เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 129 ต่างก็มีแผนในใจ (2)

            เมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้น ความสัมพันธ์พ่อลูกบุญธรรมจบสิ้นลง เท่ากับว่าผู้เฒ่าทั้งสองไร้ซึ่งทายาทสืบสกุลอีกครั้ง

            หากวันใดเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน หรือเงินเก็บก้นถุง ก็ล้วนกลายเป็นทรัพย์มรดกที่คนในตระกูลหวงต่างมีสิทธิ์จะช่วงชิง

            ในขณะที่สองผัวเมียหวงควนร้องไห้ฟูมฟายแทบขาดใจ ญาติพี่น้องคนอื่นๆ ในตระกูลกลับแอบลูบปากด้วยความยินดี

            เมียของหวงอันกั๋วรีบเรียกตัวลูกชายทั้งสอง หวงชุนเซิงและหวงชุนไหล มากำชับทันที “พวกแกสองคนจำไว้นะ ต่อไปนี้ต้องหมั่นไปมาหาสู่ปู่ใหญ่ย่าใหญ่บ่อยๆ อย่าไปเที่ยวขอของกินของใช้นะ เข้าไปถึงก็ช่วยหยิบจับทำงานทำการ คอยถามไถ่เอาใจใส่ ปากต้องหวานเข้าไว้ รู้ไหม”

            หวงอันกั๋วรีบเสริมขึ้นอย่างรอบคอบ “แต่อย่าเพิ่งรีบออกตัวแรงตอนนี้ เดี๋ยวปู่ใหญ่ย่าใหญ่จะระแวงว่าพวกแกมีเจตนาแอบแฝง รอให้เรื่องซาลงอีกสักพักค่อยว่ากัน”

            สองพี่น้องหวงชุนเซิงและหวงชุนไหลพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน

            ไม่ใช่แค่บ้านนี้ แม้แต่หวงอันปังและหวงอันซุ่น ต่างก็เรียกลูกๆ มาอบรมสั่งสอนให้ทำตัวดีๆ หวังพิชิตใจผู้เฒ่าเช่นกัน

            ตัดภาพมาที่อีกบ้าน...

            “ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้เวรหลินกั๋วผิงกับนังเด็กเหลือขอนั่นแท้ๆ! ฉันกลืนความแค้นนี้ไม่ลงจริงๆ คอยดูนะ ฉันจะตามจองล้างจองผลาญพวกมันให้ถึงที่สุด!” เมียของหวงควนกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น

            สมบัติพัสถานก้อนโตที่ควรจะเป็นของตนกลับหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา มิหนำซ้ำยังต้องกลายเป็นตัวตลกให้ญาติพี่น้องและคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะ

            โดยปกติแล้ว พิธีรับทายาทบุญธรรมเปรียบเสมือนการตอกตะปูลงเนื้อไม้ ถือเป็นเรื่องมั่นคงถาวร น้อยนักที่จะมีการยกเลิกกลางคัน

            หวงควนถอนหายใจอย่างอับจนปัญญา “เธอเลิกหาเรื่องใส่ตัวเถอะ หลินกั๋วผิงมันบ้าดีเดือดแค่ไหนเธอก็เห็น หรือเธออยากจะไปลองดีกับมีดของมันอีก?”

            ภาพใบมีดคมกริบที่ส่องประกายวาววับจ่ออยู่ที่คอหอย ยังคงตามหลอกหลอนหวงควนจนทุกวันนี้ นึกถึงทีไรก็ใจสั่นขวัญผวาไม่หาย

            เขากลัวหลินกั๋วผิงจนขึ้นสมองจริงๆ... ต่อไปนี้ถ้าใครกล้าบอกว่าหลินกั๋วผิงเป็นคนซื่อบื้อหัวอ่อน เขา นี่แหละจะตบปากคนพูดให้คว่ำ!

            ข่าวคราวความวุ่นวายในตระกูลหวงแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านประหนึ่งไฟลามทุ่ง

            ทิงเสวี่ยเองก็นึกไม่ถึงว่า ปู่หวงย่าหวงจะเด็ดขาดถึงขั้นตัดพ่อตัดลูกกับหวงควนได้จริงๆ แต่ลึกๆ เธอก็รู้สึกว่าจบแบบนี้แหละดีที่สุด

            ยามที่ผู้เฒ่ายังแข็งแรงเดินเหินได้ สองผัวเมียคู่นั้นยังไม่เคยเหลียวแล แล้วจะหวังพึ่งอะไรได้ในยามแก่เฒ่า... ทว่าเมื่อคิดว่าตนเองเป็นชนวนเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เด็กหญิงก็อดรู้สึกผิดไม่ได้

            “คุณปู่คุณย่าคะ... หนูได้ยินมาว่าบ้านหวงควนมาหาเรื่องพวกท่าน หนูรู้ว่าพวกท่านรักหนู แต่หนูไม่อยากให้เป็นเพราะหนูกับพ่อ แล้วทำให้พวกท่านต้อง...”

