เสียงนกร้องดังขับขานในตอนเช้า จินหยางเริ่มรู้สึกตัวด้วยความหิวโหยเพราะั้แ่เมื่อวานยังไม่มีอาหารใดตกถึงท้อง เด็กน้อยหันไปมองปลาที่ย่างทิ้งไว้สองตัวถูกไฟในกองเผาจนไหม้ไม่สามารถนำมาทานได้อีกต่อไป เขาจึงลุกขึ้นมาล้างหน้าในลำธาร ด้วยความอยากทดลองบางอย่างจึงเดินไปหยิบกระบี่ใต้ต้นไม้ ใช้ทักษะกระบี่จักรพรรดิฟาดฟันไปที่ลำธาร ปราณกระบี่พุ่งทะยานออกไป เปรี้ยง! ตูม!! น้ำในลำธารสาดกระจายปลาตัวใหญ่สามตัวกระเด็นขึ้นมาบนฝั่ง จินหยางถึงกับยืนนิ่งค้างด้วยความใจ้องมองกระบี่ในมืออย่างไม่วางตา
“นี่ มันจะเกินไปแล้ว ข้าฝึกทักษะวิชากระบี่นั้นสำเร็จแล้ว”
“ถูกต้องแล้วขอรับคุณชาย”
จินหยางยกยิ้มอย่างดีใจรีบเก็บกระบี่เอาไว้ที่เดิม กองไฟถูกสุมขึ้นอีกครั้ง ในระหว่างที่กำลังนั่งย่างปลาเด็กน้อยนั่งครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะั้แ่เกิดมาเขาถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ภายในตระกูลจิน มีเพียงวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพียงน้อยนิดไม่ถึงสองปี และวิธีล่าสัตว์ที่ปู่และพ่อของเขาสอนเพียงแค่นั้น อีกอย่างตอนนี้ผู้คนภายในตระกูลล้วนไม่มีผู้ใดหลงเหลืออีกแล้ว หากตระกูลจินยังไม่ถูกเผาทำลายเขายังสามารถใช้ความสามารถของเทียนคงโอนถ่ายข้อมูลจากคัมภีร์และวิชาความรู้ต่าง ๆ ในตระกูล และอีกไม่กี่เดือนจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวที่โดยรอบจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ในระหว่างที่จินหยางนั่งครุ่นคิดอยู่นั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงะโดังแว่วมาจากทางด้านหน้าของตระกูล เขารีบคว้ามีดสั้นที่อยู่ข้างกายแอบเดินไปดูที่ด้านหน้า พบชายชราผู้หนึ่งสวมชุดสีเทาวิ่งไปมาอยู่ด้านหน้าลานกว้าง
“ท่านลุงหวังซุน”
จินหยางะโออกมาเสียงดังลั่นเมื่อรับรู้ว่าชายชราด้านหน้าคือผู้ใดพร้อมกับวิ่งเข้าหา หวังซุนหันไปมองตามเสียงถึงกับยกยิ้มะโออกมาเสียงดังลั่นเช่นกัน
“นายน้อยจินหยาง”
หวังซุนตื่นใไม่น้อยที่รูปร่างของจินหยางเปลี่ยนไปต่างจากเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบมากนัก
“เกิดสิ่งใดขึ้นที่นี่ขอรับนายน้อย? แล้วเหตุใดบ้านตระกูลจินถึงถูกทำลาย? นายท่านจินทั้งสองไปไหนเสียแล้ว?”
“ท่านปู่ตายแล้วขอรับ ส่วนท่านพ่อข้าไม่ทราบ ท่านพาข้าไปแอบอยู่บนเขาหลังตระกูล มีคนมากมายมาที่นี่ พวกเขาล้วนแต่อยากได้ก้อนอัญมณีสีฟ้าที่ร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า ท่านปู่จึงสั่งให้ผู้คนทั้งหลายในตระกูลหลบหนี ข้าเห็นควันไฟจึงลงมาจากเขา พบเจอท่านปู่นอนตายที่นี่กับคนอีกผู้หนึ่ง ตอนนี้ที่ตระกูลจินเหลือเพียงข้าผู้เดียว”
