ตอนที่ 2: ยอดฝีมือใต้หน้ากากขาว
นิ้วมือของซูเชี่ยนแตะแน่นอยู่บนลวดลายสลักรูปแมลงบนสายรัดข้อมือ หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึกยามออกรบ แต่สมองกลับแล่นเร็วยิ่งกว่า เขากวาดสายตาประเมินสตรีตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ไอปราณที่แผ่ออกมาจากร่างนางหนักอึ้งดั่งขุนเขาทับกาย เพียงยืนนิ่งเฉยก็กดดันจนอากาศรอบกายเขาแทบแข็งตัว ระดับพลังของนางอย่างต่ำต้องอยู่ในขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นปลาย หรืออาจจะสูงส่งเกินกว่านั้นเสียอีก
'หากสู้กันตรงๆ... มีแต่ตายสถานเดียว!' ซูเชี่ยนกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก แต่สีหน้าภายนอกกลับแสร้งทำเป็นิ่งเรียบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เขาผ่อนมือลงจากสายรัดข้อมืออย่างช้าๆ พร้อมยกมืออีกข้างขึ้นแสดงความบริสุทธิ์ใจ
"แม่นางเข้าใจผิดเสียแล้วกระมัง" ซูเชี่ยนเอ่ยเสียงราบเรียบ ซ่อนความสั่นสะท้านในลำคอไว้มิดชิด "สายรัดข้อมือเส้นนี้เป็เพียงของเก่าที่ข้าเก็บได้จากถ้ำร้าง หามีสิ่งใดพิเศษไปกว่าเครื่องประดับธรรมดาเส้นหนึ่งไม่..."
"โกหก!" หญิงสาวชุดขาวตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นดั่งน้ำแข็ง ดวงตาสีดำใต้หน้ากากจับจ้องไม่คลาดสายตา "ไอปราณแห่งภัยพิบัติไม่มีวันปะปนกับของสามัญได้ เ้ากล้ากล่าววาจาเท็จต่อหน้าข้า..."
นางยกมือขวาขึ้นเพียงเล็กน้อย ปราณสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากฝ่ามือ ก่อตัวเป็แรงกดทับที่มองไม่เห็นทะยานเข้าใส่ซูเชี่ยนทันที
ตึง!
ร่างของซูเชี่ยนสั่นสะท้าน หัวเข่าแทบทรุดลงกับพื้นดิน เขากัดฟันสู้แรงกดดันมหาศาลนั้นไว้อย่างสุดกำลัง เืในร่างไหลย้อนจนใบหน้าซีดเผือด แต่ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไม่ยอมหลบสายตาของหญิงสาวแม้แต่น้อย
"งั้น..." ซูเชี่ยนกระเสือกกระสนเอ่ยออกมาท่ามกลางแรงกดดัน น้ำเสียงแหบพร่าแต่กลับนิ่งสงบอย่างประหลาด "แม่นางคงไม่กล้าบุ่มบ่ามหักเอาสายรัดข้อมือนี้ไปหรอกกระมัง... เพราะท่านเองก็รู้ดีว่า สิ่งที่ผนึกอยู่ข้างในคือสิ่งใด!"
สายตาของหญิงสาวเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางไม่ได้ตอบคำ แต่แรงกดดันก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย
"หากแม่นางบีบให้ข้าจนมุมจริงๆ..." ซูเชี่ยนยกมือขึ้นแตะลวดลายสลักอีกครั้ง สีหน้าฉายแววเด็ดเดี่ยวราวยอมพลีชีพ "ข้าเองก็ยินดีปลดผนึกออกทั้งหมด ให้พวกมันแตกฝูงหนีเข้าป่าลึกไปตามใจชอบ ถึงตอนนั้น ไม่ว่าท่านจะสังหารข้าได้หรือไม่ก็ตาม... ภัยพิบัติที่แผ่ขยายไปทั่วเขตนี้ก็คงเกินกว่าที่สำนักของท่านจะรับผิดชอบไหว!"
