์หญิงทั้งสามออกมาด้วยความเหนื่อยใจ ยังเยาว์วัยกลับเป็ได้ถึงเพียงนี้ แล้วเติบโตขึ้นมาในภายภาคหน้าจะเป็ถึงเพียงใด เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดกวงชีเยว่และสหายทั้งสองของนางถึงได้ถูกเลี้ยงดู และปลูกฝังให้กล้าทำในสิ่งที่ผิดๆ
“เื่ราวที่แท้จริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของชิงเหมยข้าได้บอกเล่าให้แก่พวกเซี่ยงหรงและอี้โหรวได้ฟังแล้ว ข้าคงไม่จำเป็ต้องบอกเล่าให้พวกเ้าฟังอีก แต่จงไปฟังความจริงจากปากของพวกนางเอาเถิด ความจริงที่พวกเ้าไม่เคยรู้แต่กลับตัดสินสหายร่วมสำนักจากลมปากของผู้อื่นไปเสียแล้ว วันนี้ข้าจะลงโทษที่พวกเ้าทำผิดกฎของสำนักศึกษา" ถ้วยน้ำชาถูกยกขึ้นมากระดกน้ำชาในถ้วยจนหมดก่อนที่อาจารย์หวุนจะกล่าวต่อ
"คราก่อนข้าลงโทษพวกอี้โหรวให้พวกนางนั่งคุกเข่าจนกว่าเทียนจะหมดเล่ม แต่เพราะพวกเ้าคือต้นเหตุของเื่ที่เกิดขึ้นในครานี้ หลังจากนั่งคุกเข่าสำนึกผิดจนเทียนหมดเล่มแล้ว ตลอดเจ็ดวันนี้พวกเ้าจงช่วยกันกวาดลานซานซีให้สะอาดเถิด นี่คือบทลงโทษของการพูดจาว่าร้ายสหายร่วมสำนัก ทำให้อีกฝ่ายได้รับความชิงชังจากผู้อื่น จงสำนึกตนและปฏิบัติตนต่อสหายร่วมสำนักเสียใหม่ จงจดจำเอาไว้ว่าที่นี่ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกว่าผู้ใด ไม่ว่าพวกเ้าจะมาจากตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ หรือตระกูลของสามัญชน ทุกคนย่อมเท่าเทียมกัน”
“ศิษย์น้อมรับการลงโทษเ้าค่ะ" กวงชีเยว่กล้ำกลืนกล่าวออกมาพลางคำนับท่านอาจารย์หวุนที่กำลังจะเดินออกจากเรือน
สหายทั้งสองของนางต่างพากันนั่งคุกเข่ายอมรับการลงโทษอย่างเงียบๆ ไม่ยอมพูดยอมจาอันใดออกมา นางจึงทำเมินทั้งสองเช่นกัน ภายในใจแม้จะรู้สึกคับแค้นแต่นางก็ได้รับรู้แล้วว่า นางไม่สามารถกลั่นแกล้งชิงเหมยในสำนักศึกษาหวุนซีได้ นางจึงได้แต่เก็บความชิงชังอีกฝ่ายเอาไว้ภายในใจ
วันต่อมา
ภาพของกวงชีเยว่ที่ถือตนว่าเป็ขุนหนูจากตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ กำลังถือไม้กวาดด้ามยาวกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นทั่วทั้งลานซานซีกับสหายของนางอีกสองนางในเช้าวันนี้ นับเป็เื่ที่ขบขันต่อสายตาของสหายร่วมสำนัก และจากเื่ที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนได้ตระหนักว่า อย่าเพิ่งเล่าลือในสิ่งที่ได้ยินมา เพียงเพราะเชื่อว่าเป็เื่จริง แต่ควรไตร่ตรองให้ดีก่อนจะได้ไม่ถูกลงโทษเช่นเดียวกับคุณหนูสกุลกวง และสหายคนสนิททั้งสองของนาง
“เหตุใดเ้าถึงไม่ยอมโต้แย้งอันใดออกมา ยามที่พวกนางนำเื่ราวของเ้าไปติฉินนินทาลับหลังเล่าชิงเหมย”
