ตอนที่ 54 ข้าเข้ามาอยู่โลกในหนังสือหรอกหรือ
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ปฏิเสธ แม้นางจะรู้สึกว่าสิ่งอื่น ๆ นั้นสำคัญ แต่มันไม่เท่ากับเรื่องปากท้องของครอบครัว
เมื่อนางได้เข็มเงินมา ก็คงใช้หาเงินมาซื้อของจุนเจือครอบครัวได้ไม่ใช่หรือ
แม้เซี่ยเหล่าเอ้อร์จะซื้อของสำเร็จรูปมา เขายังทำให้ฝาแฝดดีใจมาก ทั้งสองไม่เคยใช้พู่กัน หมึก และกระดาษมาก่อน เคยแต่ไม่ใช้นิ้วเปียกเขียนบนแผ่นไม้ หรือใช้ไม้มาขีดบนผืนทราย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกได้รับของเหล่านี้
พวกเขาปลาบปลื้มมากและรีบเอาไปเก็บในลิ้นชักทันที
ไป๋เพ่ยเพ่ยเห็นแล้วจึงบอก “ทำไมเก็บเข้าลิ้นชักเลยเล่า พ่อเจ้าซื้อมาให้เจ้าเขียนนะ”
“ท่านแม่ ท่านไม่โกรธแล้วหรือ?”
“ข้าจะโกรธไปทำไม โกรธที่ลูกชายทั้งสองเรียนหนังสือจากผู้อื่นหรือ เจ้าสามารถเรียนได้โดยไม่เสียเงิน ดีจะตายไป ทำไมต้องโกรธด้วย หากจะโกรธก็ไม่ได้โกรธเจ้าหรอก แต่โกรธตัวเองที่ไม่มีปัญญาจะส่งเสียลูกชายทั้งสองร่ำเรียนด้วยซ้ำ ทำให้ลูกต้องเสียเวลา ...”
เซี่ยหมิงเสียงลูกคนรองซาบซึ้งใจ “ท่านแม่ ...”
แม้เซี่ยหมิงรุ่ยลูกคนสามแม้ไม่ได้อ่อนไหวเท่าพี่ชาย แต่ก็ยังตื้นตันใจอยู่ไม่น้อย เนื่องจากรู้ว่าหากไม่ได้มารดาที่ยืนอยู่ตรงหน้ามาช่วยไว้ เขากับพี่ชายอาจไม่ได้เห็นหน้ากันอีก
ไม่ต้องกล่าวถึงการซื้อกระดาษและพู่กันมาฝึกปรือ
“ขอบคุณท่านแม่!”
“ทำไมถึงเกรงกลัวข้านัก ไปหยิบออกมาฝึกสิ ข้ายังไม่เคยเห็นพวกเจ้าเขียนหนังสือเลย ไหนทำให้ข้าดูที” ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยอย่างใจเย็นพร้อมส่งยิ้ม “พ่อเจ้าบอกว่าพวกเจ้าเรียนเก่ง แต่ข้ายังไม่รู้เลยว่าเรียนเก่งแค่ไหน”
เซี่ยหมิงเสียงกระวีกระวาดเอ่ย “ท่านแม่ เราได้เรียนตำราพันอักษร กฎของผู้เป็นศิษย์ คัมภีร์สามอักษร และคัมภีร์สัทอักษรมาแล้ว... ข้ากับน้องสามจดจำได้ทั้งหมด หากมีเวลาจะท่องให้ท่านฟัง”
เขาหยิบพู่กันกับกระดาษออกมาจากลิ้นชักพลางพูดต่อ “น้องสามเก่งมาก เขาฟังรอบเดียวก็จำได้แล้ว ข้าทำไม่ได้ ต้องฟังซ้ำหลายครั้ง ทุกครั้งที่เขาได้เรียนก็มักจะมาทบทวนให้ข้า”
เซี่ยหมิงเสียงไม่ทันได้หยิบหมึก เซี่ยหมิงรุ่ยก็เข้ามาห้ามปราม
“อย่าเลย! เราเขียนด้วยน้ำกันเถอะ”
“หา! ใช้น้ำหรือ” ฝ่ายพี่ชายนิ่งไปชั่วขณะ
เซี่ยหมิงรุ่ยเอ่ย “อืม ใช้พู่กันจุ่มน้ำเขียนบนแผ่นไม้ พอเห็นสวยแล้วค่อยเขียนบนกระดาษ ฝึกเขียนครั้งแรกก่อน รอบต่อไปค่อยเอากระดาษไปตากแห้งแล้วนำมาใช่ใหม่”
“ความคิดดีมาก น้องสามมักฉลาดเสมอ ข้าจะไปตักน้ำมาให้”