นับเป็การเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ซูเชี่ยนรู้ดีว่าตนเองยังไม่มีทางบังคับฝูงตั๊กแตนให้แตกอิสระตามใจชอบได้จริง แต่เขาเสี่ยงดวงเอาว่าหญิงสาวตรงหน้าคงไม่อาจหยั่งรู้ขีดจำกัดที่แท้จริงของเขาได้ในชั่วพริบตา
ความเงียบครอบคลุมหุบเขาไร้ชื่อนานหลายอึดใจ แรงกดดันมหาศาลจากร่างของหญิงสาวค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย จนในที่สุดก็สลายตัวจนหมดสิ้น ซูเชี่ยนแทบทรุดลงไปกับพื้น แต่ยังคงยืนหยัดตรงด้วยความมุมานะ
"เ้ากล้าดีนี่" หญิงสาวเอ่ยเสียงเ็า แต่คราวนี้กลับแฝงด้วยความสนใจอันแปลกประหลาด "หรือเ้าเพียงโง่เขลาจนไม่รู้ว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ใด?"
"ข้าเพียงไม่อยากตายเปล่าเท่านั้น" ซูเชี่ยนตอบตรงๆ ด้วยน้ำเสียงที่ค่อยๆ กลับมาเป็ปกติ
คำตอบนั้นทำให้บางสิ่งในดวงตาสีดำใต้หน้ากากหวั่นไหวเพียงชั่วครู่ นางจ้องมองซูเชี่ยนอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกำลังอ่านบางสิ่งบางอย่างจากภายในจิตใจของเขา
"ไอปราณภัยพิบัติที่ห่อหุ้มกายเ้า... กลับไม่มีเจตนาร้ายแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย" นางพึมพำราวกำลังพูดกับตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาซูเชี่ยนอีกครั้ง "คัมภีร์โบราณของสำนักข้าบันทึกไว้ว่า ผู้ภัยพิบัติในอดีตล้วนแล้วแต่มีจิติญญาแปดเปื้อนด้วยความละโมบและเกลียดชัง แต่เ้า... กลับแตกต่างออกไปสิ้นเชิง"
"ข้าคือ มู่เยวี่ย ศิษย์แห่งสำนักชิงเทียน" หญิงสาวเอ่ยแนะนำตนอย่างไม่คาดฝัน น้ำเสียงเ็ายังคงเดิม แต่แฝงด้วยน้ำหนักบางอย่าง "วันนี้ข้าจะปล่อยเ้าไปก่อน แต่จงจำไว้ให้ขึ้นใจ กลิ่นอายภัยพิบัติที่แผ่ออกจากตัวเ้านั้น ไม่ได้มีเพียงข้าคนเดียวที่ััได้"
ซูเชี่ยนสะดุ้งเล็กน้อย "แม่นางหมายความว่าอย่างไร?"
"ยังมีสายตาอื่นจับจ้องเ้าอยู่ในเงามืด" มู่เยวี่ยเอ่ยเสียงต่ำ สายตาเหลือบมองไปยังป่าลึกรอบข้างเพียงชั่วครู่ ราวกับััได้ถึงบางสิ่ง "ทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร ต่าง้าสิ่งที่ผนึกอยู่ในสายรัดข้อมือของเ้าทั้งสิ้น จงระวังตัวให้จงหนัก... เ้ามนุษย์ธรรมดา"
ฟึ่บ!