หลิวหลูซินเอ่ยถามสหายสนิทออกมาด้วยความไม่เข้าใจ นางรู้ว่าชิงเหมยเป็คนดี แต่เป็เช่นนี้แล้วเหตุใดถึงไม่ยอมโต้แย้งใดๆ ปล่อยให้ผู้อื่นติฉินนินทาตนเองสนุกปาก
“จะมีผู้ใดที่รู้จักตัวเราดี เท่ากับตัวเราเองล่ะหลูซิน ทุกวันนี้ข้าไม่ได้สนใจพวกคนที่ไม่ได้อยากจะเป็มิตรกับข้าอย่างแท้จริงหรอกหนา แค่มีพวกเ้าที่เป็สหายเข้าใจข้าและเชื่อใจข้าก็เพียงพอแล้ว”
ทั้งหลูซินและซูฉีได้ฟังเช่นนั้นก็ถึงกับซึ้งใจ สหายทั้งสองเข้าไปสวมกอดชิงเหมยเพราะ้าที่จะปลอบโยนนางที่ต้องเจอกับเื่ราวที่ทำให้นางต้องทุกข์ใจ หากเป็เื่ของพ่อแม่แล้วสำหรับเด็กที่เติบโตมาอย่างขาดพ่อไร้แม่คงจะทุกข์ใจไม่น้อย
“ถูกต้องแล้วล่ะ เพราะว่าเ้าเป็คนดี ข้าถึงได้คบหากับเ้าอย่างสนิทใจ เ้าจะเป็สหายของข้าจวบจนวันที่ข้าหมดลมหายใจเลยล่ะชิงเหมย”
หลูซินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนชิงเหมยนึกขันให้กับความตั้งใจของสหายสนิท แต่ก็ซึ้งใจไม่แพ้กันที่อย่างน้อยนางก็ได้พบกับมิตรภาพที่ดีเช่นนี้
“คิกๆๆ ดีๆๆ ข้าจะไม่ลืมประโยคที่เ้าได้พูดในวันนี้เลย” ชิงเหมยหัวเราะพลางหยอกเย้าหลูซิน
ครั้นได้เห็นสหายทั้งสองหยอกเย้ากัน ซูฉีจึงหัวเราะออกมาเช่นกัน ที่หลูซินกล่าวมานั้นนางเห็นด้วย ที่สำนักศึกษาแห่งนี้มีศิษย์มากมายมาจากหลากหลายตระกูล ร้อยพ่อพันแม่ ร้อยพันนิสัย หายากนักที่จะพบเจอกับสหายที่จริงใจ และเป็คนดีน่าคบหาเช่นนี้ เมื่อได้พบกับมิตรภาพดีๆ เช่นนี้แล้วก็ควรจะรักษาไว้ให้ดี ท่านแม่ของนางเคยบอกเอาไว้เสมอ ว่ามิตรแท้นั้นหากยาก หากได้พบเจอแล้วก็ควรที่จะทะนุถนอมดูแลมิตรภาพนี้เอาไว้ดีๆ
“ศิษย์ทั้งสามนี้ ดูพวกนางรักใคร่กันดีนะขอรับ” อาจารย์หยวนซู่กล่าวขึ้นมาครั้นได้มองเห็นศิษย์หญิงทั้งสามสวมกอดกันกลม
“มิตรภาพที่จริงใจอย่างแท้จริงนั้นหายาก ข้าเชื่อ... ถึงแม้นว่าพวกนางจะยังเด็ก แต่ก็ฉลาดพอที่จะรู้จักแยกแยะว่าผู้ใดคือมิตรแท้ ผู้ใดคือมิตรไม่แท้” อาจารย์ลู่อวิ๋นแสดงความคิดเห็นออกมา
“แต่ที่ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยก็คือคุณหนูรองสกุลกวง เหตุใดนางถึงได้เป็เด็กเช่นนั้นไปได้ ทั้งที่ตนเองนั้นสูงศักดิ์กว่าผู้ใดแท้ๆ กลับคิดทำลายสหายร่วมสำนักจากการใช้ลมปากของคน แผนการลึกล้ำเช่นนี้มันดูจะเกินวัยของนางที่จะคิดได้ด้วยตัวเองหรือไม่เ้าคะ” อาจารย์เซียงหลินนึกสงสัย
“ผู้ใหญ่ทั้งนั้นแหละที่อยู่เื้ัของเด็กเหล่านี้ เด็กก็เปรียบเสมือนกับผ้าขาวที่ผู้ใหญ่จะแต่งแต้มสีใดลงไปก็ได้”
อาจารย์หวุนกล่าวออกมา เขาเชื่อว่านิสัยของเด็กแต่ละคนนั้นล้วนแล้วแต่ได้รับการซึมซับมาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว และที่กวงชีเยว่เป็เช่นนี้ก็คงจะเรียนรู้มาจากผู้เป็มารดาอย่างไม่ต้องสงสัย