หวังซุนถึงกับสั่นสะท้านเพราะจินจวินซงคือผู้มีพระคุณต่อเขาเมื่อครั้งอดีต เมื่อสิบปีก่อนหวังซุนถูกตามล่าโดยกลุ่มราตรีทมิฬก็เป็จินจวินซงที่ช่วยเหลือให้ที่หลบซ่อน เขาจึงเปลี่ยนชื่อแซ่รับอาสาส่งผักและเนื้อจากในเมืองมาให้ทุกเดือนบางครั้งก็รับเนื้อสัตว์และสมุนไพรจากที่นี่ออกไปขาย เดิมหวังซุนมีนามว่าจงิ่เป็ยอดฝีมือจากแคว้นเหอหนานที่เคยปะทะกับคนจากราตรีทมิฬจนถูกตามล่ามายังส่านซี หวังซุนหันไปมองศพที่เปลือยกายนอนอยู่บนลานเมื่อเดินเข้าไปตรวจสอบเขาใไม่น้อยเพราะศพนั้นคือต้วนฟานเ้าสำนักกระบี่ิญญา จากการตรวจสอบเขารับรู้ได้อย่างดีว่าต้วนฟานถูกสังหารโดยอาวุธบางอย่างเสียบแทงบริเวณคางแต่ที่แปลกใจยิ่งกว่าเพราะต้วนฟานอยู่ในสภาพเปลือยกาย
“นายน้อยจะทำอย่างไรต่อไปขอรับ”
จินหยางได้แต่ส่ายศีรษะไปมา
“ข้ายังไม่รู้ขอรับท่านลุงหวังซุน ข้าไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว”
สิ้นเสียงกล่าวของจินหยางท้องของเขาก็ร้องออกมาด้วยความหิว
“โอ้ นายน้อยคงหิวมากแล้ว มา มา เดี๋ยวข้าจะทำอะไรให้ท่านทาน”
จินหยางพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว
“ข้าก่อกองไฟไว้ที่ข้างลำธารใกล้ ๆ หลุมศพท่านปู่ ให้ตายเถอะข้าย่างปลาเอาไว้”
จินหยางรีบวิ่งกลับไปที่กองไฟพบว่าปลาที่ย่างยังคงไม่ไหม้เช่นสองตัวเมื่อวาน ไม่นานหวังซุนก็เดินเข้ามาพร้อมกับแบกผักและเนื้อในตะกร้าสาน หวังซุนรีบวางตะกร้าสานลงพื้นวิ่งไปที่หลุมศพของจินจวินซงพร้อมกับโขกศีรษะลงพื้น
“นายท่านจินขออภัยที่ข้ามาช้าไป ไม่คิดว่าพวกสำนักใหญ่พวกนั้นจะทำเื่เลวทรามเช่นนี้ เพื่อเป็การไถ่บาปข้าจะดูแลนายน้อยจินหยางเองขอรับ”
หลังจากเคารพหลุมศพเสร็จหวังซุนแบกตะกร้าสานมานั่งข้างกายจินหยาง
“ต่อไปนี้ข้าจะดูแลนายน้อยเอง เอาเถอะตอนนี้ท่านคงหิวแล้ว ข้าจะทำบางอย่างให้ท่านทานก็แล้วกัน”
หวังซุนรีบลุกขึ้นดึงดาบที่แอบซ่อนเอาไว้ในตะกร้าสานตัดกิ่งไม้มาหลายกิ่งพร้อมกับนำเนื้อออกมาย่างให้แก่จินหยาง ในระหว่างที่หวังซุนกำลังย่างเนื้อจินหยางนำกระบี่ ถุงเงินและคัมภีร์สองเล่มมาให้หวังซุน
“ข้าพบเจอของพวกนี้ที่เสื้อผ้าของคนที่ตายขอรับ”
หวังซุนเคยพบเจอต้วนฟานมาบ้างจึงพอจดจำกระบี่คู่กายของเขาได้ แต่ทว่าที่ตื่นใไม่น้อยก็คือคัมภีร์กระบี่จักรพรรดิ เพราะมันเป็ทักษะวิชาที่ต้วนิบิดาของต้วนฟานใช้สร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักกระบี่ิญญา จนเป็สำนักใหญ่ทั้งแปดมาจนถึงปัจจุบัน
“นายน้อยโชคดีมากขอรับที่ได้คัมภีร์กระบี่จักรพรรดิเล่มนี้มา หากนายน้อยฝึกมันจนสำเร็จท่านก็ไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดในยุทธภพอีกแล้ว”
“ขอรับ ข้าจะหมั่นฝึกฝน”
เกือบสองเค่อเนื้อและปลาย่างส่งกลิ่นหอมโชยออกมา หวังซุนคว้าจับเนื้อและปลายื่นให้แก่จินหยาง หลังจากนั้นทั้งสองก็เริ่มทานอาหาร
“ข้าจะพานายน้อยไปอยู่ด้วยกันที่หมู่บ้านส่านเฟิง เมื่อใดที่นายน้อยอายุครบสิบปีท่านค่อยเข้าไปเรียนวิชาที่สำนักกระบี่หลงอู่ แต่ก่อนหน้านั้นข้าจะสอนวิชาอ่านเขียนและช่วยนายน้อยฝึกกระบี่”
“ขอรับท่านลุงหวังซุน”
“นายน้อยรีบทานเถอะเราจะได้รีบไปจากที่นี่”
“ท่านลุงหวังข้ามีบางอย่างสงสัยขอรับ ข้าจะสามารถเพิ่มพลังลมปราณได้อย่างไร”