อย่าว่าแต่เซี่ยหมิงเสียง แม้แต่ไป๋เพ่ยเพ่ยยังประทับใจ คิดว่าแท้จริงลูกคนที่สามเป็นคนฉลาดหลักแหลมมาก ทั้งคิดหาทางฝึกคัดพู่กันแถมยังประหยัดเงินได้อีก เสมือนปาหินก้อนเดียวโดนนกสองตัว
นางยกนิ้วชื่นชมเซี่ยหมิงรุ่ย
อีกฝ่ายยกยิ้มเก้อเขิน
นางหัวเราะเบา ๆ ไม่ว่าจะสติปัญญาล้ำเลิศเพียงไหนก็ยังเป็นเด็ก สมควรได้รับการชมเชย
ไม่นานเซี่ยหมิงเสียงก็กลับมาพร้อมชามกระเบื้องร้าวใบหนึ่ง
พวกเขาหยิบแผ่นไม้มาที่โต๊ะอย่างทุลักทุเล ไป๋เพ่ยเพ่ยเคยเห็นมันมาก่อนตอนทำความสะอาดบ้าน แต่ไม่รู้เลยว่าพวกเขาใช้ทำอะไร
เซี่ยหมิงเสียงแสนสุภาพ หลังวางแผ่นไม้และพู่กันก็บอก “น้องสาม เจ้ามาก่อน”
เซี่ยหมิงรุ่ยไม่ปฏิเสธ ก้าวมาข้างหน้าและหยิบพู่กัน
พู่กันนี้เพิ่งซื้อใหม่จึงต้องเปิดใช้ก่อน
ไม่มีใครในตระกูลเซี่ยได้เรียนหนังสือ ไป๋เพ่ยเพ่ยยังกังวลว่าจะไม่รู้เรื่องนี้กัน หลังจากนั้นเซี่ยหมิงรุ่ยกลับไม่เร่งรีบนำพู่กันจุ่มน้ำ แต่ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้คีบปลายพู่กันไว้ก่อนใช้บิดอย่างเบามือ
บิดไปมาตั้งแต่ปลายจรดโคน ค่อย ๆ ทำไปกระทั่งเส้นขนกระจายตัว เศษขนและเศษฝุ่นสะบัดหายไป เขาถึงหยุดมือและวางพู่กันลง แบ่งน้ำในถ้วยออกเป็นสองส่วน
ส่วนที่น้อยกว่าเทลงในถาดหมึก หลงเหลือส่วนที่มากกว่าไว้ในถ้วย
ก่อนหยิบพู่กันที่วางไว้มาจุ่มลงในถ้วย
“เอาล่ะ แช่ทิ้งไว้ครู่หนึ่ง ให้ฝุ่นผงหลุดออกไปก่อน เมื่อสะอาดดีแล้วก็ใช้งานได้”
สิ้นคำเซี่ยหมิงรุ่ย เซี่ยหมิงเสียงก็ตบหน้าผากก่อนบอก “ข้าก็ว่าเจ้าทำอะไร ดันลืมไปเสียได้ เขาบอกเราว่าพู่กันใหม่ที่ซื้อมาต้องเปิดใช้ก่อน ดีที่น้องสามความจำดี หากไม่ได้เจ้าข้าคงเป็นคนทำพังแล้ว”
“เราลองใช้ครั้งแรก เป็นธรรมดาที่จะลืม หลังใช้นานวันเข้าก็จะจำได้เอง”
ระหว่างพูดคุยกันพู่กันก็ถูกแช่เตรียมไว้
เซี่ยหมิงรุ่ยกะว่าได้เวลาแล้วจึงทำความสะอาดปลายพู่กัน หลังเสร็จสิ้นก็ใช้มือลูบขนพู่กันให้เรียบโดยเน้นส่วนปลาย
เซี่ยหมิงเสียงไปเปลี่ยนน้ำ ขณะเขานำพู่กันที่เปิดใช้งานแล้ว ก่อนเริ่มลงมือเขียนบนแผ่นไม้
เกิดเป็นอักษรหกคำ ‘อันคนเราแรกเกิดเดิมที ท่านว่ามีนิสัยดีที่งดงาม’
แม้เขาไม่เคยใช้พู่กันมาก่อน แต่เมื่อได้ลองเขียน ไป๋เพ่ยเพ่ยก็พบว่าลายมือของเขางดงามไม่น้อย อาจไม่สมบูรณ์แบบ ทว่าทั้งรูปแบบ ขนาด และการจัดวางของตัวอักษรนั้นดูดีทีเดียว
เรียกได้ว่าเซี่ยหมิงรุ่ยคงตั้งใจฝึกคัดด้วยนิ้วและกิ่งไม้มามาก
นางไม่อาจอธิบายความรู้สึกของตนเองเมื่อได้เห็นมันออกมาเป็นคำพูดได้
อาจเพราะว่าเขาเป็นเด็กในตระกูลยากจน!