“พวกเราเป็อาจารย์ ก็คงต้องช่วยอบรมสั่งสอนพวกนางต่อไป พวกเ้าก็คอยสอดส่องดูแลพวกนาง อย่าละเลยต่อผู้ใดล่ะ เด็กพวกนี้อยู่ในวัยกำลังเติบโต ย่อมเป็เื่ธรรมดาที่จะอิจฉาริษยากัน พวกเราต้องคอยช่วยชี้แนะให้พวกนางเดินไปบนเส้นทางที่ถูกที่ควร”
“ขอรับ/เ้าค่ะ”
อาจารย์ทั้งสามรับคำ หน้าที่ของอาจารย์คือให้ความรู้แก่ศิษย์ และชี้เส้นทางที่ถูกต้องให้แก่ศิษย์ได้เลือกเดินต่อไปหลังออกจากสำนักศึกษาหวุนซีไปแล้ว
หลังจากที่เหล่าอาจารย์ได้ปรึกษาหารือกันเรียบร้อย ทุกคนก็เฝ้าจับตาดูพฤติกรรมของศิษย์ทั้งเจ็ดก็พบว่า ทุกคนมีการพัฒนาตนเองมากขึ้น จากแววตาที่เคยมองชิงเหมยอย่างดูถูกดูแคลนก็เปลี่ยนไป แม้จะไม่สนิทสนมกันเช่นเคย แต่ก็ไม่ได้พูดจาว่าร้ายใส่กันเช่นก่อนหน้าที่เป็มา
“ชิงเหมย ข้าต้องขออภัยเ้ายิ่งนักที่เอาเื่ที่ได้ยิน มาตัดสินเ้าเช่นนั้น….”
“ข้าก็ด้วย ข้าต้องขออภัยต่อเ้าด้วย”
ทั้งอี้โหรวและสหายทั้งสี่ของนางรีบกล่าวออกมาทันทีที่ได้พบหน้าสหายร่วมสำนัก ชิงเหมยไม่ได้นึกขุ่นเคืองเพราะนางคิดว่าสหายเหล่านี้ยังเด็กนัก ได้ยินสิ่งใดมาก็นำไปพูดต่อโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนย่อมเป็เื่ปกติ
“ข้าให้อภัย ต่อไปข้าขอให้พวกเราตั้งใจศึกษาให้สมกับที่สอบเข้ามาได้เถิด อย่ามัวไปใส่ใจสนใจเื่ที่ไม่เป็เื่อีกเลย”
ชิงเหมยกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม พวกนี้ยังเยาว์วัยนักแล้วนางจะโกรธเคืองลงได้เช่นไร แต่ที่น่าโกรธเคืองคือผู้ที่เป็ฝ่ายเริ่มต้นเื่ราวเหล่านี้มากกว่า
และถึงแม้นว่ากลุ่มของคุณหนูรองสกุลกวงจะไม่ได้มาขออภัยต่อนาง ชิงเหมยก็เลือกที่จะเมินเฉยและไม่ใส่ใจต่อผู้ที่ชิงชังนาง ทำถึงเพียงนี้ก็เท่ากับเป็การบอกนางให้ได้รับรู้ว่ากวงชีเยว่ไม่มีวันที่จะเป็มิตรที่ดีของนางได้ จากนี้ไปก็ขอให้ต่างคนต่างอยู่กันไปก็เท่านั้น
เื่ราวของลูกศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักศึกษาหวุนซีถูกเล่าลือออกไปในไม่กี่วันหลังจากที่เื่จริงถูกเปิดเผยออกไป ชาวบ้านต่างนึกเห็นใจชิงเหมยที่มีผู้กล่าวถึงมารดาของนางเช่นนั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วมารดาของนางก็เป็เพียงแม่ค้าขายขนมธรรมดา เช่นเดียวกับท่านยายของนางเท่านั้น หลายวันมานี้ที่ร้านขนมของซุนฉีจึงมีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อขนมที่ร้านมากขึ้นกว่าเดิม ผู้คนต่างนึกชื่นชมในการเลี้ยงดูหลานสาวเพียงคนเดียวให้เติบโตมาเป็เด็กดีและมีความรู้ ความสามารถ
จวนสกุลซิ่ว ณ เมืองถิงฮวา
“เด็กที่กำลังถูกพูดถึงทั่วเมืองถิงฮวาในยามนี้ใช่หลานสาวของตระกูลซิ่วจริงหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งตระกูลซิ่วเอ่ยถามบุตรชายคนโตของนางออกมา
“ข้าไม่แน่ใจขอรับท่านแม่ ว่านางคือหลานสาวตระกูลซิ่วหรือไม่”