            ยังพูดไม่ทันจบ คุณปู่หวงก็โบกมือขัดขึ้น “เสียวเสวี่ย เรื่องของผู้ใหญ่เธออย่าเก็บมาใส่ใจ มันไม่เกี่ยวกับหนูเลย ต่อไปก็มาเล่นที่นี่เหมือนเดิม อย่าไปฟังขี้ปากชาวบ้านจนไม่กล้ามาหาปู่กับย่าล่ะ เข้าใจไหม”

            คุณย่าหวงรีบเสริม “ใช่จ้ะเสียวเสวี่ย วาสนาคนเราฟ้าลิขิตไว้แล้ว การที่บ้านเราสองบ้านสนิทกันมันคือวาสนา ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น”

            ทิงเสวี่ยยิ้มรับ “ค่ะคุณปู่คุณย่า หนูจะไม่สนคำคนพวกนั้น หนูชอบมาเล่นที่นี่ ใครก็ห้ามหนูไม่ได้หรอกค่ะ”

            คุณปู่หวงพยักหน้าด้วยความเอ็นดู “อืม... นี่สิถึงจะเป็นเสียวเสวี่ยที่ปู่รู้จัก”

            “แล้วแผลที่หัวล่ะลูก ยังเจ็บอยู่ไหม ทาขิงบ้างหรือเปล่า” คุณย่าถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

            ทิงเสวี่ยรีบตอบว่าทาแล้วและไม่เจ็บแล้ว แต่เพื่อปกปิดรอยแผลที่น่าเกลียด เธอจึงต้องสวมหมวกปิดบังไว้ตลอดเวลา

            ทิงเสวี่ยอยู่คุยเป็นเพื่อนผู้เฒ่าครู่หนึ่งจึงขอตัวกลับ เพราะวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่วันที่สอง ตามธรรมเนียมแล้วลูกสาวที่แต่งงานไปจะพาสามีและลูกกลับมาเยี่ยมบ้านเดิม... วันนี้ป้าใหญ่หลินชุ่ยหงและป้าเล็กหลินชุ่ยอิงจะกลับมา

            เช่นเดียวกับทุกปี สองพี่น้องแวะไปทักทายบ้านพี่ชายคนโตอย่างหลินกั๋วเซิ่งก่อนตามมารยาท แต่เมื่อเห็นพี่สะใภ้ใหญ่อย่างจางเสี่ยวเสียทำหน้าบอกบุญไม่รับและไม่มีทีท่าว่าจะทำกับข้าวเลี้ยงต้อนรับ พวกนางจึงนั่งอยู่เพียงครู่เดียวก็รีบปลีกตัวออกมา

            หลินกั๋วผิงรู้ดีว่าพี่สาวน้องสาวจะมา จึงตระเตรียมอาหารรอตั้งแต่เช้าตรู่

            หวังคัง ลูกชายคนเล็กของป้าใหญ่เพิ่งจะอายุได้สามเดือนกว่า หน้าตาน่ารักน่าชัง ดูแข็งแรงสมบูรณ์ราวกับลูกเสือตัวน้อย

            ทิงเสวี่ยงัดเอาคลังขนมที่เก็บสะสมไว้ออกมาต้อนรับหวังฮุ่ย หวังอวิ๋น และซูเจียหนิงอย่างไม่อั้น พอรู้ว่าบ้านอาสามมีของกินดีๆ หลินหงเหมยกับหลินหงจวินก็ไม่พลาดที่จะตามมาแจมด้วย

            ทิงเสวี่ยแบ่งลูกอมกระต่ายขาว ที่เหลืออยู่ไม่กี่เม็ดให้ซูเจียหนิงและหวังอวิ๋น

            “อวิ๋นอวิ๋น มือของเธอ... แผลหิมะกัดดีขึ้นบ้างหรือยัง” ทิงเสวี่ยดึงมือของหวังอวิ๋นมาดูใกล้ๆ แม้แผลจะดูแห้งลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่หายสนิท มือที่ควรจะขาวผ่องนุ่มนิ่มสมวัยเด็ก กลับเต็มไปด้วยรอยแตกและตุ่มบวมแดง ทั้งรอยเขียวรอยช้ำ กระดำกระด่างไปหมด เห็นแล้วน่าเวทนายิ่งนัก

