ทิชานั้นสูงเพียงแค่5 ฟุต 6 นิ้ว เธอจึงต้องเชิดศีรษะไว้ ขณะที่ต่อว่าต่อขานบุรุษซึ่งมีร่างสูงกว่าเธอซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาสูงประมาณ 6 ฟุต 2 นิ้ว ใบหน้าของเขาเครียด แต่แววในดวงตาสีน้ำตาลบอกให้รู้ว่าเขาพร้อมจะยิ้มให้เธอหัวใจของทิชาเต้นรัวแรงอันเกิดจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
“ครับ หลังจากที่ได้รับฟังคำรุนแรงของคุณแล้วผมก็คิดว่า คุณคงไม่ได้รับอันตรายอะไรเลยนี่” เสียงนั้นทุ้มห้าวชวนฟังและดูจะดีใจอยู่ไม่น้อย แต่ทิชาโกรธเกินกว่าจะสังเกตเห็น
“ฉันไม่ขอบใจคุณหรอก”เธอสวนคำทันที สะบัดหน้าด้วยความโกรธ จนผมปลิวสยายคุณคงต้องใช้ความเร็วสัก 70 แน่ ตอนที่ลงทางโค้งมาแล้วชอบว่ากันนักว่าผู้หญิงน่ะขับรถแบบปัญญาอ่อน”
“ก็คงจะ70 จริงๆ เขาพูดอย่างยอมรับแต่ผมก็หลีกจนพ้นได้ชนคุณเต็มที่เลยนี่”
“ถ้าคุณไม่ขับรถเร็วจนกินทางเข้ามาก็จะไม่ชนรถฉัน” ทิชาเถียงเสียงเข้ม
“อันที่จริงถนนนี่มันก็น่าจะเรียกว่ามันเป็ถนนส่วนบุคคลนะมีแต่พวกที่อยู่บนเขานี่เท่านั้นที่เขาใช้กันผมไม่คิดว่าจะมีใครสวนมานี่นา” เขากวาดสายตามองชุดกางเกงสีน้ำเงินที่เขาสวมใส่อยู่อย่างพึงใจ
แต่สาวน้อยไม่ยอมรับฟังคำแก้ตัวของเขา
“นี่คุณคนที่ขับรถประมาทนะไม่มีข้อแก้ตัวหรอก”
“ที่จริงคุณก็พูดถูกนะเรด” เขาคล้อยตามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เอื้อมมาจับปลายศอกของเธอด้วยมือคล้ามๆไปดูสิว่ามันเสียหายตรงไหนผมซ่อมรถให้เอง”
เขาจับศอกเธอหมุนร่างให้เดินตรงไปข้างหน้าก่อนที่ทิชาจะทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แล้วเธอก็สะบัดแขนออกมองเห็นคิ้วที่เลิกขึ้นเป็เชิงล้อ เมื่อเขาเห็นอาการที่เธอแสดงออกเพียงแต่ชำเลืองตาแวบเดียวทิชาก็เห็นเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเกือบจะเป็สีบรอนซ์ เมื่อต้องประกายแสงอาทิตย์ กับใบหน้าที่คมสันซึ่งเป็สัญญาณเตือนภัยให้สาวน้อยรู้ได้ว่า เขาเป็คนที่มีเสน่ห์แรงคนหนึ่งแต่อีกไม่ช้าเขาจะต้องได้รับรู้ว่า เธอมิใช่คนที่จะตกเป็เหยื่อของเขาได้ง่ายๆ ทิชาใส่ความชาเย็นลงในสีหน้าขณะที่ออกเดินเคียงคู่ไปกับเขา
“แหม...คุณใส่ของเสียเต็มรถเลยเขาพูดขึ้นลอยๆ ขณะที่เดินผ่านไปยังหน้ารถย้ายมาอยู่แถวนี้หรือครับ