ซิ่วหวง บุตรชายคนโตของตระกูลซิ่วรีบตอบมารดาออกมา เขาได้แต่หวังว่าเด็กคนนั้นจะไม่ใช่ลูกของน้องชาย หลานแท้ๆ ของเขา
“เพราะซิ่วฟางไม่เคยบอกข้า ว่าเขามีเมียนอกสมรสอยู่ข้างนอกจวน ข้าจึงไม่อาจยอมรับเด็กที่เกิดมาให้เป็หลานของตระกูลซิ่วของพวกเราได้ ยามนี้…นางคงจะเติบโตขึ้นมากแล้วสินะ นางคงจะโกรธเคืองย่าเช่นข้า ที่ไม่ยอมรับนางกับแม่ของนางมาั้แ่ต้น ข้าปล่อยพวกนางไปเผชิญชะตากรรมกันตามลำพัง”
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิด บุตรชายรองของนางไปออกรบด้วยวัยเพียงยี่สิบปีเท่านั้น จึงยังไม่ทันที่จะได้ตกแต่งภรรยาเข้าเรือนมา กลับต้องสิ้นชีพในสนามรบไปเสียก่อน
และเป็เพราะบุตรชายคนรองที่สิ้นชีพไปในสนามรบ โดยที่ยังไม่ทันได้บอกกล่าวถึงเื่ที่เขาแอบไปคบหา และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับบุตรสาวแม่ค้าขายขนม ครั้นเด็กนั่นอุ้มทารกมาหานางที่จวน หลังจากสูญเสียบุตรชายนางจึงไม่อาจยอมรับได้ ทว่ายามนี้ตระกูลซิ่วกลับตกเป็ที่ครหาว่าทอดทิ้ง ไม่ไยดีหลานสาวแท้ๆ นางจึงจำต้องรื้อฟื้นความหลังขึ้นมา
“จะให้ข้าไปดูด้วยตัวเองหรือไม่ขอรับท่านแม่ หากนางเป็หลานสาวของข้าจริงๆ ข้าย่อมจะต้องพานางกลับมาคำนับท่านให้จงได้”
แม้ว่าปากจะบอกว่าจะพาหลานสาวกลับมาเคารพมารดา ทว่าภายในใจของซิ่วหวงนั้นกลับคิดไปอีกอย่าง มีหรือที่เขาจะพาเด็กผู้นั้นกลับมาที่จวน เพื่อมาแย่งทรัพย์สมบัติของตระกูลซิ่ว มารดารักน้องชายของเขามาก หากรู้ว่าเด็กผู้นั้นมีสายเืของน้องชายจริงๆ มีหรือที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ยินดีต้อนรับนาง และยินยอมที่จะแบ่งทรัพย์สมบัติของตระกูลให้แก่นาง
“อืม… ไปเถิด จงไปพาหลานกลับมาหาแม่ให้ได้ แม่จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อฟางเอ๋อร์.. หลายเดือนมานี้ แม่ได้แต่ฝันถึงฟางเอ๋อร์อยู่บ่อยๆ หากครานั้นที่แม่นางซุนอุ้มหลานมายังจวนสกุลซิ่ว แล้วแม่ยอมรับพวกนางเอาไว้ ยามนี้เด็กคนนั้นก็คงจะเติบโตมาในตระกูลสูงศักดิ์ หาใช่ตระกูลของสามัญชนคนธรรมดาไม่” ฮูหยินบอกบุตรชาย นางหวังเพียงอยากจะแก้ไขความผิดพลาดในอดีต ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมานานหลายปีแล้วก็ตาม นางจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดยามที่ต้องไปพบหน้าบุตรชายคนรองที่ปรโลก
“ขอรับท่านแม่ ถ้าเช่นนั้นลูกขอตัว”
ซิ่วหวงแสร้งรับคำก่อนที่จะคำนับลาแล้วออกจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าไป ฮูหยินผู้เฒ่ามองตามบุตรชายคนโตไปจนร่างหนาลับสายตา แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวัง หวังว่าจะได้พบหน้าหลานสาวสักคราก่อนที่นางจะจากโลกนี้ไป