            ในขณะที่มือของพี่สาวอย่างหวังฮุ่ย กลับนุ่มเนียนไร้ริ้วรอย

            ในครัว สองพี่น้องหลินชุ่ยหงและหลินชุ่ยอิงกำลังง่วนอยู่กับการช่วยกันทำอาหาร ส่วนในห้องโถง หลินกั๋วผิง หลินกั๋วอัน นั่งจิบชาสนทนากับพี่เขยทั้งสอง หวังเจี้ยนเช่อและซูชิ่งลี่ ปล่อยให้เด็กๆ วิ่งเล่นกันที่ลานบ้าน โดยมีเจ้าหนูหวังคังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงอย่างว่านอนสอนง่าย

            “พี่เจียหนิง สอนผมทำหนังสติ๊กหน่อยสิ” หลินหงจวินเดินตามตื้อซูเจียหนิงต้อยๆ

            ซูเจียหนิงผู้ใจดีตอบรับ “เอาสิ นายไปหาไม้ไผ่ มีดพับ แล้วก็เชือกเส้นเล็กๆ มานะ”

            ได้ยินดังนั้น หลินหงจวินก็วิ่งปรู๊ดกลับบ้านไปหาอุปกรณ์ทันที

            ทางด้านเด็กผู้หญิง หวังฮุ่ยกับหลินหงเหมยเข้าขากันได้ดี จับคู่เล่นตั้งเตกันอย่างสนุกสนาน ส่วนทิงเสวี่ยเลือกที่จะนั่งเล่นกับหวังอวิ๋น

            หวังอวิ๋นเจ็ดขวบแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้เข้าโรงเรียน

            ทิงเสวี่ยหยิบหนังสือนิทานภาพเล่มหนึ่งออกมาเปิดให้หวังอวิ๋นดู “อวิ๋นอวิ๋น หนูอยากไปโรงเรียนไหม”

            “อยาก!” เด็กหญิงตอบทันควันโดยไม่ต้องคิด

            “งั้นหนูต้องบอกพ่อกับแม่นะว่าอยากเรียนหนังสือ พอถึงเปิดเทอมหน้าร้อน พวกเขาน่าจะยอมส่งหนูไปนะ”

            หวังอวิ๋นลูบภาพในหนังสืออย่างทะนุถนอม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดด้วยแววตาเศร้าสร้อย “แม่บอกว่า... ต้องรอให้หนูเลี้ยงน้องจนโตก่อน ถึงจะให้ไปโรงเรียน”

            ทิงเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก...

            เลี้ยงน้องจนโตก่อน? แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่าโต?

            ป้าใหญ่เห็นลูกสาวเป็นแค่พี่เลี้ยงเด็กแรงงานฟรีชัดๆ

            ถ้าต้องรอให้หวังคังโตสักสี่ห้าขวบ หวังอวิ๋นก็คงปาเข้าไปสิบกว่าขวบแล้ว ถึงตอนนั้นจะให้โข่งไปเรียนชั้นป.1 มันจะไม่สายเกินแกงไปหน่อยหรือ

            ทิงเสวี่ยเอื้อมมือไปลูบแก้มที่ตอบซูบของหวังอวิ๋นอย่างสงสาร “อวิ๋นอวิ๋น อย่าเพิ่งหมดหวังนะ เดี๋ยวพี่จะลองหาทางคุยกับป้าใหญ่ดู เผื่อจะยอมให้หนูได้เรียนเร็วขึ้น”

            “ขอบคุณค่ะพี่สาว!” หวังอวิ๋นยิ้มกว้าง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง

            เมื่อสบเข้ากับสายตาคู่นั้น ทิงเสวี่ยก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ ในใจรู้สึกหนักอึ้ง... เธอเพิ่งจะรับปากส่งเดชไปด้วยความสงสาร ทั้งที่รู้ดีว่าลำพังคำพูดของเด็กอย่างเธอ คงยากที่จะเปลี่ยนใจคนหัวโบราณอย่างป้าใหญ่ได้

            เพราะถ้าหวังอวิ๋นไปโรงเรียน ไม่เพียงแต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ที่สำคัญคือ... จะไม่มีใครคอยซักผ้าอ้อมและดูแลลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้ป้าใหญ่นั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891