ไม่นานเซี่ยหมิงเสียงก็กลับมา และอยากจะลองเขียนบ้าง
เซี่ยหมิงรุ่นได้เขียนไปหกคำแล้ว เขาไม่รอช้ายื่นพู่กันให้พี่ชาย
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ สองแฝดผลัดกันเขียน เจ้าเขียนทีหนึ่งข้าเขียนทีหนึ่ง ระหว่างนั้นเซี่ยหมิงเสียงก็ถามไป๋เพ่ยเพ่ยด้วยท่าทีเริงร่า “ท่านแม่ ดูสิ ลายมือข้าเป็นอย่างไร”
“ท่านว่าข้าหรือน้องสามเขียนสวยกว่ากัน”
…
กรรมการอย่างไป๋เพ่ยเพ่ยบอก “ข้าเห็นถึงความพยายามและตั้งใจจริงของพวกเจ้า ข้าคิดว่าพวกเจ้าทั้งคู่เขียนได้ดีมาก”
นางแสร้งเป็นไม่รู้หนังสือ ชี้อักษรหนึ่งพลางถามความหมาย ก่อนเลื่อนไปชี้อีกอักษรหนึ่งแล้วถามความหมายอีก อักษรจีนดั้งเดิมกับอักษรจีนตัวย่อแตกต่างกันอยู่บ้าง ไป๋เพ่ยเพ่ยสามารถดูออกเป็นบางตัว ส่วนตัวอื่น ๆ นั้นไม่อาจคาดเดาได้
หลังจากนั้นนางก็เผยเขี้ยวเล็บของตนเอง
“ฝึกเขียนหนังสือมานานเพียงนี้ ทำไมข้าจึงไม่เคยเห็นพวกเจ้าเขียนชื่อตนเอง พวกเจ้าเขียนได้หรือไม่”
เซี่ยหมิงรุ่ยใจเต้น เขาเงยหน้ามองมารดา
ด้านเซี่ยหมิงเสียงไม่ได้คิดมาก เขาตอบพลางยกยิ้ม “ได้สิ ทำไมจะไม่ได้เล่า ชื่อเขียนง่ายที่สุดแล้ว เราไม่เพียงเขียนชื่อตัวเองเป็น แต่ยังเขียนชื่อของทุกคนได้ด้วย”
ไป๋เพ่ยเพ่ยเห็นเขาติดกับก็ถามอย่างใคร่รู้ “อย่างนั้นหรือ แล้วชื่อข้าเขียนอย่างไร”
เขาเขียนให้นางดู “ท่านแม่ ดูนี่ ชื่อท่าน ไป๋เพ่ยเพ่ย”
“โอ้โห ชื่อข้าเขียนแบบนี้นี่เอง” นางขยับนิ้วเขียนทวนคำว่า ‘ไป๋เพ่ยเพ่ย’ ราวกับกำลังเรียนรู้ตัวอักษร
“นี่ชื่อข้า เซี่ยหมิงเสียง... นี่ชื่อน้องสาม เซี่ยหมิงรุ่ย...”
“นี่ชื่อท่านพ่อ เซี่ยโฮวเต๋อ!”
…
เซี่ยโฮวเต๋อหรือ!
ไป๋เพ่ยเพ่ยพลันเบิกตากว้าง เพราะอดีตคนรักที่ด่วนตายจากไปของนางก็ชื่อว่าเซี่ยโฮวเต๋อ
เขาไม่เพียงบังเอิญหน้าตาเหมือนกับอดีตคนรักของนางแล้ว ยังจะชื่อเดียวกันอีกหรือ!
ต่างเพียงชื่อหนึ่งเป็นอักษรดั้งเดิมตัวเต็ม อีกชื่อเป็นอักษรตัวย่อ
ในโลกนี้มีเหตุบังเอิญขนาดนี้ด้วยหรือ
บังเอิญลูกชายคนโตชื่อเซี่ยหมิงหนาน ลูกสาวคนเล็กชื่อเซี่ยเสี่ยวหย่า หลานสาวสองคนชื่อเซี่ยต้ายาและเซี่ยเหมียวเหมียว ก่อนหน้านี้นางคิดว่าเสี่ยวหย่า ต้ายา และเหมียวเมียวเป็นชื่อโหล คนส่วนใหญ่ก็ตั้งชื่อแบบนี้กัน เมื่อเรียกแล้วก็มีเกลื่อนกลาดไป
กระทั่งเซี่ยหมิงเสียงเขียนชื่อสมาชิกคนอื่นในครอบครัวให้ดู นางจึงตระหนักได้สิ่งหนึ่ง ดูเหมือนนางจะไม่ได้มาอยู่ในต่างยุค
แต่มาอยู่โลกในหนังสือต่างหาก!