“เื่ของฉัน”เธอตอบห้วนๆ ไม่แยแสด้วย แต่ริมฝีปากของชายหนุ่มขมวดเป็รอยยิ้มด้วยความขบขัน ผู้ชายคนนี้เหลือทนจริงๆ ทิชาคิดขณะที่มองดูเขาตรวจร่องรอยความเสียหายรถของเธอเธอมองเสื้อผ้าราคาแพงซึ่งตัดเย็บด้วยหนังลูกแกะฟอกอย่างดี ทำให้รูปร่างของเขาดูสะโอดสะองผึ่งผายขึ้นเส้นผมสีน้ำตาลค่อยข้างหนาเป็ลอนหยักศกน้อยๆ แต่มันมีลักษณะบางอย่างที่บอกให้รู้ว่าเขาเป็คนที่ค่อนข้างทระนงอยู่มาก ปลายคางผ่าเป็แนวซึ่งช่วยลดความขึงขังบนใบหน้าให้น้อยลงจากการเดานั้น ทิชาประมาณเอาว่าอายุของเขาน่าจะอยู่ในวัย30 เศษ ไม่มีแหวนแต่งงานสวมอยู่ในนิ้ว ซึ่งที่จริงสำหรับคนอายุในวัยนี้ ควรจะมีได้แล้ว
“รู้สึกว่าไม่มีตรงไหนเสียหายนอกจากกันชนบุบเท่านั้น” เขาหันมาบอกปิดฝาครอบหน้าหม้อรถลงดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นเป็ประกายทันทีที่สบสายตาเธอเข้าราวจะรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ตัวเองได้ตกเป็เป้าสายตาให้เธอได้พิจารณาอยู่นานร้านซ่อมรถเขาทำได้ไม่ยากหรอกถ้าคุณจะมาอยู่แถวนี้ผมจะให้ชื่อช่างซ่อมรถที่ชำนาญงานไว้”
“เป็ธรรมดายิ่งคุณขับรถเร็วขนาดนี้ คุณคงต้องใช้เขาบ่อยๆ แน่” ทิชาประชดเสียงหวาน
“ก็เคยอยู่ครั้งสองครั้งเท่านั้น”น้ำเสียงของเขามิได้ยอมรับอย่างเต็มใจนัก
“แต่ก็ต้องเคยแน่ๆเธอประชดให้ด้วยน้ำเสียงก้าวร้าวคงจะได้ค่านายหน้าจากการหางานให้อู่ซ่อมด้วยสินะ”
ดวงตาของเขาหรี่ลงทันทีซึ่งทำให้ทิชาชักใจเต้นด้วยความหวาดลึกๆ ในใจที่บอกไม่ถูก
“ก็อย่างที่คุณพูดเมื่อกี้นี้ละเรด ว่ามันเป็เื่ของผม” เขาตอบ ริมฝีปากเผยอเป็รอยยิ้ม
แต่ทิชาเลือกที่จะไม่ใส่ใจในคำพูดของเขา
“นี่เป็ครั้งที่สองแล้วนะที่คุณเรียกฉันอย่างนั้น” เธอพูดหวั่นๆฉันไม่ได้ชื่อเรด”
“อ้าว ไม่ใช่หรอกหรือดวงตาของเขาปรายขึ้นจับเรือนผมสีน้ำตาลแกมทอง ซึ่งดูจะเป็สีแดงจัดขึ้นเมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็แล้วคุณชื่ออะไรล่ะเขาใช้ความใกล้เป็เครื่องมือในการสำรวจไปทั่วใบหน้าของเธออย่างรวดเร็ว และรีบเสริมต่อด้วยน้ำเสียงขันๆว่าอย่างน้อยก็เพื่อจะได้แจ้งให้ทางบริษัทประกันภัยของผมทราบไงล่ะ”
ทิชาออกจะลังเลไม่อยากต้องบอกอะไรแก่คนแปลกหน้าผู้นี้ในเื่ที่เกี่ยวกับตัวเองมากเกินไปนัก แต่ขณะเดียวกันก็รู้ว่าเป็ความจริงที่เขาจำเป็จะต้องได้ชื่อเธอไปแจ้งให้ทางบริษัทประกันภัยทราบ
“แพตริเซียคอลด์เวล” เธอตอบอย่างเสียไม่ได้
“แพทริเซีย...”เขาทวนชื่อนั้น คล้ายจะปล่อยให้มันหลุดปากออกมาเองเพื่อจะดื่มลิ้มชิมรสในสำเนียงที่เปล่งออกมา
แววแห่งความพึงใจที่ปรากฏอยู่ในดวงตาของเขายามที่กวาดไปทั่วใบหน้าของเธอนั้นทำให้สาวน้อยนิ่งขึงไป แต่ทิชาปฏิเสธความรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ที่แล่นขึ้นมาแต่ก็เชื่อว่าคงมีผู้หญิงหลายคนที่หลงเสน่ห์ในรอยยิ้มของเขา