“มีอยู่สามวิธีขอรับนายน้อย หนึ่งคือใช้ทักษะรวบรวมปราณดูดซับพลังจากธรรมชาติแปรเปลี่ยนเป็พลังลมปราณ สองคือใช้เม็ดยาแต่ทว่ายิ่งเม็ดยาที่สามารถเพิ่มพลังปราณได้มาก ยิ่งมีราคาแพงตามคุณสมบัติของเม็ดยา และสุดท้ายดูดกลืนลมปราณของผู้อื่น แต่วิธีนี้ข้าไม่แนะนำเพราะมันเป็วิชาของพวกฝ่ายอธรรมมันคือวิชาดูดพลังปราณ หากนายน้อยพบเจอผู้ใดใช้วิชานี้ให้หลีกหนีให้ไกลที่สุด”
“ข้าจะจดจำไว้ขอรับ”
“อีกอย่างนายน้อยควรทิ้งกระบี่เอาไว้ที่นี่ หากคนของสำนักกระบี่ิญญาพบเจอกระบี่เล่มนี้ พวกเราอาจมีปัญหา หากนายน้อย้ากระบี่ ข้าจะซื้อกระบี่ที่เมืองส่ายซีให้แก่ท่าน ที่นั่นมีโรงตีเหล็กขึ้นชื่ออยู่หลายแห่ง”
“เช่นนั้นข้าจะทิ้งมันเอาไว้ในลำธารก็แล้วกันขอรับ”
เกือบครึ่งชั่วยามหลังจากทานอาหารจนอิ่มทั้งสองก็ออกจากตระกูลจิน จินหยางไม่ลืมที่จะโยนกระบี่ทิ้งลงลำธาร ทั้งสองใช้เวลาเกือบสองวันก็มาถึงหมู่บ้านส่านเฟิง ตลอดการเดินทางหวังซุนแปลกใจไม่น้อยที่จินหยางหาได้มีความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเช่นเดียวกับเด็กวัยเดียวกัน บ้านของหวังซุนอยู่เกือบท้ายหมู่บ้าน ขนาดบ้านไม่ได้ใหญ่มากนักพื้นที่รอบด้านปลูกสมุนไพรเอาไว้จำนวนมากหลากหลายชนิด ด้านหลังมีป่าไผ่ขึ้นปกคลุมจนลับตา หวังซุนแจ้งแก่หัวหน้าหมู่บ้านซุนลู่เฉินเกี่ยวกับจินหยางว่าเป็หลานชายของผู้มีพระคุณได้ฝากฝังเอาไว้ ผ่านไปหลายวันจินหยางใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในป่าไผ่ฝึกโคจรลมปราณและร่ายรำกระบี่โดยใช้กิ่งไผ่แทนกระบี่ เพื่อไม่ให้หวังซุนสงสัยถึงแม้เขาจะใช้ความสามารถของเทียนคงฝึกวิชากระบี่จักรพรรดิสำเร็จแล้วก็ตาม หวังซุนเห็นความตั้งใจของจินหยางจึงได้เดินทางไปในเมืองส่านซีเพื่อหาซื้อกระบี่ ในระหว่างที่จินหยางนั่งโคจรลมปราณอยู่นั้นเอง ได้มีเด็กภายในหมู่บ้านพากันเข้ามาหาเื่ตามประสาเ้าถิ่น
“คุณชายมีกลุ่มคนมาที่นี่”
จินหยางลืมตาขึ้นเห็นกลุ่มเด็กหลายคนก้าวเดินเข้ามาด้านหน้า ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็เด็กชาย มีคนผู้หนึ่งคาดว่าจะเป็หัวโจกก้าวเดินนำหน้าและตัวใหญ่กว่าใคร เด็กหนุ่มผู้หนึ่งชี้นิ้วมายังจินหยาง
“นี่เ้า เหตุใดพบเจอพี่ชายซุนหม่าแล้วไม่รีบเข้ามาคารวะ”
จินหยางทำหน้าตาสงสัย
“คารวะ?”
“ใช่ คารวะ”
“เหตุใดข้าต้องคารวะ? เป็พวกเ้าทั้งหมดคิดมาหาเื่ข้าเองอยู่แล้ว อีกอย่างอายุของพวกเ้าก็ไม่ได้มากไปกว่าข้าเท่าไหร่”
“แต่พี่ชายซุนหม่าคือลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้าน”
“จะลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านหรือลูกชายของเ้าเมืองข้าก็ไม่สนใจ พวกเ้าจะไปไหนก็ไป อย่ารบกวนเวลาข้าฝึกยุทธ”
“ฝึกยุทธ? เ้าคิดจะเข้าสำนักกระบี่หลงอู่?”
“ข้าไม่จำเป็ต้องตอบคำถามพวกเ้า”
ซุนหม่ายกมือขวาขึ้น ก้าวเดินออกมาด้านหน้า
“พวกเ้าไม่ต้องยุ่ง ข้าจะสั่งสอนเ้าหมอนี้เอง ให้มันรู้เสียบ้างว่าการที่จะต้องอยู่ที่นี่ต้องทำตัวอย่างไร”
จินหยางลุกขึ้นหยิบจับกิ่งไผ่เอาไว้แน่น
“หย่งอู่นำกระบี่ไม้มาให้ข้า”
เด็กหนุ่มนามหย่งอู่รีบนำกระบี่ไม้มายื่นให้แก่ซุนหม่า จินหยางตั้งท่าเตรียมพร้อม
“จะทำสิ่งใดก็รีบทำ ข้าไม่อยากเสียเวลากับพวกเ้ามานัก”