กล่าวจบ ร่างของมู่เยวี่ยก็วาบหายไปในพริบตา เหลือเพียงกลิ่นอายปราณจางๆ ที่ยังคงลอยคว้างอยู่ในอากาศ ราวกับนางไม่เคยปรากฏกาย ณ ที่แห่งนี้มาก่อนเลย
ซูเชี่ยนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันทีที่แรงกดดันมหาศาลจางหายไปจนหมดสิ้น ลมหายใจของเขาพรั่งพรูออกมาราวกับกลั้นไว้มานานนับชั่วโมง เหงื่อเย็นซึมชุ่มเสื้อผ้าทั้งตัว
"ยอดฝีมือถึงเพียงนั้น... หากนางตั้งใจจะสังหารข้าจริง ข้าคงไม่มีทางหนีรอดไปได้เลยสักนิด" ซูเชี่ยนพึมพำกับตัวเอง มือทั้งสองยังคงสั่นเทาอยู่เล็กน้อย
เขาก้มมองสายรัดข้อมือหนังอสูรบนข้อมือของตนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากที่เคยมองมันเป็เพียงโชควาสนาชิ้นหนึ่ง บัดนี้กลับตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วมันอาจเป็ทั้งพรและคำสาปในเวลาเดียวกัน
"ฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร..." ซูเชี่ยนลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ สายตาเปลี่ยนเป็เด็ดเดี่ยว "ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ยิ่งต้องรีบเสาะหาสมบัติวิเศษมาเสริมกำลังตนเองให้เร็วที่สุด ก่อนที่ผู้ใดจะมาถึงตัวข้า!"
ก่อนออกเดินทาง ซูเชี่ยนหวนคิดถึงข่าวลือที่เคยได้ยินมาจากพ่อค้าเร่ร่อนเมื่อหลายเดือนก่อน เกี่ยวกับ "เศษเสี้ยวศิลาฟ้าดับ" สมบัติวิเศษโบราณที่เล่าขานกันว่าซุกซ่อนอยู่แถบชายแดนทางใต้ ห่างจากหุบเขาไร้ชื่อแห่งนี้ไปหลายร้อยลี้
"หากเป็ของจริง... นั่นอาจเป็โอกาสเดียวที่จะช่วยให้ข้าทะลวงขอบเขตพลังได้เร็วขึ้น" เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก แล้วเก็บข้าวของทั้งหมดใส่ถุงเก็บของอย่างรวดเร็ว
ซูเชี่ยนหันหลังให้หุบเขาไร้ชื่อที่เขาอาศัยฝึกฝนมานานหลายปี ก้าวเท้าออกเดินมุ่งสู่ชายแดนทางใต้โดยไม่หันกลับมามองอีก
ทว่าเขาหารู้ไม่ว่า ณ ยอดผาสูงเหนือหุบเขาแห่งนั้น มีเงาร่างเล็กๆ กำลังหมอบซุ่มมองการจากไปของเขาอยู่เงียบๆ ดวงตาคู่หนึ่งฉายแววสนใจปนขบขัน ก่อนที่ริมฝีปากจะเผยยิ้มมุมปากบางๆ
"สายรัดข้อมือหนังอสูร กับตั๊กแตนที่กัดกินกฎเกณฑ์์ได้งั้นหรือ..." เสียงกระซิบแ่เบาแทรกอยู่ในสายลม "น่าสนใจกว่าที่คิดไว้เสียอีกนะ... เ้าหนู"
การเดินทางลงสู่ชายแดนทางใต้เต็มไปด้วยความยากลำบาก เส้นทางสายเก่าทอดยาวผ่านทิวเขาสลับซับซ้อนและป่าหมอกโบราณที่คลุมเครือด้วยกลิ่นอายอสูร ซูเชี่ยนต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา เนื่องจากระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเขายังคงอยู่ที่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นต้น หากเจออสูรร้ายระดับสูง หรือจอมยุทธ์ฝ่ายมารที่ซุ่มดักซุ่มซ่อนอยู่ตามข้างทาง ย่อมเข้าสู่อันตรายทันที
หลังจากเดินทางติดต่อกันนานกว่าเจ็ดวัน ซูเชี่ยนก็มาถึง "หุบเขาหมอกดับ" ซึ่งเป็ปราการธรรมชาติปราการสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่เขตชายแดนทางใต้ อากาศที่นี่หนาวเย็นและเต็มไปด้วยไอหมอกหนาทึบจนมองเห็นได้ไม่เกินสิบก้าว
กรวบ...