“เพื่อนๆเขาเรียกฉันว่า ทิชาทั้งนั้น” เธอบอกด้วยน้ำเสียงชาเย็นเช่นเดิมแต่คุณจะเรียกฉันว่ามิสคอลด์เวลก็ได้”
“มิสไม่ใช่มิสซิสนะ”ดวงตาของเขาเบิกกว้างรอยยิ้มระบายอยู่ทั่วใบหน้านี่คุณคิดว่าจะทำให้ผมต้องยอมรับในสิทธิที่เท่าเทียมกันละมัง”
“ฉันไม่เคยฝันที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกับพวกผู้ชายหรอก”ทิชาตอบ คางเชิดขึ้นทันทีไม่อยากจะลดตัวลงไปอยู่ในระดับเดียวกับพวกเขา”
เขาเงยหน้าขึ้นเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเต็มที่
“คุณนี่อารมณ์แรงพอๆกับ พีทรูชิโอ เชียวนะ”
“ซึ่งทำให้ฉันต้องขอบคุณเช็คสเปียร์ที่จับเขาไปเข้าคู่ไว้กับแคทธารีน่าเพราะว่าฉันไม่้าให้ใครมาเลี้ยงฉันให้ ‘เชื่อง’ หรือต้องตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ชายคนไหนทั้งสิ้น”ดวงตาสีเขียวของเธอเป็ประกายกราดเกรี้ยวขึ้นมาอีก
“น่าสงสารอะไรเช่นนั้น”เขาพูดเบาๆ แต่แววหัวเราะยังเต้นเร่าอยู่ในดวงตารู้สึกว่าเป็คำท้าทายที่น่าสนใจมากจริงๆ
“นี่...เราเลิกพูดจาในเื่ส่วนตัวกันเสียทีดีไหม แล้วก็หันมาจัดการกับปัญหาที่มันเกิดขึ้นให้เสร็จเื่เสร็จราวกันไปเสียที เื่รถฉันเสียหายน่ะจะว่าอย่างไรทิชาถามเยาะๆแล้วฉันก็อยากได้ชื่อกับหมายเลขกรมธรรม์ของคุณด้วย”
ริมฝีปากของชายหนุ่มบิดเป็รอยยิ้มที่ไม่อาจจะปิดบังไว้ได้แต่เขาก็ล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อ ดึงซองหนังออกมา พร้อมด้วยปากกา เธอจับตาดูเขาตวัดลายมือลงไปบนแผ่นกระดาษก่อนที่จะฉีกออกยื่นส่งให้
“ชื่อของผมพร้อมด้วยหมายเลขโทรศัพท์อยู่ในนั้นแล้วถ้าคุณ้าจะติดต่อผมอีก”
ทิชาก้มลงมองอย่างไม่เต็มใจนักตัวอักษรใหญ่ๆ บนกระดาษแผ่นนั้นเขียนไว้ว่า..โร้ค เมดิสัน ตามมาด้วยหมายเลขโทรศัพท์และชื่อบริษัทประกันภัย
“โล่งใจไหมครับที่ผมไม่ได้ชื่อพีทรูชิโอ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน
“นี่คุณถ้าฉันจะห่วงละก็ เห็นจะเป็แค่เื่ซ่อมรถเท่านั้นล่ะ” เธอว่าให้และก็เช่นเดิม ที่คำพูดแรงๆของเธอก่อให้เกิดปฏิกิริยากับเขาน้อยมาก
“ผมว่ามันจะเป็การดีนะถ้าจะซ่อมกันชนนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเสียดสีกับยาง แล้วก็จะทำให้ยางเสียใช้การไม่ได้อีก”
“ไม่ต้องห่วงหรอกฉันจัดการของฉันเองได้”
เขายักไหล่อย่างไม่ตั้งใจ
“แล้วผมก็ขอยืนยันเื่ที่พูดไว้ั้แ่แรกถ้าคุณอยากจะได้ช่างซ่อมรถที่มีฝีมือ ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้ช่างดีๆ
“ที่คุณพูดมานี่ก็เท่ากับหมายความว่า คุณไม่้าให้ทางบริษัทประกันภัยเอารถไปหรือห่วงว่าเพื่อนของคุณจะเสียรายได้กันแน่”