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นข้างทาง ซูเชี่ยนหยุดชะงักก้าวเท้า จิตััอันแหลมคมขยายออกทันที มือขวาจับด้ามกระบี่สั้นที่เอวไว้แน่น ขณะที่ประสาทััเชื่อมโยงกับสายรัดข้อมือหนังอสูรเตรียมพร้อมสู้ศึก
"ใคร?!" ซูเชี่ยนะโถาม เสียงก้องสะท้อนในหมอกหนา
พรึ่บ! พรึ่บ!
เงาร่างสีดำสามร่างพุ่งทะยานออกจากหมอกหนา โอบล้อมซูเชี่ยนไว้สามทิศทาง พวกมันสวมชุดผ้าคลุมสีเทาหม่น หน้าผากมีตราประทับรูปหัวกะโหลกสีแดงเื—โจรป่าฝ่ายมารแห่งหุบเขาหมอกดับ!
"หึๆๆ... เพียงแค่เด็กหนุ่มขอบเขตรวบรวมปราณขั้นต้นคนหนึ่ง ช่างกล้าเดินทางผ่านหุบเขาหมอกดับตามลำพัง!" ชายร่างใหญ่หัวหน้ากลุ่มเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะชั่วร้าย ในมือถือขวานเหล็กเล่มใหญ่ที่เปล่งไอปราณสีดำสนิทออกมา "ส่งถุงเก็บของและของมีค่าทั้งหมดในตัวเ้ามาเสียดีๆ หากข้าอารมณ์ดี อาจจะปล่อยให้เ้ามีชีวิตรอดกลับไป!"
ซูเชี่ยนกวาดสายตามองทั้งสามคน หัวหน้าโจรอยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นกลาง ส่วนอีกสองคนอยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นต้น แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมีจำนวนและระดับพลังสูงกว่า แต่ซูเชี่ยนในยามนี้ไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่ไร้ทางสู้ดังแต่ก่อนอีกต่อไป!
"หากอยากได้... ก็เข้ามาแย่งเอาเอง!" ซูเชี่ยนเอ่ยเสียงเรียบเย็น
"ปากดีนัก! จัดการมัน!" หัวหน้าโจรคำรามสั่ง
โจรสองคนที่เหลือพุ่งตัวเข้าใส่ทันที คนหนึ่งตวัดดาบยาวเข้าใส่คอหอยของซูเชี่ยน อีกคนใช้วิชาดรรชนีพุ่งแทงเข้าที่จุดยุทธศาสตร์กลางอก!
เคร้ง!
ซูเชี่ยนชักกระบี่สั้นออกมาปะทะเข้ากับดาบยาวของโจรคนแรกจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ เขาใช้วิชาเท้าแปรเปลี่ยน ยอมถอยหลังก้าวหนึ่งเพื่อหลบหลีกดรรชนีที่พุ่งเข้ามาอย่างเฉียบพลัน ก่อนจะกระแทกจิตััลงไปในสายรัดข้อมือหนังอสูรทันที!
วูบ!
"ออกมารับศึก!" ซูเชี่ยนคำรามในใจ
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
กระแสลมหนาวทะลักออกมาจากข้อมือซูเชี่ยน ฝูงตั๊กแตนพิฆาตทั้งร้อยตัวพุ่งออกจากมิติในพริบตา พวกมันแปรสภาพเป็กลุ่มหมอกสีดำเหลือบทอง แหวกอากาศพุ่งเข้าหาโจรทั้งสองคนที่กำลังพุ่งเข้ามา!
"ตัวอะไรกัน?!" โจรทั้งสองร้องเสียงหลงด้วยความใ
ตูมมมมมมม!
ฝูงตั๊กแตนรวมตัวกันกลายเป็ "หอกแหลมสีดำ" พุ่งปะทะเข้ากับทรวงอกของโจรที่ใช้วิชาดรรชนีอย่างจัง! เสียงเกราะอสูรและปีกแหลมคมบดขยี้เกราะปราณปกป้องกายดังสนั่น! ร่างของโจรผู้นั้นกระเด็นลอยไปไกลกว่าห้าก้าว ก่อนจะกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ เืทะลักออกจากปาก สิ้นใจตายในทันที!
"น้องสาม!" หัวหน้าโจระโด้วยความโทสะและตกตะลึง "เ้า... เ้าใช้วิชาควบคุมอสูรชั้นต่ำกระนั้นหรือ?!"
"ตายซะ!" โจรอีกคนที่เหลือรวบรวมปราณทั้งหมดไว้ที่ดาบ ฟันลงมาหมายจะสับซูเชี่ยนให้แยกเป็สองซีก!
ซูเชี่ยนไม่หลบหลีก แต่กลับสั่งการจิติญญาในเสี้ยววินาที!
'โล่ตั๊กแตน คุ้มกาย!'
เคร้ง!
ตั๊กแตนพิฆาตห้าสิบตัวบินมาประสานเกราะเหล็กขบกันตรงหน้าซูเชี่ยน กลายเป็โล่สีดำสนิทที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กไหล! ดาบของโจรฟันลงมาปะทะเข้ากับโล่แมลงจนเกิดเสียงกังวานสนั่นหวั่นไหว ดาบเหล็กกล้าถึงกับร้าวะเิออกเป็เศษเล็กเศษน้อย!
"เป็ไปไม่ได้!" โจรคนนั้นตาค้างด้วยความตกตะลึง
'รวมตัวเป็กระบี่... ฟัน!'
เคร้ง! เคร้ง!
ตั๊กแตนอีกห้าสิบตัวที่เหลือพุ่งหมุนวนมารวมตัวเป็กระบี่สีดำ ฟันสวนกลับไปทันที คมปีกนับร้อยคู่หมุนปั่นทะลวงเกราะปราณ ตัดผ่านลำคอของโจรคนที่สองจนร่างร่วงลงพื้นดั่งใบไม้ร่วง!
ชั่วครู่เดียว โจรขอบเขตรวบรวมปราณขั้นต้นสองคนก็กลายเป็ศพไร้ิญญา!
หัวหน้าโจรที่ถือขวานใหญ่หน้าซีดเผือด ความฮึกเหิมเมื่อครู่หายไปจนสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อฝูงแมลงพิศดารที่ลอยนิ่งอยู่รอบกายซูเชี่ยน!
"เ้า... เ้าเป็อสูรร้ายมาจากสำนักใดกันแน่?!" หัวหน้าโจรเสียงสั่นสะท้าน ถอยหลังไปสองก้าวเตรียมจะหมุนตัวหนีเข้าป่าหมอก
"คิดจะมาสังหารข้า แล้วจะหนีไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ?" ซูเชี่ยนกล่าวด้วยสายตาเ็าดั่งน้ำแข็ง
เขายกนิ้วชี้ขึ้น ชี้ไปทางหัวหน้าโจร!
"ฝูงตั๊กแตน... กวาดล้าง!"
พรึ่บ!
ตั๊กแตนพิฆาตทั้งร้อยตัวสลายตัวออกเป็สายพายุสีดำ พุ่งแหวกอากาศไปด้วยความเร็วเหนือเสียง! เสียงปีกขยับถี่ หึ่งๆ ดังสะท้อนก้องทั่วหุบเขาหมอกดับ!
"ขวานเบิกฟ้า!" หัวหน้าโจรคำรามด้วยความสิ้นหวัง ควงขวานใหญ่ฟาดฟันคลื่นพลังปราณสีดำเข้าใส่ฝูงแมลงอย่างบ้าคลั่ง!
ตูม! ตูม! ตูม!
คลื่นขวานปะทะเข้ากับกลุ่มตั๊กแตน แต่เกราะเหล็กไหลของพวกมันกลับไร้รอยแผล ตั๊กแตนหลายสิบตัวพุ่งผ่านคลื่นขวาน เข้าไปเกาะตามลำตัวและแขนขาของหัวหน้าโจร ก่อนจะใช้เคี้ยวอันแหลมคมกัดกินปราณคุ้มกายและเนื้อหนังอย่างรวดเร็ว!
"อ๊ากกกกกกกก!"
เสียงร้องครวญครางด้วยความทรมานดังลั่นป่า หมวกและชุดผ้าคลุมของหัวหน้าโจรถูกบดขยี้ฉีกขาด ร่างกายถูกฝูงแมลงกัดปั่นจนาเ็สาหัส ท้ายที่สุดก็ร่วงลงไปกองกับพื้นดิน หมดสติไปพร้อมกับาแฉกรรจ์ทั่วร่าง
ซูเชี่ยนโบกมือเรียกรวมฝูงตั๊กแตนกลับมาลอยนิ่งอยู่ข้างกาย เขาไม่ได้สั่งให้สังหารหัวหน้าโจรในทันที แต่เดินเข้าไปใกล้ร่างที่นอนจมกองเื
"ตอบคำถามข้ามา หากอยากมีชีวิตรอด..." ซูเชี่ยนเอ่ยเสียงเรียบ
หัวหน้าโจรลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ลมหายใจรวยระริน "ข้า... ข้ารับฟังแล้ว... ได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลย..."
"พวกเ้าซุ่มดักรออยู่ที่นี่ รู้เื่เกี่ยวกับ 'เศษเสี้ยวศิลาฟ้าดับ' หรือไม่?" ซูเชี่ยนถามเข้าประเด็นทันที
หัวหน้าโจรเบิ่งตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะกระแอ่นเืออกมา "ศิลาฟ้าดับ... ข้าเคยได้ยิน... กลุ่มโจรโลหิตทมิฬทางชายแดนใต้... พวกมันเพิ่งจะประมูลเศษเสี้ยวศิลาชิ้นหนึ่งได้จากตลาดมืดเมืองร้อยบ่อ... ยามนี้พวกมันนำไปซุกซ่อนไว้ที่ค่ายใหญ่ในหุบเขาอสูรดับ..."
"เมืองร้อยบ่อและหุบเขาอสูรดับ..." ซูเชี่ยนจดจำชื่อสถานที่เ่าั้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ
เมื่อได้เบาะแสตาม้าแล้ว ซูเชี่ยนก็โบกมือสั่งการให้ฝูงตั๊กแตนพุ่งเข้าจัดการปิดบัญชีโจรป่าชั่วร้ายอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เหลือเบาะแสร่องรอยไว้ให้ศัตรูตามสืบสวนได้
ซูเชี่ยนก้าวเข้าไปค้นทรัพย์สินจากศพของโจรทั้งสามคน ได้ถุงเก็บของมาสองใบ ข้างในมีหินปราณขั้นต่ำสี่สิบก้อน พร้อมทั้งยาวิเศษฟื้นฟูปราณอีกสองขวด นับเป็การเก็บเกี่ยวที่ไม่เลวสำหรับเดินทาง
"เมืองร้อยบ่ออยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกลแล้ว..." ซูเชี่ยนพึมพำกับตัวเอง ขณะเก็บฝูงตั๊กแตนร้อยตัวกลับเข้าสู่สายรัดข้อมือหนังอสูร
เขาประสานมือปรับลมหายใจ รวบรวมพลังปราณที่สูญเสียไปจากการสู้รบกลับคืนมาบางส่วน ก่อนจะก้าวเท้าเดินทางต่อไปท่ามกลางหมอกหนาทึบด้วยความมุ่งมั่น หนทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยขวากหนามและอันตราย แต่นี่คือเส้นทางเดียวที่จะทำให้เขาทลายขอบเขตพลังและแข็งแกร่งขึ้นจนไม่มีผู้ใดมารังแกได้อีกต่อไป!